นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ : ประชาธิปไตยในด้านมืด

REUTERS/Brian Snyder/Jonathan Ernst/Files

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด ระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ (8 พ.ย.2559) จะออกมาอย่างไรก็ตาม ก็นับเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากว่า เสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ของทรัมป์ มาจากกลุ่มคนผิวขาว “ยากจน” ที่ไม่ใช่ชาวเมืองศิวิไลซ์

เมื่อเร็วๆ นี้ The American Conservative นิตยสารรายปักษ์ของสถาบัน the American Ideas ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ เจ ดี แวนซ์ ( J D Vance) โดยผู้สัมภาษณ์แนะนำว่าผลงานล่าสุดของแวนซ์ชื่อ “Hillbilly Elegy: A Memoir of a Family and Culture in Crisis” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยคร่าวๆ ว่า “กำสรวลบ้านนอก: บันทึกความจำของครอบครัวและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต” เป็นหนังสือที่ “ต้องอ่าน”

สอดรับกับบทความ “In ‘Hillbilly Elegy,’ a Tough Love Analysis of the Poor Who Back Trump” ของเจนนิเฟอร์ ซีเนียร์ (Jennifer Senior) ในเว็บไซต์นิตยสารนิวยอร์ก ไทมส์ที่ว่าหนังสือเล่มนี้ของแวนซ์ ทำให้เธอเข้าใจว่าเหตุใดคนยากจนจึงหนุนทรัมป์

“กำสรวลบ้านนอกฯ” วางจำหน่ายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยสำนักพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ เป็นหนังสือฮิตฮ็อตจากวันนั้นจนวันนี้ ซึ่งถ้าพิจารณายอดสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ค้าปลีกแอมะซอน นี่คือหนังสือที่ยังไม่เคยตกกลุ่ม 1 ใน 10 หนังสือขายดี

คนทั่วไปมักเข้าใจว่าอเมริกันผิวขาวทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่หรูเลิศ และถ้าดูภาพลักษณ์ภายนอกของแวนซ์ที่เป็นชายหนุ่มผิวขาววัย 31 ปี ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตและจากโรงเรียนกฎหมาย มหาวิทยาลัยเยลซึ่งอยู่ในกลุ่มไอวี่ลีก มีรสนิยมทางเพศกับเพศตรงข้าม และเป็นโปรเตสแตนท์ (อเมริกาไม่มีศาสนาหลัก แต่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์โดยเฉพาะนิกายโปรเตสแตนท์)

หากบอกว่าแวนซ์มาจากครอบครัวที่ดีตามอุดมคติอเมริกัน คงมีผู้พยักหน้าเห็นพ้อง ใครเลยจะสงสัยว่า แท้จริงแล้ว เขาเป็นพวก “hillbillies” “rednecks” “white trash” หรือพวก ““บ้านนอก” “ชาวนา” “ฝรั่งชั้นล่าง” แล้วแต่บรรดาคนหัวสูงจะสรรหาถ้อยคำมาหยามเหยียด กล่าวง่ายๆคือ ต้นตระกูลของแวนซ์ไม่ใช่คณะแสวงบุญชาวอังกฤษที่ลงเรือเมย์ฟลาวเวอร์มาตั้งรกรากในอเมริกาแล้วกลายเป็นหนึ่งในบรรดา “บรรพบุรุษของชาวอเมริกัน”

ครอบครัวแวนซ์ซึ่งมี “ความยากจนเป็นประเพณีของครอบครัว” เป็นชาวนาไร้ที่ดิน หากไม่เช่าที่ทำนาแล้วจ่ายค่าเช่าเป็นผลผลิต ก็เป็นคนงานเหมืองถ่านหิน เป็นคนงานซ่อมเครื่องจักร หรือเป็นช่างไม้ ซึ่งล้วนเป็นงานใช้แรงกายค่าแรงต่ำ และไม่มีความมั่นคงใดๆ ในชีวิต

เมืองมิดเดิ้ลทาวน์ รัฐโอไฮโอ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาที่แวนซ์เติบโตขึ้นมานั้น เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมเหล็ก แต่บัดนี้หมดยุคไปแล้วและถูกแทนที่ด้วยร้านไก่ทอดเคนตักกี้

ตาและยายของแวนซ์ ย้ายมาอยู่ที่นี่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาพยายามสร้างชีวิตตามมาตรฐานคนชั้นกลางอเมริกัน มีบ้าน มีรถ แต่เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในวัฒนธรรมเทือกเขาแอปปาลาเชียน ที่มีความเชื่อเฉพาะตนโดยเฉพาะความดีความชั่วตามหลักศาสนา พวกเขาเกลียดเสรีนิยมและนายทุนอย่างที่สุด และแม้ซื่อสัตย์และรักประเทศเพียงใด ก็มีแนวโน้มนิยมใช้ความรุนแรง รวมถึงพร้อมจะละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ

เมื่อเป็นเด็ก แวนซ์ถูกกระทำทารุณกรรมทั้งจากตา ยาย และแม่ของเขาเองผู้มีอาการฮิสทีเรีย ติดยาเสพติด มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แสวงหาความอบอุ่นจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้าและเคยมีสามีเป็นตัวตนอย่างน้อย 5 คน

เหตุผลเดียวที่แวนซ์รอดชีวิตเป็นเพราะตายายซึ่งเคยบังคับให้เขากินขยะเป็นอาหารเย็นมองลูกแล้วเกิดสงสารหลาน จึงกัดฟันส่งหลานเรียนจนจบมหาวิทยาลัยโอไฮโฮสเตตขณะที่เด็กๆในเมืองส่วนใหญ่เรียนไม่จบกระทั่งระดับไฮสกูล

ในทัศนะของแวนซ์ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นเพียงปัญหาเล็กๆปัญหาหนึ่งของชุมชนคนขาวยากจน ที่เลวร้ายกว่ามากคือ “วัฒนธรรมบ้านนอก” ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายประเด็นตั้งแต่ขาดโอกาสทางการศึกษาไปจนถึงการงอมืองอเท้าไม่ดิ้นรนทำงาน เอาแต่รอรับความช่วยเหลือจากระบบสวัสดิการของรัฐ เพราะความเชื่อผิดๆ ว่าคนจนเกิดมาพร้อมความทุกข์ยากมากเกินไปและชะตาชีวิตที่อับจนนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้

แวนซ์บอกว่าเพื่อนๆ และญาติๆของเขาที่ติดอยู่ในกับดักวัฒนธรรมบ้านนอก ได้รับการโน้มน้าวว่า สื่อโกหก นักการเมืองโกหก สถาบันทหารที่เคยน่าเคารพก็โกหก เพราะเอาแต่ต่อสู้ในสงครามที่เปล่าประโยชน์ ส่วนชีวิตของคนทั่วไปก็สิ้นหวัง ไม่มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งกลายเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเดียวกับโอกาสมีงานทำ

คนขาวยากจนจากวัฒนธรรมบ้านนอกผู้ด้อยการศึกษาและไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงตนเอง(รายงานล่าสุดปี 2016 ของสำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐ มีชาวอเมริกันผิวขาว 9.1 เปอร์เซนต์หรือ 17.8 ล้านคนอยู่ในความยากจน) ตามสำนวนแวนซ์นี้เองคือฐานเสียงของทรัมป์

คนขาวยากจนกลุ่มนี้เชื่อว่าทุกสิ่งที่รัฐบาลโอบามาทำ (รวมถึงนางฮิลลารี คลินตันจากพรรคเดียวกัน หากเธอชนะ) ไม่ส่งผลดีอันใดเลยกับสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดเลยทำหน้าที่เป็นปากเสียงในสภาให้พวกเขา ดังนั้น เมื่อจู่ๆ ทรัมป์มาให้ความสำคัญกับพวกเขา ทรัมป์ย่อมเป็นตัวเลือกใหม่ที่สดใสกว่าและดีกว่า

ส่วนแวนซ์ซึ่งเป็นรุ่นลูกหลานของคนขาวยาวจนให้สัมภาษณ์ว่า ไม่คิดจะเลือกทรัมป์หากก็เลือกคลินตันไม่ลง ดังนั้นเขาจะลงคะแนนเสียงให้พรรคทางเลือกอื่นแม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะ

มองเผินๆ เวลานี้ประชาธิปไตยเสรีนิยมเหมือนไม่สามารถรับประกันอนาคตที่ดีให้กับผู้คนในสังคมได้เลย แต่เมื่อพิจารณาความพยายามปฏิรูปแบบเผด็จการภายใต้กระบอกปืนของรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก เช่น อียิปต์, จีน หรือ ไทย ก็ยากที่จะบอกว่ามีอนาคตที่ดีเช่นกัน นอกจากนั้น คนจำนวนมากยังหายใจไม่ออกในระบอบผด็จการที่ไม่เป็นมิตรกับเสรีภาพ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สนธิกำลังทหาร-ตำรวจสุราษฎร์ จับเรือขนน้ำมันเถื่อนคาท่าเทียบเรือ
บทความถัดไปไม่พลาดใช้สิทธิ์! นักบินอวกาศอเมริกัน ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีสหรัฐจากอวกาศ