สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นดราม่าเล็กๆ เกี่ยวกับโฆษณาของเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งชื่อคลิปว่า “ออกกำลังกับโบโบ้” ซึ่งทำออกมาล้อการออกกำลังกายตามเน็ตไอดอล โดยการกำกับของ “เบนซ์”
ธนชาติ ศิริภัทราชัย
ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งปล่อยคลิป The Good Question ตอนต่อของ The Good Human ที่เป็นไวรัลฮือฮามากในช่วงต้นปี ที่เริ่มต้นเปิดออกมาด้วยรูปแบบให้คล้ายสารคดีสัมภาษณ์หรือนั่งคุยกับผู้บริหารนักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จเมื่ออายุยังน้อยนาม แวน ธิติพงษ์ ผู้มาเฉลยว่าเคล็ดลับแห่งความสำเร็จที่ ตรงไปตรงมามีข้อเดียวเท่านั้น คือ “เกิดเป็นลูกคนรวยถ้าไม่ทำตัว (…..) จนเกินไปก็ประสบความสำเร็จทุกคน” ประโยคเด็ดนี้เป็นที่ฮือฮาไปหลายสัปดาห์ ด้วยยอดวิว การพูดถึงในเชิงชื่นชอบอย่างถล่มทลาย เป็นที่จดจำได้มากที่สุดในช่วงเวลานั้น
หากผลลัพธ์ของโฆษณา “ออกกำลังกับโบโบ้” นั้น กลับได้รับการตอบรับมาแบบคนละเรื่อง ด้วยคนดูกลับรู้สึกว่า การสะท้อนเสียดสีสังคมว่าด้วยปัญหาความเหน็ดเหนื่อยพ่ายแพ้และความสิ้นหวังในชีวิตของคนชั้นกลางในเมืองนี้เริ่มไม่ตลก หรือถ้าตลกก็เป็นตลกร้ายที่เล่นแรงเกินไปเสียแล้ว จนผู้เกี่ยวข้องต้องขอถอดคลิปดังกล่าวไปหลังจากเผยแพร่ได้ราวสองวัน
หากกล่าวอย่างยุติธรรมแล้ว คลิป “คุณแวน” กับ “โบโบ้” นั้น เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง จะมีจุดร่วมกันบ้าง ก็คือกำกับโดยผู้กำกับคนเดียวกัน และสะท้อนสังคมคนชั้นกลางร่วมสมัยเหมือนกัน แต่ว่าไปก็พอมีจุดเชื่อมโยงบางๆ ที่พอมองเห็นจากคลิปทั้งสาม คือการเสียดสีสังคมที่เหมือนจะเรียกร้องเหลือเกินให้คนทั่วไปที่มีสถานะทางสังคมการเงินระดับกลาง ทำงานทำการระดับปฏิบัติงาน จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรมากมาย
รับผิดชอบหลายสิ่งอย่างจนเกินตัว ภายใต้โครงสร้างพื้นฐาน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ไม่ได้เอื้ออำนวยใดๆ เลย
สำหรับคลิป “แวน ธิติพงษ์” ทั้งชิ้นแรกและชิ้นที่สองนั้นค่อนข้างชัดเจนกว่าว่ามุ่ง “จิกกัด” กระแสวิถีชีวิต ความพยายามสร้างกรอบคิดต่างๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมผลิตภาพนิยม หรือความ Productive ชัดเจนด้วยการโยนถ้อยคำคีย์เวิร์ดต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ผ่านปากนักแสดง อย่างที่ฟังรายการ Podcast แนวนี้จะรู้สึกคุ้นๆ ส่วนแนวทางการออกกำลังกายแบบ HIIT สไตล์ คุณเบเบ้ ธันย์ชนก นั้นเป็นที่นิยมเพราะใช้เวลาน้อย เพียงวันละไม่กี่สิบนาที แต่ถ้าใครเคยลองจะรู้ว่าต้องใช้พลังงาน ความอดทน และความพร้อมของร่างกายระดับสูงมากถึงจะเล่นตามเธอจนจบคลิปได้
ทั้งสองเรื่องอาจจะเป็นสิ่งที่ขอเรียกรวมๆ ว่า “กระแส” แห่งผลิตภาพนิยมนี้ คือแนวทางที่เชิดชู “ผลิตภาพ” (Productivity) ในการทำงาน การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในแง่ต่างๆ รวมถึงการแสวงหาสิ่งที่เติมเต็มทางจิตใจ เช่นค้นหาความปรารถนาอันแท้จริงที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและมีจุดหมาย
กระแสนี้เริ่มต้นมาเมื่อราวๆ 3 ปีก่อน จากการเติบโตของสื่อ Podcast และบทความแนวพัฒนา
ตัวเองจากสื่อต่างๆ นำมาซึ่งการแพร่กระจายของถ้อยคำแปลกใหม่ที่มาจากทั้งภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ภาษาอื่นๆ เช่น Passion, Work life balance, Ikigai, GRIT, Resilience, Growth Mindset และ Fixed Mindset ซึ่งเป็นคำหลักกล่าวถึงปรัชญา กรอบคิด และเครื่องมือในการจัดการและการพัฒนาตัวเอง นอกจากนี้ยังมีกระแสที่เป็นเหมือนเครื่องเคียงคือแนวทางการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ เช่น การออกกำลังกาย การวิ่งมาราธอน การทำสมาธิ การเว้นรับประทานอาหารเป็นช่วง (Fasting) ซึ่งที่สุดแล้วก็เพื่อให้มีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงเพียงพอจะสร้างผลิตภาพอันสมบูรณ์แบบได้
ผลของกระแสผลิตภาพนิยมเมื่อมันมากจนกลายเป็นกระแสหลักในหมู่คนทำงานแทบทุกระดับก็เกิดผลข้างเคียงขึ้นมาเป็นสองทาง
ในทางหนึ่ง คือการเติบโตของกระแสหรือวัฒนธรรมผลิตภาพนิยมนี้ทำให้เกิดแนวคิดที่เชื่อในการกระทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยปัจเจกอย่างสุดโต่ง โดยมีมุมมองว่ามันเป็นเรื่องยุติธรรมอยู่แล้วที่ใครก็ตามถ้าอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือใช้ชีวิตที่มีความสุข สามารถเติมเต็มความใฝ่ฝัน รวมถึงความมั่งคั่งได้นั้น ก็จำเป็นจะต้องทำงานหนัก หรือใช้ความเพียรพยายามและความอดทนมากกว่าคนธรรมดาค่าเฉลี่ยอยู่ เพื่อให้เกิด “ผลิตภาพ” ไปแลกเป็น “ผลิตผล” คือความมั่งคั่งสุขสบายนั้น คนที่สมาทานแนวคิดนี้ จึงเชื่อว่าโครงสร้าง ปัญหาสังคม สภาพเศรษฐกิจการเมืองทั้งหลายนี้เป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่มีใครควบคุมได้ จึงไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างที่จะนำมาอธิบายว่าทำไมคนส่วนใหญ่ยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ มีแต่สิ่งที่ควบคุมได้คือตัวเราเอง ดังนั้น ปัญหาทั้งมวลจึงล้วนแก้ได้ที่ตัวเราเอง
ความคิดในแนวทางนี้มีความได้เปรียบในแง่ที่มีกรณีตัวอย่างหรือ “อนุสาวรีย์ที่มีชีวิต” มากมายที่เอาไว้ยืนยันความเชื่อที่ว่าไม่ว่าจะเริ่มต้นมาจากไหนหรือพบกับความยากลำบากอย่างไรในเบื้องแรกก็ประสบความสำเร็จได้ ในสายงานราชการ ทุกคนเคยได้ยินตำนานเรื่องสาวโรงงานหรือหนุ่ม รปภ. ได้เป็นผู้พิพากษา ในทางธุรกิจ ก็มีผู้ก่อตั้ง Flash Express ธุรกิจรับส่งสินค้าและพัสดุเอกชนเจ้าแรกของไทยที่ได้เป็น “ยูนิคอร์น” คือธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่าสามหมื่นล้านบาท (1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) สำหรับวงการลงทุน ก็มี คุณท็อป จิรายุส แห่งบิทคับ ที่ในตอนแรกมีข่าวว่าเครือ SCBX จะซื้อกิจการที่เขาร่วมก่อตั้ง ด้วยมูลค่าที่จะทำให้บิทคับเกือบจะกลายเป็น “ยูนิคอร์น” สัญชาติไทยตัวต่อไป
แต่ที่เป็นปัญหา คือความเชื่อนี้อย่างสุดโต่งนำไปสู่ข้อสรุปบิดเบี้ยวที่ว่า เหตุที่ยังยากจนหรือยังลำบากอยู่เป็นเพราะไม่ขยัน ไม่ปรับตัว ไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง ดังนั้นก่อนจะเรียกร้องเงินเดือน ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการเพิ่ม ก็ให้ดูตัวเองก่อนว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะเรียกราคาระดับนั้นได้หรือไม่
กลายเป็นคำพูดมักง่ายเอาไว้ปาใส่หน้าคนอื่นว่า “ที่คุณอ้างว่ามีปัญหาอย่างนี้อย่างนั้นน่ะ ทำไมไม่แก้ที่ตัวเองก่อน”
อันที่จริงต้นทางของบิดเบือนจนเป็นพิษพวกนี้เริ่มต้นจากพวกทำธุรกิจเครือข่ายกับพวกไลฟ์โค้ชมักง่ายขายฝันที่อาศัยขี่กระแสผลิตภาพนิยมนี้เป็นตัวกระตุ้น ใช้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นเพียงหวังผลทางจิตวิทยาเพื่อเร่งกระตุ้นความถือดีในตัว ท้าทายให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าทนใช้ชีวิตอย่างเดิมไม่ได้ ต้องเข้าไปร่วมซื้อฝันสร้างความมั่งคั่งให้กับพวกเขา หากผลคือคนเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ได้ยินได้ฟังหรือผ่านไปเห็นก็จะรู้สึกโทษตัวเอง ยอมรับในชะตากรรมอันไม่เป็นธรรมโดยไม่จำเป็น เกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิต ซึมเศร้าหรือหมดไฟ
นอกจากนี้ การใช้ชีวิตในแนวทางผลิตภาพนิยมหรือไปให้ถึงระดับ Super Productive นี้ ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางนั้นจะต้องบริหารเวลาและทรัพยากรในชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดด้วยกรอบคิด เครื่องมือ และวิธีการต่างๆ ถูกมองว่าเข้มงวดและเรียกร้อง จนมีผู้ตั้งคำถามว่า เพียงเพื่อจะมีชีวิตที่สุขสบาย มีรายได้เพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือประสบความสำเร็จตามศักยภาพนั้นเรียกร้องให้ปัจเจกคนหนึ่งจำเป็นจะต้อง “เหนื่อย” ในการทำอะไรต่อมิอะไรขนาดนั้นจริงหรือ ภายใต้โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศนี้มีความเหลื่อมล้ำสูง ทำให้คนทั่วไปที่อยากจะประสบความสำเร็จ มีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือสามารถใช้ชีวิตได้ตามความปรารถนาอันแท้จริงนั้น จะต้องแลกมาด้วยการทำงานและดิ้นรนอย่างหนัก เช่นนี้กระแสผลิตภาพนิยมนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมด้วยการผลักภาระให้ปัจเจกหรือผู้คนธรรมดาจะต้องพัฒนาตัวเองหรือใช้ความพยายามมากจนเกินไปในการมีชีวิตที่ควรจะมีตามธรรมดา
เช่นนี้ ผู้ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการต้องใช้ชีวิตที่เรียกร้องผลิตภาพระดับสูงโดยไม่เต็มใจ คนที่มองว่าปัญหาต้องเริ่มแก้ที่โครงสร้างอันเหลื่อมล้ำ หรือคนที่เริ่มรับไม่ได้กับตรรกะในแบบแนวคิดที่เชื่อว่าทุกอย่างแก้และจบได้ในตัวปัจเจกที่ถูกขยายต่อดัดแปลงจนล้นเกิน ก็รวมตัวกันเป็นกระแสต้านกระแสและวัฒนธรรมแห่งผลิตภาพนิยมในที่สุด
นี่คือที่มาของ “กระแสกลับ” ที่เป็นปฏิกิริยาต้านกระแสข้างต้นนี้ อย่างไม่น่าแปลกใจที่ทำไมคลิปเสียดสีที่เป็นเหมือนการสะท้อนหรือระบายความอัดอั้นของผู้ที่ได้รับพิษภัยจากกระแสผลิตภาพนิยม การพัฒนาตัวเอง และการแก้ปัญหาโดยเริ่มที่ตัวเรา ซึ่งถูกตีฟูจนเป็นการโยนทุกอย่างให้ปัจเจก จึงต้องใจคนส่วนใหญ่กลายเป็นไวรัลไปได้
กระนั้นด้วยธรรมชาติของการ “เสียดสี” นั้นจะต้องมีการขยายภาพหรือเล่าเรื่องราวให้เกินจริง หรือลดทอนรายละเอียดบางอย่างเพื่อให้ความสะใจแบบตลกร้ายก็เป็นจุดอ่อนในตัวของมันเอง ซึ่งในที่สุดหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ก็จะ “เป็นพิษ” ได้ในอีกทางหนึ่งเช่นกัน เช่นในคลิป “แวน ธิติพงษ์” ชิ้นแรกที่ทำให้ประโยคปิดท้ายประโยคเดียวฮิตไปเป็นเดือนนั้น เอาเข้าจริงก็เป็นการขยายภาพความเหลื่อมล้ำทางโอกาส จนไปลดทอนข้อเท็จจริงกรณีของนักธุรกิจรุ่นใหม่หลายคนที่แม้จะเกิดมาในครอบครัวที่มีธุรกิจอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็พยายามทำงานอย่างสุดกำลังด้วยความสามารถ จนทำให้กิจการของคนรุ่นปู่รุ่นพ่อยังสามารถอยู่รอดหรือเจริญเติบโตไปได้ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เพียงแค่เกิดมารวยและไม่ทำตัวห่วยจนเกินไปเพียงแค่นั้น รวมถึงการเอาถ้อยคำที่เป็นเครื่องมือหรือกรอบคิดเพื่อสร้างผลิตภาพหรือพัฒนาตัวเองมาโยนเล่นผ่านปากของตัวละครจนดูเหลวไหล ก็เป็นการลดทอนพลังของหลักการเหล่านั้น ซึ่งจริงๆ ไม่ได้มีปัญหาในตัวของมันเอง และเป็นสิ่งที่ถ้าปรับใช้ก็แก้ปัญหาได้จริง เช่นเรื่องการมีกรอบคิดพัฒนาได้ หรือการปรับตัวล้มเร็วลุกเร็ว
ซึ่ง “ความเป็นพิษ” ของฝ่ายต้านกระแสผลิตภาพนิยมนี้ คือการมองแต่ปัญหาเชิงโครงสร้าง และดูเบากับความพยายามส่วนบุคคลหรือการพัฒนาตัวเองเพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายอื่นๆ ในโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมแต่อยู่ในระดับที่พอจะสู้กับกับมันได้จนเกินไป
อันที่จริงแล้ว หากพยายามทำความเข้าใจความคิดทั้งสองทางที่เกิดขึ้นจากกระแสแห่งความ Productive นี้ ก็จะพบว่าความแตกต่างที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายจูนกันไม่ติดนั้น มีจุดไม่ลงรอยกันอยู่ที่ว่า การประสบความสำเร็จหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น ควรเป็นเรื่องสามัญพื้นฐาน ซึ่งใครที่อยู่ในสังคมรัฐประเทศนั้นพึงมีพึงได้จะได้รับตามศักยภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามดิ้นรนต่อสู้มากมายเกินตัว หรือเป็น “เรื่องพิเศษ” ที่ต้องไขว่คว้า คนที่ได้มาคือผู้ที่คู่ควร คนที่พยายามดิ้นรนขวนขวายและใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นเต็มที่มีวินัยและการวางแผน
กับปัญหาว่าอะไรคือปัญหาที่ปัจเจก หรือคนแต่ละคนสมควรแก้ไขได้ด้วยตัวเอง และปัญหาไหนเป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันและแก้ไขกันที่โครงสร้างของสังคมโดยการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ คือเรื่องที่ยังพอจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ หากถอดวางความคิดความเชื่อของแต่ละฝ่ายลงกันสักฝ่ายละครึ่ง
กล้า สมุทวณิช

