ในยามที่ครึ้มอกครึ้มใจ อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งปรารภขึ้นมาทำนองว่า “ลำบากใจที่สุดกับนักกฎหมาย จะทำอะไรก็เห็นแต่อุปสรรคไปหมด แล้วตีความเข้ารกเข้าพงก็บ่อย” ผมโชคดีที่ได้รับถ่ายทอดข้อคิดทางกฎหมายมาเล็กน้อยในช่วงเวลาที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรมาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็น กกต. สอนผมว่า เราต้องตีความกฎหมายให้ปฏิบัติได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย อีกท่านหนึ่งบอกว่า นักกฎหมายสามารถเขียนคำนิยามในกฎหมายอย่างไรก็ได้ เช่นเขียนว่าแกะให้หมายรวมถึงแพะก็ได้ ผมฟังแล้วตกใจ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ถูก คสช. ยุบไปแล้ว ได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประดับไว้ตรงทางเข้าสำนักงาน ความว่า
“กฎหมายมีไว้สำหรับให้มีความสงบสุขในบ้านเมือง ไม่ใช่กฎหมายมีไว้สำหรับบังคับประชาชน ถ้ามุ่งหมายที่จะบังคับประชาชน ก็กลายเป็นเผด็จการ กลายเป็นสิ่งที่บุคคลหมู่น้อย จะต้องบังคับกับบุคคลหมู่มาก ในทางตรงกันข้าม กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมาก มีเสรีและอยู่ได้ด้วยความสงบ”
ผมยังซึ้งใจกับพระมหากรุณาต่อประชาชนที่สะท้อนมาในพระราชดำรัสข้างต้นนี้
เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันชูแขนรับมุกของผู้ที่ถูกซักฟอกในสภา โดยไม่แสดงความละอายว่าเมื่อ 8 ปีก่อนได้ทำรัฐประหารไว้ ซึ่งถ้าทำไม่สำเร็จจะทำผิดกฎหมาย คือต้องคดีอาญาโทษฐานกบฏ แต่ก็สำเร็จมาแล้วและพร้อมจะยอมรับเองในสภาที่มาจากประชาชนอย่างหน้าชื่นตาบาน คงมีอารมณ์สบาย ๆ คิดว่าตนทำดีที่สุดแล้ว ทำให้เห็นว่าผู้ทำรัฐประหารก็มีอารมณ์ขันอยู่นะ แต่อารมณ์ปลื้มหลังจากการทำรัฐประหารได้หมาด ๆ อาจมีมากกว่าในตอนนี้ ดังจะเห็นได้จากการที่หัวหน้า คสช. ได้ตาม พ.อ.กฤษฎา สาริกา ผู้บังคับการกองดุริยางค์ทหารบก (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ให้ไปพบในเดือน มิถุนายน 2547 พ.อ. กฤษฎาเปิดเผยว่า ผบ.ทบ./หน.คสช. ได้แต่งเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เพื่อสื่อความหมายที่ต้องการคืนความสุขให้แก่ประชาชนจากใจของผบ.ทบ./หน.คสช. จึงขอนำเนื้อเพลงของเมื่อ 8 ปีก่อนมานำเสนอ ดังนี้
“คืนความสุขให้ประเทศไทย”
วันที่ชาติและองค์ราชา มวลประชาอยู่มาพ้นภัย
ขอดูแลคุ้มครองด้วยใจ นี่คือคำสัญญา
วันนี้ชาติเผชิญพาลภัย ไฟลุกโชนขึ้นมาทุกครา
ขอเป็นคนที่เดินเข้ามา ไม่อาจให้สายไป
เพื่อนำรักกลับมา ต้องใช้เวลาเท่าไร
โปรดจงรอได้ไหม จะข้ามผ่านความบาดหมา
เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน
แล้วแผ่นดินที่งดงาม จะคืนกลับมา
เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา
แผ่นดินจะดีในไม่ช้าขอคืนความสุขให้เธอ
ประชาชน
วันนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยก็รู้ จะขอสู้กับอันตราย
ชาติทหารไม่ยอมแพ้พ่าย คือคำสัญญา
วันนี้ชาติเผชิญพาลภัย ไฟลุกโชนขึ้นมาทุกครา
ขอเป็นคนที่เดินเข้ามา ไม่อาจให้สายไป
แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ความสุขจะคืนมา
ประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีมีที่ปรึกษาทางกฎหมายเก่ง ๆ หลายคน มีคนหนึ่งที่เก่งมาก สามารถออกมาช่วยอธิบายข้อกฎหมายสู่สาธารณชนได้อย่างดี โดย “ไม่เป็นการชี้นำ” แต่ประการใด รัฐบาลจึงสามารถหลบหลีกหลุมบ่อทางกฎหมายมาได้โดยตลอด อีกทั้งมีเพื่อนเยอะด้วยกระมัง ที่ได้ช่วยแต่งตั้งกันไปมา อันเป็นผู้ที่นายกฯและบุคคลเหล่านั้นได้หวังพึ่งพาซึ่งกันและกัน มาถึงวันนี้วันที่ 24 สิงหาคม 2565 ครบ 8 ปีของการเป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่ชาวบ้านรับรู้โดยทั่วไป ชาวบ้านคิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรค 4 ความว่า
“นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่ไม่ให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง”
ถ้าถามชาวบ้านคนที่สนใจการเมืองว่า พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯเมื่อไร จะได้คำตอบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 นับถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ก็ครบ 8 ปี พอดี ถ้าถามต่อว่าในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา มีใครอื่นที่เป็นนายกรัฐมนตรีไหม คำตอบก็ชัดเจนว่า ไม่มี มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนเดียวครบ 8 ปีแน่นอน
แต่ต้องระวังนักกฎหมายหน่อยนะ โดยเฉพาะนักกฎหมายที่อยู่ข้างอำนาจ มีเรื่องเล่าของจีนเรื่องหนึ่งว่า พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้รวมจีนเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จ และได้สะสมอำนาจไว้อย่างล้นฟ้านั้น มีที่ปรึกษากฎหมายที่ชาญฉลาด แต่หลังสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน รัชทายาทผู้อ่อนแอขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่ปี อำนาจกลับอยู่ในมือของอัครเสนาบดี วันหนึ่งอัครเสนาบดีต้องการทดสอบอำนาจของตน จึงจูงกวางเข้าสู่ท้องพระโรง แล้วกราบบังคมทูลว่า ม้าตัวที่จูงมาถวายนี้สวยงามมาก ฮ่องเต้ทักท้วงว่ามิใช่ม้า หากเป็นกวาง อัครเสนาบดีให้พระองค์ลองถามข้าราชบริพารในท้องพระโรงสิว่า เป็นม้าหรือเป็นกวาง คนกว่าครึ่งรู้ทางลมก็ตอบว่า “เป็นม้า พะยะค่ะ” ไม่นานราชวงศ์ก็ล่มสลาย เพราะฮ่องเต้ไร้อำนาจที่จะชี้กวางว่าเป็นกวาง
นักกฎหมายชี้อะไรได้ตามใจไหม? นักกฎหมายจำนวนหนึ่งบอกว่า บทบัญญัติเรื่องการเป็นอัครเสนาบดี (นายกรัฐมนตรี) ได้ไม่เกินแปดปี ย่อมใช้กับผู้ทรงอำนาจในขณะนี้ไม่ได้ เพราะเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2560 จะไปใช้กับนายกรัฐมนตรีที่เข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2557 ได้อย่างไร จะเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังอันเป็นโทษ รัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่าบุคคลต้องไม่รับโทษ เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด ในเมื่อในปี 2557 ไม่มีบทบัญญัติห้ามเป็นนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี ก็ต้องนับจำนวนปีตั้งแต่ปี 2560 จึงจะถูก พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯครบแปดปีนับตั้งแต่ปีที่รัฐธรรมนูญ 2560 บั
คับใช้ คือครบในปี 2568 นั่นเอง แต่นักกฎหมายที่คิดเช่นนี้อาจ (แสร้ง) ลืมไปว่า หลักการไม่บังคับใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นหลักกฎหมายอาญา มิใช่หลักกฎหมายมหาชน
นักกฎหมายอีกจำนวนหนึ่งอาจบอกว่า ระหว่างการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 กับการที่พลเอกประยุทธ์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2562 เป็นเวลาประมาณสองปี โดยที่สองปีนี้ถือว่าเป็น “ระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง” ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรค 4 ที่อ้างถึงข้างต้น มิให้นำมานับรวมกับเวลา 8 ปี หมายความว่านายกรัฐมนตรียังอยู่ในตำแหน่งได้อีกประมาณสองปี จึงจะครบ 8 ปีตามมาตรา 158 วรรค 4 อย่างไรก็ดี ในปี 2560 ไม่ได้มีประกาศว่านายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หากมีการประกาศตลอดเวลาว่า ในช่วงเวลาประมาณสองปีดังกล่าว คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเต็ม ไม่ถือเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการ มาบัดนี้ จะเปลี่ยนคำว่าเป็นคณะรัฐมนตรีรักษาการในช่วงเวลานั้นละหรือ
มีเพื่อนนักกิจกรรมคนหนึ่งโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กสรุปความว่า “ระหว่างปี 2557-2562 คนคนหนึ่งสามารถออกคำสั่งเป็นกฎหมายได้ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ส่วนนายกรัฐมนตรีที่อยู่ได้ไม่เกิน 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือนายกที่มาจากการโหวตของสภา (ตามมาตรา 159) ดังนั้น 8 ปีจึงนับจากปี 2562 พลเอกประยุทธ์จึงเป็นนายกได้จนถึงปี 2570 … คนร่างรัฐธรรมนูญเขาคิดมาหมดแล้ว ใครอยากคอรัปชั่นอำนาจ ต้องทำให้ได้ระดับนี้” ผมอ่านแล้วงงไปเลย แต่จะให้เห็นด้วยคงยากครับ
สรุปความเห็นของอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งว่า มีทางสามแพร่ง 1) 8 ปีอย่างชาวบ้านคือครบในปี 2565 นี้ 2) 8 ปีไม่ย้อนหลังไปก่อนรัฐธรรมนูญปี 2560 คือครบในปี 2568 3) 8 ปีนับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ คือครบในปี 2570
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายวิษณุ เครืองามให้สัมภาษณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจรับหรือไม่รับคำร้องของ ส.ส. ฝ่ายค้านที่ขอให้วินิจฉัยวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่คิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รับ ศาลมีกระบวนการไต่สวน 2-3 วัน ถ้าศาลสั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องหยุด พล.อ. ประวิตร จะเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าศาลสั่งว่าไม่ต้องหยุดหรือไม่สั่งอะไร นายกฯก็ปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งคาดว่าจะเร็ว (ขณะเดียวกัน ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่พาดหัวข่าวว่า จะมีคำวินิจฉัยในเดือนกันยายน) ส่วนนายกฯบอกในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าไม่ได้กังวลอะไร ขอให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ
บ่ายวันที่ 24 สิงหาคม 2565 มีข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ ส.ส. ฝ่ายค้าน และมีคำวินิจฉัยด้วยมติ 5 ต่อ 4 ให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยต่อไปในเรื่อง 8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีไม่กังวล ผมนะซิกลับกังวล เพราะเห็นว่าประชาชนหลายกลุ่มเริ่มมีอารมณ์โกรธเคือง และแสดงออกอย่างหลากหลาย เช่น 1) กลุ่มเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนนัดหมายชุมนุม “พอกันทีนายกฯเถื่อน” โดยมีข้อเรียกร้อง อาทิ ลดราคาน้ำมัน ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 425 บาทเท่ากันทั่วประเทศ และนายกฯ ลาออกทันที 2) เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายมูฟออน จัดกิจกรรม “มรสุม 8 ปี พอกันที คนดีย์ จันทรโอชา” ที่หน้ารัฐสภา 3) มวลชนอิสระนัดหมายชุมนุมที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมพล “เดินไล่…” และเดินหยุดขัง 112 4) คณะหลอมรวมประชาชน นำโดยจตุพร พรหมพันธุ์และนิติธร ล้ำเหลือ จัดกิจกรรม “หยุด! 8 ปีประยุทธ์” ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ที่ลานคนเมือง 5) กลุ่มโรนินฝั่งธนไม่เอาเผด็จการ และอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดชุมนุมขับไล่ประยุทธ์ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
กลุ่มผู้ชุมนุมหลายกลุ่ม มีจุดมุ่งหมายที่จะเคลื่อนตัวไปยังทำเนียบรัฐบาล ส่วนเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ก็ทำหน้าที่เตรียมสกัดกั้นมิให้ผู้ชุมนุมเข้าใกล้ทำเนียบได้ จึงหวังว่าผู้ชุมนุมจะใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยมีการรักษาความปลอดภัยกันเองเพื่อมิให้มีกลุ่มป่วนมาแทรกแซง ขณะเดียวกัน คฝ. ที่ชอบพูดว่าจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก จะหยุดอยู่แค่มาตรการระดับเบาหรือระดับที่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ โดยระมัดระวังมิให้ผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ คฝ. เองได้รับบาดเจ็บ
ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน จะวินิจฉัยเรื่องการครบ 8 ปีในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ โดยตีความกฎหมายตามหลักนิติศาสตร์เพียงอย่างเดียว โดยอาศัยว่าตนมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยและให้ถือคำวินิจฉัยเป็นข้อยุติแล้วละก็ อาจจะไม่สามารถอธิบายให้ชาวบ้านทั้งที่ต่อต้านและสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์รับฟังได้โดยสนิทใจ จึงหวังว่าทุกฝ่ายจะคำนึงถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่นำมาอ้างอิงในตอนต้นว่า “กฎหมายมีไว้สำหรับให้บุคคลส่วนมาก มีเสรีและอยู่ได้ด้วยความสงบ”
โคทม อารียา

