ภาพเก่าเล่าตำนาน : ไป…ไต้หวัน…มา…เชียงราย…
“ทหารจีนคณะชาติ” (KMT) ในพื้นที่ป่า-เขาภาคเหนือสุดของไทย เข้ามาอยู่ในไทยได้ยังไง…?
เรื่องของจีน-ไต้หวัน ยังอยู่ในกระแสความสนใจของชาวโลก อุบัติขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ.2492 นี่เอง…เป็นเรื่องที่ควร “รู้-เข้าใจ” เกี่ยวกับประเทศไทยแบบนึกไม่ถึง
เชื่อมั้ยครับ…ประชาชนคนไทย (ส่วนหนึ่ง) ที่ทำมาหากินในหมู่บ้านสันติคีรี ดอยแม่สะลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และอีกหลายพื้นที่ในภาคเหนือของไทย คือ ทายาทรุ่นหลานของหน่วยทหารก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่แตกพ่ายมาจาก “แพ้สงคราม” กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนของ เหมา เจ๋อ ตุง ในแคว้นยูนนาน
เข้าใจแบบง่ายๆ …ไม่ต้องลงรายละเอียดลึก
15 สิงหาคม 2488 ญี่ปุ่นประกาศ “ยอมแพ้” ในสงครามโลกครั้งที่ 2… กองทัพลูกซามูไร…ถูกปลดอาวุธ…ถอนออกจากแผ่นดินจีน
เสร็จจากทำสงครามกับญี่ปุ่น…จีนก็รบกันเอง (อีก)
ทหารของฝ่ายก๊กมินตั๋ง (KMT) เริ่มทำสงครามกับทหารของ เหมา เจ๋อ ตุง ของพรรคคอมมิวนิสต์
กองทัพของ KMT ที่กระจายกันในแผ่นดินจีน แตกพ่าย สู้ไม่ได้ เสีย “ที่มั่น” ทีละแห่ง
เจียง ไคเช็ค ให้ทหารและประชาชนราว 2.5 ล้านคน ทยอยหนีข้ามทะเลไปตั้งหลักบน “เกาะไต้หวัน”
กรมทหารที่ 3 และกรม 5 ของกองพลที่ 93 ของ KMT ที่อยู่ในมณฑลยูนนานของจีน (ทางใต้) แตกพ่าย ถอยร่นลงตะวันตกเฉียงใต้
ทหารหน่วยนี้และครอบครัวนับหมื่นคน สู้พลางถอยพลาง หนีตายเข้าไปยังเมืองเชียงตุง เมืองท่าขี้เหล็ก ของพม่า
นายพลหลี่ มี่ คือ ผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีทหารราว 1 หมื่นคน
ทหารแตกทัพติดอาวุธ พยายามผูกมิตรกับชนกลุ่มน้อยในพม่า บ้างก็ข่มขู่ รังแก แย่งยึดที่ทำกิน บ้างก็สร้างสัมพันธ์ที่ดี
ผู้นำพม่า… “ยอมไม่ได้” ให้กองทัพต่างชาติติดอาวุธเข้ามาในอาณาเขตของตน
25 มีนาคม 2496 รัฐบาลพม่า…ทำจดหมายร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (UN)
UN มีมติจัดตั้งคณะกรรมาธิการ ประกอบด้วย อเมริกา ไทย จีนคณะชาติ (ไต้หวัน) และพม่า ในกรุงเทพฯ เพื่อเจรจาให้ทหาร KMT ออกไปจากพม่า ในขณะที่ต้องใช้พื้นที่บางส่วนของไทย
หน่วยข่าวลับ OSS (ต่อมาคือ ซีไอเอ) ของอเมริกา ที่สนับสนุน KMT ติดตามสถานการณ์ตลอด เป็นปรปักษ์กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ แทรกซึมอยู่ในพม่า ประสานทางการไทยเพื่อขอดูแล KMT
ผู้ใหญ่ของกองทัพไทยจัดตั้งหน่วยประสานงาน…เป็นเรื่อง “ลับมาก” เพราะจีนคอมมิวนิสต์ที่กำลังห้าวหาญ ต้องไม่พอใจไทย…
รัฐบาลไทยตกอยู่ในสภาวะ “ลำบาก” เพราะพม่าถ้าพม่าทำสงครามขับไล่ KMT ซึ่งก็ต้องหนีเข้ามาในไทยแน่นอน
KMT มีอาวุธ จัดกำลัง ลักลอบเข้าไปในยูนนาน เพื่อสังหารทหารฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่ตัวเองเคยเป็น “เจ้าถิ่น”
ประเทศพม่าถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งพักพิงของทหาร KMT

OSS มีเงิน มีแนวทางชัดเจนในการช่วยเหลือนักรบแตกทัพที่อยู่ในสภาพยับเยิน ต้องซ่อนตัวในป่าเขา แสนยากเข็ญ
หน่วยข่าวลับ OSS สถาปนาการติดต่อระหว่าง KMT บนภูเขา ป่าลึกในไทยกับกลุ่ม KMT บนเกาะไต้หวันได้สำเร็จ …
พวกเขา คือ ทหารกองทัพเดียวกันที่แตกพ่ายกันไปคนละทาง
เวลาผ่านไป…เกิดปัญหาแบบนึกไม่ถึง…ทหารหน่วยนี้และครอบครัวร่วมมือกับ “ชาวเขา” ปลูกฝิ่น ในป่า ในเขา ขนาดมหึมาเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตน …ช่วงแรก…พอจะมีเงินเลี้ยงชีพได้บ้าง ทำไปทำมากลายเป็นรายได้หลัก ทำเงินมหาศาล
อเมริกาสนับสนุนทหารหน่วยนี้ เพื่อเอาไว้รบกับคอมมิวนิสต์
ตลอดระยะเวลาราว 12 ปี ทหารกองพล 93 ที่อยู่บนภูเขาสูงในพม่า ได้รับการสนับสนุนจาก OSS เข้าไปทำสงครามกองโจร ในขณะที่ทางการไทยก็เห็นว่า KMT เป็น “รัฐกันชน” ให้ไทย
(นโยบายของวอชิงตัน คือ การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังเบ่งบาน แพร่ขยายอุดมการณ์ เข้าไปในเวียดนามตอนเหนือ ลาว และบางส่วนของไทย)
เหมา เจ๋อ ตุง ไม่พอใจที่กองโจรมีฐานปฏิบัติการอยู่ในพม่า
พ.ศ.2503 กองทัพพม่าไม่ขอแบกภาระอีกต่อไป …เปิดปฏิบัติการแม่โขง (Operation Mekong) เข้าโจมตีกองทหาร KMT อย่างถอนรากถอนโคน
KMT นับหมื่นแตกพ่าย…ส่วนหนึ่งเข้ามาในไทย อีกส่วนหนึ่งไปไกลถึงตอนเหนือของลาว ไปเป็นกองกำลังของนายพลภูมีหน่อสวรรค์ (ลาวฝ่ายขวา) ประจำอยู่ที่เมืองน้ำทา
ทางการไทยรับเผือกร้อนมาเต็มๆ ไม่เต็มใจจะให้ที่พักพิง
หน่วยข่าวลับสร้างสนามบินหลักที่ฐานทัพ KMT ที่เมืองสาด (Mong Hsat : ปัจจุบัน คือ จังหวัดเมืองสาด รัฐฉาน เมียนมา)
หน่วย OSS จ้างบริษัทการบินพลเรือนขนย้ายทหารที่สมัครใจ บินไปส่งที่เกาะไต้หวัน โดยบินขึ้นจากจังหวัดเมืองสาด
7 พฤศจิกายน 2496 คือ เที่ยวบินแรก และขนส่งอีกหลายเที่ยว ขากลับรัฐบาลไต้หวันมอบอาวุธ เงิน มาให้สู้รบต่อไป
รวมส่งกลับไปได้ 7,784 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชรา และคนป่วย
มีพวกที่ “ไม่สมัครใจ” กลับอีกราว 6 พันคนและครอบครัว
มีนาคม 2497 พม่าส่งเครื่องบินมาถล่มระเบิดใส่เมืองสาด ตามด้วยการยึดกองบัญชาการของก๊กมินตั๋ง นายพลหลี่ มี่ นำทหารราว 2,000 นายมุ่งสู่เขตไทย
(พ.ศ.2505 คอมมิวนิสต์มีชัยชนะในลาว ทหาร KMT ที่ไปอยู่ในลาว หนีข้ามกลับมาสมทบกับพวกที่อยู่ในเมืองไทยอีก)
นี่คือ “จุดเริ่มต้น” ของกองพล 93 ในไทย ที่กระจายไปใน จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และอีกหลายพื้นที่
เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับราษฎรไทยในหลายพื้นที่
ทหาร KMT มีอาวุธแต่ไม่มีเงิน ข่มขู่ราษฎรไทย นายพลต้วนต้องออกมาจัดแถวทหารเกเร ให้อยู่ในระเบียบ
5 พฤศจิกายน 2506 ตั้งกองบัญชาการ กองทัพที่ 5 ขึ้นที่ดอยแม่สลอง ต.ป่าซาง อ.แม่จัน จ.เชียงราย
ส่วนนายพลหลี่ มี่ จัดระเบียบทหารที่รังแกชาวบ้านในไทย เป็นกองทัพที่ 3 ตั้งกองบัญชาการขึ้นที่บ้านถ้ำง้อบ ต.ปงตำ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
นายพลหลี่ มี่ ประกาศยุบกองทหารก๊กมินตั๋งที่ตกค้างอยู่ในดินแดนพม่า
แผนลับของมะกัน เพื่อช่วยเหลือกองทหารของนายพลหลี่ มี่ใช้รหัสว่า “Operation Paper” เป็นภารกิจ “ลับมาก” เพื่อการขนส่งอาวุธและเสบียงระหว่างไต้หวัน-พม่า บางภารกิจก็ได้การสนับสนุนจากไทย
บริษัท ขนส่งทางอากาศ ชื่อ CAT (Civilian Air Transport) เป็นการทำงานผ่านบริษัทสินค้า เพื่ออำพราง
นายกรัฐมนตรีของไทย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยืนยันให้ขนย้ายทหาร KMT ออกไป เพราะทหารกลุ่มนี้เป็น “สายล่อฟ้า” เป็นเหตุให้จีนและพม่าหวาดระแวงไทย
เมื่ออยู่ในป่าเขา ต้องกินต้องใช้เงิน จึงปลูกฝิ่นเป็นล่ำเป็นสัน เงินจากธุรกิจค้าฝิ่น “ก้อนยักษ์” ไม่เข้าใคร-ออกใคร มีเครื่องบินที่บินไป-มา น่าสงสัยเรื่องการขนฝิ่น เป็นเรื่องน่าพิศวง ดำมืด ลับเฉพาะ
“สามเหลี่ยมทองคำ” (Golden Triangle) ระหว่างพม่า-ไทย-ลาว อุบัติขึ้น กลายเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นที่โดดเด่นของโลก
KMT ร่วมกับชนกลุ่มน้อย “ชาวเขา” เข้าควบคุมการค้าฝิ่นในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ กองทัพของนายพลหลี่ได้แลกเปลี่ยนฝิ่นเป็นอาวุธ
KMT มีความฝันจะใช้กำลังรบ กลับเข้าไปทำสงครามในมณฑลยูนนาน กวาดล้างคอมมิวนิสต์
ครอบครัว ลูกหลาน ที่อยู่บนป่าเขา นักรบทั้งหลายต้องดูแล อาหาร ที่อยู่อาศัย สภาพอากาศที่หนาวจัด เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย
วันเวลาผ่านไป…กำลังรบเริ่มอ่อนล้า อายุมากขึ้น
พ.ศ.2504 รัฐบาลไต้หวันประกาศขอ “ยกเลิก-ตัดขาด” การสนับสนุนกองพล 93
อ้าว เฮ้ย…คนเหล่านี้มาอยู่ในไทย…แล้วจะทำยังไง?
ที่ผ่านมา การตัดสินใจของสหรัฐในการสนับสนุนกองทหาร KMT บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็คัดค้าน …คาราคาซัง
ก่อนหน้านั้น…นายโดโนแวน (Donovan) เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองคนสำคัญ เข้ามาทำงานลับตรงนี้ เพื่อสนับสนุนการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ในพม่า ลาว เวียดนาม และไทย
พ.ศ.2496 นายโดโนแวนได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยเพื่อ “เกาะติด” สถานการณ์
เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวลับ “มืออาชีพ” จากอเมริกา เข้ามาในไทย
วอชิงตันหันมามุ่งเน้นการปราบปรามยาเสพติด เปิดการเจรจากับรัฐบาลไทยให้กดดันผู้นำของกองพล 93 เพื่อขอ “ตกลง” ที่จะลด เลิก ปลูกฝิ่น
การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2513 มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของ กองบัญชาการทหารสูงสุดผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้กองทหารจีนคณะชาติ กองทัพที่ 3 และที่ 5 ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อไปในฐานะผู้อพยพ โดยให้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน
ในข้อตกลง…กำหนดให้ชายฉกรรจ์ส่วนหนึ่งประมาณ 200 คนไปอยู่ที่ดอยหลวง อีกส่วนหนึ่งประมาณ 300 คนไปอยู่บริเวณดอยผาหม่น จ.เชียงราย
พ.ศ.2514 ปรากฏในรายงานของซีไอเอ เรียกดอยแม่สลองว่า “โรงกลั่นเฮโรอีนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เสนาธิการทหาร เดินทางไปพูดคุยกับผู้นำกองพล 93 ที่ถ้ำง้อบ เพื่อทำความเข้าใจต่อกัน ซึ่งก็ถือเป็นสถานการณ์แบบ win-win
(ในช่วงเวลานั้น ไทยถือว่า จีนคอมมิวนิสต์ คือภัยคุกคาม)
มกราคม 2515 เกิดข้อตกลงเกิดขึ้น…
นายพลหลี่ นายพลต้วน ให้สัญญาเลิกการค้าฝิ่น เฮโรอีน ฯลฯ โดยสหรัฐและไทยจะจัดโครงการเพื่อสร้างอาชีพ หาที่ทำกินหลักแหล่งให้อดีตทหารเหล่านี้
กองบัญชาการทหารสูงสุด (ในเวลานั้น) มอบหมายให้ พล.ต.เกริกสิน กัลยานุกูล และกระทรวงมหาดไทย จัดระเบียบอดีตทหาร
พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีกลาโหม เป็นบุคคลสำคัญของรัฐบาลไทยในการพูดคุย
ถ้าหมูไป-ไก่ต้องมา…
เพื่อแลกกับการลี้ภัยที่ได้รับจากประเทศไทย กองทัพ KMT ตกลงจะปกป้องพื้นที่ชายแดนไทยจากการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์
ทหารก๊กมินตั๋งในไทย ได้รับชื่อเป็นทางการว่า CIF (Chinese Irregular Forces) อยู่ในบังคับบัญชาของกองทัพไทย
การคาดคะเน…ถูกต้อง…ภัยคุกคามจากกองกำลังคอมมิวนิสต์ในไทย ในพื้นที่ภาคเหนือรุนแรง เข้มข้น เข้าสู่วิกฤต ทหาร-ตำรวจ เสียชีวิตจำนวนมากในสมรภูมิป่าเขา
กองทัพไทยประสาน ขอให้ CIF จัดกำลังทหารเข้าร่วมกวาดล้าง กองกำลังคอมมิวนิสต์ในภาคเหนือของไทย
CIF เก่ง ถนัดการรบในป่าเขาที่ยากลำบากแบบห้าวหาญ
รัฐบาลไทยให้สัญชาติไทยแก่อดีตทหาร KMT และครอบครัวจำนวนหนึ่ง มากขึ้นและมากขึ้น
พ.ศ.2513 กองทัพบกเริ่มกวาดล้าง ผกค. ในภาคเหนือแบบปูพรม พื้นที่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เชียงราย ต่อเนื่องราว 5 ปี
ทหารหน่วย CIF เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง จากการเข้ามาช่วยทหารไทยทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ที่เขาค้อ ดอยยาว
พ.ศ.2525 CIF ยินยอมถูกปลดอาวุธและได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตตามปกติบนภูเขาของแม่สลอง ตามด้วยการจัดตั้งโรงเรียน แจกพันธุ์พืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว
จัดตั้งหมู่บ้านสันติคีรี (ภูเขาแห่งสันติภาพ) เริ่มการเพาะปลูกเชอรี่ ลูกพลัม และลูกพีช ตลอดจนชา และพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ลูกหลานทหาร KMT ได้เรียนหนังสือ ทำมาค้าขาย รับราชการ กลมกลืนไปกับสังคมไทย
ปลูกผลไม้ ผลิตไวน์ผลไม้ ชาจีน และสมุนไพร ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวจีนจากไต้หวัน
ตามถนนในหมู่บ้าน มีร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านน้ำชาตามประเพณีจีนสำหรับนักท่องเที่ยว
ในขณะนี้ ถือว่าเป็นลูก-หลาน รุ่นที่ 3-4 ที่เป็นประชาชนคนไทย สมบูรณ์พูนสุข เรียกกลุ่มตนเองว่า “กลุ่มยูนนาน”
วันนี้หมู่บ้านสันติคีรีและภูเขาแม่สลองเป็น 1 ใน “สถานที่ท่องเที่ยว 10 อันดับแรก” ของประเทศไทย
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

