หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอร์รัปชั่นกั...

คอร์รัปชั่นกับปัญญาชนคนกล้า โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

2.09.22 | 13:00 น.

ณ ช่วงเวลานี้กล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการสับสนวุ่นวายในด้านการเมืองซึ่งทำให้คนไทยทั้งปวงรู้สึกฉงนฉงายเป็นอันมากว่าหลักการ “หาร 100” และ “หาร 500” จะทำให้ประเทศไทยและชีวิตคนไทยดีขึ้นอย่างไร อีกทั้งมีการแฉเรื่องงูเห่ากินกล้วยกันอย่างโจ่งแจ้งจนภาพลักษณ์ของรัฐสภาตกต่ำถึงที่สุด จนกระทั่งดูเหมือนว่า “หลักการ” ไม่สำคัญเท่า “หลักกลุ่ม” ร้ายที่สุดก็คือหลักการไม่สำคัญเท่า “หลักกู” นอกจากปัญหาใหญ่ที่กล่าวมาแล้วยังมีประเด็นที่เรียกความฮือฮาจากวุฒิสภาที่ถือว่าเป็นสภาปัญญาชนของประเทศได้โหวตคว่ำมติของกรรมการสรรหาผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการคนใหม่ให้กับสำนักงานคณะกรรม
การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีความเป็นมาดังต่อไปนี้

ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา ซึ่งเป็นนักวิชาการที่ไม่มีความด่างพร้อยในอาชีพ ได้รับการสรรหาให้เป็นกรรมการคนใหม่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากคณะกรรมการสรรหาซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 (กรุงเทพธุรกิจในวันที่ 24 เมษายน 2565) ซึ่งต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม 2565 ก็ได้นำเสนอชื่อของอาจารย์อารยะต่อวุฒิสภาเพื่อให้เห็นชอบ ปรากฏว่าวุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบ 146 คะแนน เห็นชอบ 38 คะแนน และไม่ออกเสียง 14 คะแนน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้ชี้แจงเบื้องหลังเบื้องลึกของการโหวตคว่ำมติของกรรมการสรรหาโดยวุฒิสภาว่า อาจเกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ของอาจารย์อารยะต่อคณะกรรมการสรรหาซึ่งอาจารย์ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ผ่านมาอย่างตรงไปตรงมาในกรณีของ “นาฬิกาเพื่อน” ซึ่งถ้ามองจากมุมเศรษฐศาสตร์แล้วนาฬิกาเพื่อนอาจจะไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว แต่ถือได้ว่าเป็นรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน ซึ่งมูลค่านั้นสามารถเทียบจากอัตราการให้เช่านาฬิกาหรูหรือในกรณีบ้านที่สร้างไม่เสร็จซึ่งที่จริงก็มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วก็ไม่ได้นำมาคิดรวมในรายการทรัพย์สิน

ที่สำคัญที่สุดก็คืออาจารย์อารยะได้เสนอให้มีการนำข้อมูลการเสียภาษีรายได้มาสอบทานกับบัญชีรายได้และทรัพย์สินที่เสนอต่อ ป.ป.ช.ว่ามีการสอดคล้องกันแค่ไหน นอกจากนี้ อาจารย์ยังเสนอให้ใช้ข้อมูลหลากหลายมิติแทนที่จะใช้การแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเครื่องมืออย่างเดียวในการที่จะสืบค้นการทุจริต จากการแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าวซึ่งแสดงถึงความซื่อตรง มุ่งมั่น และการยึดหลักการของอาจารย์อารยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความสามารถที่จะสามารถยกระดับการวิเคราะห์หลักฐานข้อมูลจากหลายแหล่ง สามารถนำมาตรวจสอบและเพื่อให้เกิดความแม่นยำและถูกต้องตามหลักวิชาการ ผู้เขียนเองก็เคยได้มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานร่วมกันกับ ศ.อารยะ ก็ได้เห็นความตรงต่อหลักการของท่านจึงเป็นที่น่าเสียดายว่าความหวังของคนไทยที่จะได้ปัญญาชนคนกล้ามาทำหน้าที่ให้เกิดการตรวจสอบที่แม่นยำ ถูกต้อง และเป็นธรรมป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากขึ้นต้องสลายไป จึงเป็นที่น่าเสียดายว่าเราไม่อาจจะรู้ว่าสาเหตุของมติโหวตคว่ำของวุฒิสภาในครั้งนี้มาจากหลักการอะไร

ในปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 110 จากทั้งหมด 180 ประเทศในด้านดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index 2021) ซึ่งตกจากลำดับที่ 104 ในปีก่อนหน้านี้ ส่วนคะแนนที่ไทยได้ก็คือ 35 เมื่อเทียบกับคะแนนของสิงคโปร์ซึ่งอยู่ในลำดับ 4 และได้คะแนนสูงถึง 85 คะแนน นับว่าไทยอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างแย่และอยู่ในลำดับที่สูงกว่าฟิลิปปินส์เท่านั้นในบรรดาอาเซียน 5 ประเทศ

ปัญหาการทุจริตในประเทศไทยขณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายในปัจจุบัน แต่ยังจะทำให้เกิดความเสียหายในอนาคต การศึกษาของ ผศ.ดร.ตรีนุช ไพชยนต์วิจิตร ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เกี่ยวกับความไม่สุจริตของของคนรุ่นใหม่และของผู้ใหญ่ โดยใช้วิธีการทดลองแบบเดียวกันพบว่าแนวโน้มที่เยาวชนจะทุจริตสูงกว่าของผู้ใหญ่ ซึ่งอาจจะอนุมานได้ว่าได้ว่าเยาวชนเห็นตัวอย่างของผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในประเทศไทยสร้างความร่ำรวยโดยวิธีการต่างๆ ได้โดยไม่ถูกลงโทษ ซึ่งอาจทำให้สังคมในอนาคตยิ่งมีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น

Advertisement

การศึกษาของนักวิชาการท่านอื่นๆ ในแผนงานฯ รศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และอาจารย์สาวิณี สุริยันรัตกร ยิ่งยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งซึ่งทำให้ความพึงพอใจในชีวิตของประชากรลดลง การศึกษาความสุขเชิงอัตวิสัยใน 68 ประเทศจากฐานข้อมูล Eurobarometer พบว่า ความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนจะเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลของตนมีระดับการทุจริตที่ต่ำลง ส่วนการศึกษาโดย Gallup World  Poll ระหว่าง ค.ศ.2005-2011 ครอบคลุม 150 ประเทศทั่วโลก พบว่าการคอร์รัปชั่นของภาครัฐมีความสัมพันธ์กับรายได้ประชาชาติและความเชื่อถือของสถาบันในทิศทางตรงกันข้าม หมายความว่าการคอร์รัปชั่นจะทำให้ความสุขเชิงอัตวิสัยของประชาชนลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความพึงพอใจในชีวิต

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนจำเป็นจะต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสถาบันตรวจสอบ มีการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและเท่าเทียม แต่การโหวตคว่ำมติกรรมการสรรหาโดยวุฒิสภาเหมือนกับจะมีนัยยะว่า วิธีการต่อต้านการทุจริตโดยอาศัยโครงสร้างจากข้างบนโดยการกำกับดูแลและกลไกกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามจากเบื้องบนนั้นไม่น่าจะเป็นผล การศึกษาของ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และคณะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 เสนอว่าจะต้องมีการสร้างความเข้มแข็งในกระบวนการต่อต้านคอร์รัปชั่นแบบล่างขึ้นบน โดยกระตุ้นความสนใจของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของปัญหาและนำไปสู่ความมีความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขความแตกต่างในแต่ละบริบทของพื้นที่ งานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอว่าต้องมีการเลือกบุคคลเป้าหมายที่จะสื่อสารให้เหมาะสมจึงจะกระตุ้นให้เกิดความสนใจได้ โดยงานวิจัยพบว่าบรรทัดฐานส่วนบุคคลและความเป็นความเป็นชายสูง (ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชายแต่เป็นผู้ที่ยึดมั่นกับกฎเกณฑ์และยอมรับบทบาทของเพศชายสูง มุ่งเน้นความก้าวหน้า ความสำเร็จ ชื่อเสียงและการแข่งขัน) จะมีการต่อต้านคอร์รัปชั่นต่ำ

กลุ่มที่มีความเป็นชายต่ำจะมีการต่อต้านคอร์รัปชั่นสูงซึ่งหมายความว่าการปลุกจิตสำนึกและทัศนคติด้านความเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงในแง่ความสามารถการได้รับความยอมรับอาชีพหน้าที่อื่นๆ จะมีแนวทางหนึ่งในการสร้างให้เกิดการต่อต้านคอร์รัปชั่นได้มากขึ้น การทบทวนวรรณกรรมในการศึกษาในต่างประเทศของอาจารย์ตรีนุช ยังพบอีกว่าผู้หญิงทุจริตน้อยกว่าผู้ชาย เสนอสินบนน้อยกว่าผู้ชายและมีระดับความอดทนต่อพฤติกรรมการทุจริตต่ำกว่าผู้ชายด้วย การศึกษาปัจจัยด้านสัดส่วนของผู้หญิงในสภาต่อการคอร์รัปชั่นพบว่า เมื่อสัดส่วนผู้หญิงเพิ่มขึ้นในสภา ระดับคอร์รัปชั่นจะลดลง ดังนั้น ผู้หญิงน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นผู้ต่อต้านคอร์รัปชั่นและน่าจะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากขึ้น

เราอาจต้องเริ่มสร้างจิตสำนึกเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นโดยเริ่มต้นที่รัฐสภาก่อน!!!