ที่เห็นและเป็นไป : สู่โหมด‘เตรียมเลือกตั้ง’
แม้ว่าวาระของรัฐบาลชุดนี้จะยาวไปถึงเดือนมีนาคมปีหน้า และกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่คงต้องรักษาการไปอีกหลายเดือน แต่บรรยากาศทางการเมืองช่วงนี้อึงอวลไปด้วยความเคลื่อนไหวเพื่อเลือกตั้งครั้งใหม่ มากกว่าที่จะสนใจความเป็นไปของรัฐบาล
พูดง่ายๆ คือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ใจไปอยู่ที่การเลือกตั้งกันแล้ว
ที่เป็นเช่นนี้ น่าจะเพราะเกิดความตื่นตัวรวมหมู่ ว่าการแข่งขันของผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นไปอย่างดุเดือด ชนิดเลือดฉีดแรงในทุกมิติ จะเป็นการทำศึกที่ร้อนแรงโดยเชื่อกันว่าทุกพรรคต้องอาศัยทุกอย่างที่เอื้ออำนวยความได้เปรียบอย่างเต็มที่ เพื่อชัยชนะเหนือคู่แข่ง
เริ่มจากจะเป็นการใช้เงินมหาศาลของพรรคที่ไม่มีจุดขายอื่น นอกจากสามารถทำให้ผู้สมัครส่งผ่านความอิ่มหนำสำราญลงพื้นที่ได้อิ่มเอม เปรมใจเป็นที่พึ่งพาความอยู่ดีมีสุขเฉพาะหน้าให้ผู้ที่หวังว่าจะลงคะแนนให้
พรรคการเมืองฝั่งสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ สร้างความแข็งแกร่งด้วยการสะสมทุนทรัพย์ให้เป็นพรรคที่มีฐานะพร้อมจ่าย ล้วนแล้วแต่ช่วงชิงความได้เปรียบในช่องทางนี้
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่มุ่งสะสมเพื่อชัยชนะคือ การเข้าไปควบคุมกลไกอำนาจรัฐ อาศัยการแต่งตั้งข้าราชการโดยโยกย้ายผู้ที่เรียกว่าเป็น “คนของตัวเอง” เข้าไปเป็นมือเป็นไม้ในการสร้างฐานเสียง และจัดการกับคู่แข่ง
ความสำเร็จของพรรคการเมืองสายนี้ วาดความหวังไว้กับการโปรโมตว่าผู้สมัครของพรรคตัวเองเป็นเจ้าของโครงการพัฒนาพื้นที่ที่ดำเนินการโดยหน่วยราชการ พร้อมกับการมีปัจจัยที่จะดูแลความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน
เป็นกลุ่มที่มีความเชื่อว่า “น้ำใจที่แจกจ่ายออกไป” มีผลต่อคะแนนที่จะได้รับมากกว่าเรื่องอื่น “ความเป็นพวกกันสำคัญกว่า”
จุดขายคือ “สิทธิพิเศษของความเป็นพวกพ้อง” และ “ผลประโยชน์ที่พื้นที่จะได้จากงบประมาณภาครัฐ”
กลุ่มนี้เริ่มจาก “การซื้อตัวผู้สมัคร” ราคาที่จ่ายกันเป็นไปตามโอกาสที่จะได้รับชัยชนะ พร้อมๆ กับค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เพียงพอกับการสร้างความพออกพอใจให้ฐานเสียงในพื้นที่
กลุ่มนี้แข่งกันดุเดือด เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด พรรคไหนมีช่องทางหาเงินได้มากกว่า จะได้เปรียบในการดึง การดูดผู้สมัครตัวเด่นๆ มาเข้าพรรค
อีกกลุ่มหนึ่ง อาศัยความเชื่อถือในผลงานเป็นจุดขาย มีฐานเสียงจากความเชื่อมั่นในผลงานเดิมๆ จุดขายคือ “อุดมการณ์และนโยบาย” ที่ยึดกุมความนิยมชมชอบในใจผู้มีสิทธิลงคะแนนไว้ได้ อันเป็นฐานที่หนักแน่นและเชื่อถือในคะแนนเสียงได้ระดับหนึ่ง
การเดินทางสายนี้จะยากกว่า พรรคที่เลือกเดินจะต้องทำงานหนัก เพื่อให้มีผลงานพอที่จะสร้างความเชื่อถือ จะต้องกล้าหาญที่จะยืนหยัดในการแสดงออกเพื่อความเปลี่ยนแปลงไปสภาวะที่ดีกว่าของประเทศชาติ แบบเข้าถึงใจประชาชน
ที่ว่ายากเพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้ การนำเสนอประโยชน์เชิงอุดมการณ์เป็นเรื่องที่จับต้องและเข้าใจได้ยากกว่า
เพียงแต่ที่ผ่านมา ความคับข้องต่อความเป็นไปของประเทศที่ไม่เคยโงหัวขึ้นจาก “ความด้อยพัฒนาและความสิ้นหวัง” เปิดโอกาสให้พรรคที่มุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงได้รับคะแนนเสียงอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะจาก “คนรุ่นใหม่” ที่สิ้นหวังกับความเป็นไปเดิมๆ ทางการเมือง
ยังมีพรรคที่ไม่เพียงมีผลงานเป็นที่ประทับใจเท่านั้น แต่ยังมีความพร้อมในการสร้างความเอมอิ่ม เปรมปรีด์จากประโยชน์เฉพาะหน้าได้ไม่น้อยกว่า “กลุ่มสืบทอดอำนาจ”
พรรคการเมืองที่สามารถเดินสายนี้ได้ คือขายได้ทั้งผลงานสร้างความประทับใจและการดูแลแบบ “ใจถึงพึ่งได้” ในทุกเรื่อง แม้ไม่มีกลไกอำนาจมารองรับ แต่สามารถสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นได้ ว่ากลไกอำนาจเหล่านั้นพร้อมจะเอนเอียงมาเกื้อหนุนกันเมื่อได้รับชัยชนะ
พรรคการเมืองที่มีจุดขายแบบผสม โดยประชาชนพร้อมให้ความเชื่อถือนี้ จะเป็นพรรคที่ได้เปรียบในชัยชนะมากที่สุด
เดือนกันยายนที่จะถึงนี้ จะเป็นเทศกาลย้ายพรรคครั้งใหญ่ เพราะพ้นจากความจำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ เมื่อลาออกจากพรรคที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะเป็นเช่นนั้นอายุของสภาต้องเหลือไม่ถึง 180 วัน ซึ่งครั้งนี้หมายความว่าหลัง 24 กันยายน เป็นต้นไป
การย้ายพรรคของนักการเมืองครั้งนี้ เกิดขึ้นอย่างคึกคักมากกว่าครั้งก่อนหน้านั้น
ต่างคนต่างหาโอกาสที่ปลอดภัย และสมประโยชน์ซึ่งตัวเองคาดหวังไว้มากที่สุด
อีกไม่นานเกินรอ จะรู้ว่าความคาดหวังของใครเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น หรือพอจะโยงใยกับประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และความจริงใจต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศบ้าง

