การกระจายรายจ่ายและกำลังคน ของกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่จังหวัด
1
กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” ตามสถิติปี 2563 กระทรวงมหาดไทยได้รับงบประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งถูกกระจายต่อไปยังทุกๆ จังหวัด กำลังคนของมหาดไทย (นับเฉพาะข้าราชการ) มีจำนวน 4 หมื่นคน ในโอกาสนี้จอผลงานวิจัยเล็กๆ มาสื่อสารให้กับผู้อ่าน ประเด็นสำคัญคือคำถามว่าการจัดสรรรายจ่ายและกำลังคนว่ากระจายลงไปใน 77 จังหวัดอย่างไร? พร้อมข้อสังเกตและวิจารณ์ตามสมควร
2
เป็นที่น่ายินดีว่าการบริหารภาครัฐในยุคปัจจุบันปรับตัวเข้าสู่การนำ “ข้อมูลขนาดใหญ่” มาใช้เพื่อการวางแผนและการจัดสรรทรัพยากร นักวิจัยได้อาศัยประมวลข้อมูลจากสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณรัฐสภา สำนักงานข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย พร้อมกับความสำนึกขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ตารางที่ 1 แสดงสถิติการจัดสรรรายจ่ายและกำลังคนของกระทรวงมหาดไทยว่ากระจายในจังหวัด/ภูมิภาคอย่างไร
ตารางที่ 1 แสดงสถิติการจัดสรรรายจ่ายของกระทรวงมหาดไทยจำแนกตามภูมิภาค

หมายเหตุ เครื่องหมาย * เพื่อขยายความว่า ตัวเลขนี้รวมเงินอุดหนุนที่จะส่งผ่านให้เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งกระจายใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ
ข้อสังเกตจากตารางข้างต้น หนึ่ง การกระจุกตัวของงบประมาณสูงมากในกรุงเทพฯและปริมณฑล สาเหตุสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นเงินอุดหนุนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่กระจายต่อให้เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวน 7,772 แห่ง สอง งบเงินเดือนซึ่งบันทึกว่าอยู่กับกรม – เจ้าตัวอาจจะถูกส่งไปทำงานต่างจังหวัด แต่ยังบันทึกว่าอยู่ในส่วนกลาง (กรม) สาม ในการพิจารณาการกระจุกตัวจะต้องคำนึงถึงประชากร-พื้นที่และปัจจัยอื่น (เช่น ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยโดยตรง)
3
นักวิจัยค้นคว้าสาเหตุของการกระจุกตัวและศึกษาโดยใช้แบบจำลอง กำหนดข้อสันนิษฐานว่าการจัดสรรทรัพยากร (กำลังคนและงบประมาณ) ตอบสนองด้านอุปสงค์ หมายถึง ความต้องการของประชาชน ใช้สถิติอาชญากรรมด้านทรัพย์สินรายจังหวัด สถิติภัยแล้งเป็นรายจังหวัด เป็นตัวชี้วัด การทดสอบความสัมพันธ์ อย่างง่ายๆ ด้วยรูปกราฟ แกนตั้ง หมายถึงข้าราชการต่อประชากรหมื่นคนของแต่ละจังหวัด แกนนอน จำนวนสถิติอาชญากรรม (ทรัพย์สิน) ต่อประชากรหมื่นคนต่อจังหวัด สะท้อนว่าการจัดสรรทรัพยากรบุคคลไปทางเดียวกับสภาพปัญหาของแต่ละจังหวัด
รูปภาพที่ 1 การจัดสรรกำลังคนตอบสนองต่อสถิติอาชญากรรม (ทรัพย์สิน) ต่อประชากร

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ การจัดสรรกำลังคนและงบประมาณกระทรวงที่กระจุกตัว เกิดจากด้านอุปทาน ซึ่งมาจากความเคยชินและการเลือกทำเลที่ตั้งของกรม (รวมกัน 7 กรม กรมที่มีขนาดใหญ่นับด้วยจำนวนเงินคือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมโยธาธิการและผังเมือง) และแนวคิดเมืองหลัก-เมืองรอง
รูปภาพที่ 2 แสดงการกระจายของงบประมาณรายจ่ายต่อประชากรหมื่นคน

4
จากการค้นคว้าได้ข้อสังเกตและวิจารณ์ว่า หนึ่ง มีปัญหาการกระจุกตัวของทรัพยากร (กำลังคนและงบประมาณ) ในส่วนกลาง คือ กรุงเทพฯและปริมณฑล เมืองหลักหรือเมืองศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากอดีตอันยาวนาน – บัดนี้อาจถึงเวลาต้องทบทวนแนวคิด “เมืองหลัก/เมืองรอง” กันใหม่ สมัยก่อนการคมนาคมไม่สะดวกกรมจึงมักจะเลือกตั้งหน่วยงานในจังหวัดขนาดใหญ่ ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคม สนามบิน ทางรถไฟ มีที่พักสะดวกสบาย แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก – การคมนาคมหรือสื่อสารกับ 77 จังหวัดมีความสะดวกใกล้เคียงกัน – ถ้าเราสอบถามความรู้สึกของผู้คนที่อาศัยในเมืองรอง–คงไม่มีใครอยากจะเป็น “เมืองรอง” หรือถ้ายังคงคำศัพท์เมืองหลัก/เมืองรองก็ไม่ว่าเพราะเคยชน แต่ช่องว่างระหว่างเมืองหลักเมืองรองน่าจะลดลงกว่าในอดีต สอง ภาครัฐควรจะทำบทบาทเป็นผู้นำในการลดความเหลื่อมล้ำมิติพื้นที่ (สมกับคำกล่าว ไม่ทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง) นักวิจัยอยากจะคิดสถานการณ์สมมุติว่าถ้าหากถ่ายโอนทรัพยากรภาครัฐจากเมืองใหญ่ไปยังจังหวัดขนาดกลางหรือขนาดเล็กได้ – จะเกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “ตัวทวีคูณท้องถิ่น” อย่างแน่นอน ลองจินตนาการว่า งบประมาณ 1,000 ล้านบาท ถูกย้ายจากเมืองหลวงไปสังกัดเมืองขนาดเล็กหรือปานกลาง หรือกำลังคนภาครัฐ 5,000 คนที่เคยประจำในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลออกไปจังหวัดขนาดเล็กหรือปานกลาง
ผลกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นย่อมจะเกิดขึ้นและความเหลื่อมล้ำมิติพื้นที่ย่อมจะลดน้อย วัดผลเชิงประจักษ์ได้อย่างแน่นอน

