หน้าแรก คอลัมนิสต์ โรฮีนจา : อัต...

โรฮีนจา : อัตลักษณ์ที่รัฐบาลเมียนมาไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ

3.09.22 | 16:15 น.

ในสายตาของรัฐบาลเมียนมา คำว่าโรฮีนจาเป็นคำที่ไม่มีอยู่ รัฐบาลต้องการประหารอัตลักษณ์ของพวกเขา ไม่ยอมรับว่าเขาเป็นชนกลุ่มน้อย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่ง เป็นผู้มีสิทธิ์อาศัยอยู่ในตอนเหนือของรัฐยะไข่ (อาระกัน) เป็นพลเมืองของเมียนมา รัฐบาลกำลังทำให้พวกเขาไม่มีทั้งชาติ ไม่มีทั้งรัฐ หากเป็นเพียงคนต่างชาติที่รัฐบาลระบุอัตลักษณ์ว่าเป็น “แบงกาลี” และควรจะอพยพข้ามพรมแดนกลับไปประเทศบังคลาเทศ แต่ที่จริงแล้ว คนเหล่านี้ที่เรียกตนเองว่าเป็น “โรฮีนจา” คนทั่วโลก นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ก็รู้จักพวกเขาในชื่อนี้ แล้วทำไมชื่อนี้จึงถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงโดยผู้ปกครองประเทศเมียนมา

ประชากร
ผมพยายามหาคำตอบจากวิกิพีเดียว่าประชากรโรฮีนจามีจำนวนเท่าไร คำตอบคือประมาณ 2.9 ล้านคน ขณะนี้ชาวโรฮีนจาจำนวนมากกว่าเพื่อนอยู่ในบังคลาเทศ ในปี 2560 เกิดโศกนาฏกรรมขับไล่ชาวโรฮีนจาที่อยู่ในรัฐยะไข่ ทำให้ชาวโรฮีนจาเกือบล้านคนต้องลี้ภัยออกมาจากเมียนมา มาอยู่ในบังคลาเทศ และมีผู้ลี้ภัยอีกจำนวนหนึ่งที่อพยพมาไม่นานก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนอีกจำนวนหนึ่งถือเป็นประชากรดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงที่เรียกว่าสันเขาจิตตะกองในบังคลาเทศ ปัจจุบันรวมกันแล้วมีประชากรโรฮีนจาประมาณ1.3 ล้านคนอาศัยอยู่ในบังคลาเทศ (ส่วนใหญ่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย) จึงเหลือเพียง 6 แสนคนที่อยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมา (ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลักสามเมืองคือ มองดอ บูตีต่อง และราเทดดัง และอีกประมาณ 6 เมืองทางเหนือของยะไข่) วิกิพีเดียแสดงการกระจัดกระจายของประชากรโรฮีนจาดังนี้

ศาสนา
ชาวโรฮีนจาเกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม สันนิษฐานว่ามุสลิมส่วนใหญ่ของพม่ารับอิสลามจากพ่อค้าอาหรับและจากอินเดีย รัฐบาลพม่ายอมรับมุสลิมคาเมน ให้มีสถานภาพเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐยะไข่ แต่ไม่ยอมรับมุสลิมโรฮีนจา ชุมชนมุสลิมของกรุงย่างกุ้งสืบเชื้อสายมาจากอินเดีย มุสลิมประมาณครึ่งหนึ่งเรียกกันว่าเซอร์บาดึซึ่งรับวัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิต-เสื้อผ้าและภาษาของพม่า และมักสืบเชื้อสายจากการแต่งงานระหว่างชายมุสลิมอินเดียและหญิงพม่า ประมาณว่าประชากรมุสลิมมีประมาณ 3-4 % (ทั้งนี้ ทางการพม่าไม่นับชาวโรฮีนจาในเวลาที่สำรวจสำมะโนประชากร) โดยเป็นสัดส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหลายสิบปี ซึ่งเป็นตรงกันข้ามกับการกล่าวอ้างลอย ๆ ของชาวพุทธสุดโต่งที่บอกว่าประชากรมุสลิมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกำลังจะแซงหน้าประชากรพุทธ

สรุปว่าประชากรโรฮีนจาในเมียนมามีไม่ถึงหนึ่งล้านคน (ในจำนวนประชากรเมียนมาทั้งหมดประมาณ 55 ล้านคน) และประชากรมุสลิมก็มีสัดส่วนที่น้อยมาก (น้อยกว่าประชากรชาวคริสต์ประมาณสองเท่า) จึงไม่ใช่ปัญหาที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของประชากรพุทธแต่อย่างใด

ภาษา
ภาษาเป็นตัวบ่งชี้ (marker) ที่สำคัญของชาติพันธุ์ ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า มีผู้พูดภาษาโรฮีนจาประมาณ 1.8 ล้านคน ภาษานี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน กลุ่มภาษาอินโด-อารยัน สาขาอินโด-อารยันตะวันออก สาขาย่อยเบงกอล-อัสสัม ใกล้เคียงกับภาษาจิตตะกองในบังกลาเทศ มีคำยืมจากภาษาอูรดู ภาษาเบงกอล ภาษาเปอร์เซีย ภาษาอาหรับ ภาษาพม่า และภาษาอังกฤษมาก อักษรที่ใช้เขียนภาษาโรฮีนจาก็มีหลากหลาย เช่น อักษรอาหรับ อักษรอูรดู อักษรพม่า และล่าสุดคืออักษรโรมัน การเขียนด้วยอักษรอาหรับเกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อน ต่อมาเมื่อยะไข่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษราว 250 ปีก่อน ชาวโรฮีนจาใช้ภาษาอังกฤษและอูรดูในการสื่อสารด้วยการเขียน แต่หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชในปี 2491 และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ ชาวโรฮีนจาเริ่มพัฒนาระบบการเขียนเป็นของตนเอง ใน พ.ศ. 2518 ได้พัฒนาระบบการเขียนโดยนำอักษรอูรดูมาดัดแปลง แต่ต้องมีการเพิ่มสัญลักษณ์แทนเสียงวรรณยุกต์ กล่าวได้ว่าชาวโรฮีนจามีภาษาพูดของตนเองมานานแล้ว จากนั้นจึงพัฒนาภาษาเขียนโดยเริ่มจากอักษรอาหรับ แล้วใช้อักษรอุรดูที่นิยมในปากีสถาน ก่อนจะหันมาใช้อักษรพม่าเมื่อพม่ามีอำนาจปกครองในรัฐยะไข่ แต่ต่อไปอาจจะหันมาใช้อักษรโรมันตามอิทธิพลของตะวันตก เห็นได้ว่ามีความยากลำบากที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมและภาษาของชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถ้าไม่ระวัง ภาษาใดที่มีคนพูดจำนวนน้อย และไม่มีภาษาเขียนและวรรณกรรม ก็จะถดถอยจนเสี่ยงต่อการดับสูญไปในที่สุด เราควรถือว่าภาษาเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่เจ้าของภาษาควรอนุรักษ์และพัฒนาต่อไป อย่าให้เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า “สิ้นภาษาคือสิ้นชาติ” เลย

Advertisement

ประวัติศาสตร์
คราวนี้ลองมาพิจารณา องค์ประกอบที่สำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของชาติพันธุ์ นั่นคือประวัติศาสตร์ ขอยอมรับว่าบางทีประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมาหรือเป็นเพียงจินตนาการ ฝันถึงความยิ่งใหญ่ของชาติพันธุ์ที่มีมาตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้น มีบางคนเชื่อว่าคนไทยสืบเชื้อสายมาแต่พระเจ้าเสียวเหา กษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในพงศาวดารจีนครองราชย์ระหว่าง 2,054 ถึง 1,871 ก่อนพุทธศักราช พระองค์เป็นต้นตระกูลของชนชาวไทย ซึ่งลูกหลานในภายหลังได้กลายเป็นชาวดอยไปในมณฑล ฮูนาน กวางตุ้ง กวางสี กุยจิว เสฉวน และหยุนนาน ซึ่งชนจีนได้พบชาวดอยนี้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เรื่องเล่าถึงความเก่าแก่ของคนไทยอีกเรื่องหนึ่งคือ คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต เรื่องนี้มีต้นทางมาจากหนังสือชื่อ หลักไทย พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2471 เขียนโดย ขุนวิจิตรมาตรา เป็นหนังสือที่ทำให้ชนชั้นนำสยามในเวลานั้นตื่นเต้นมาก เพราะช่วยตอบคำถามคาใจมานานว่า คนไทยมีจุดกำเนิดจากแผนที่ตรงไหนของโลก ทำให้ความเชื่อดังกล่าวเผยแพร่ลงสู่หนังสือแบบเรียน และกระจายไปในสังคม

ในส่วนของโรฮีนจา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มเล็ก ๆ ย่อมไม่ค่อยมีประวัติศาสตร์เป็นลายลักษณ์อักษร อาจมีเพียงการบอกเล่า และนักวิชาการประวัติศาสตร์ก็ยังโต้เถียงกันอยู่ว่าโรฮีนจามีความเป็นมาอย่างไร มีข้อสันนิษฐานว่า ชาวมุสลิมมยูที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบลุ่มน้ำมยูติดกับบังกลาเทศ น่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับชาวโรฮีนจาปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ยะไข่คนหนึ่ง ได้พยายามจัดแบ่งกลุ่มชนมุสลิมในยะไข่ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ชาวมุสลิมเบงกาลีและจิตตะกองในเขตมยู, ชาวมุสลิมที่สืบสายมาจากอาณาจักรมะเย่าก์อ (หรือมรัคยู-Mrauk U) ของยะไข่โบราณ (ค.ศ. 1430-1785), ชาวมุสลิมคามานบนเกาะรัมแบรที่สืบสายมาจากพวกทหารรับจ้างจากเอเชียใต้ โดยเดินทางเข้ามารับราชการในราชสำนักยะไข่ และพวกพม่ามุสลิมในเขตชายแดนมยู ที่เข้ามาตั้งรกรากตั้งแต่เมื่อครั้งที่พม่าในรัชสมัยพระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบอง พิชิตยะไข่ เมื่อ ค.ศ. 1784-1785

พัฒนาการของชาวโรฮีนจามีความเชื่อมโยงกับรูปแบบการปกครองของยะไข่โบราณ ซึ่งในระยะต่อมาได้มีทั้งกลุ่มเจ้าผู้ครองนครเชื้อสายอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูและอิสลาม กับกลุ่มเจ้าชายเชื้อสายทิเบต-พม่าซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ผลัดกันขึ้นมาครองอำนาจทางการเมือง จนทำให้ยะไข่กลายเป็นอาณาจักรลูกผสมระหว่างพุทธ ฮินดู และอิสลาม นักวิชาการที่เชื่อว่าชาวโรฮีนจาอยู่มาช้านานในดินแดนแถบนี้จะอธิบายว่า ชื่อ “โรฮีนจา” อาจมีความสัมพันธ์กับนามเรียกขานเก่าแก่ของชนชาติยะไข่ หรือระไข่ (Rakhine) ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากภาษาบาลีโบราณว่า “รกขโส” (หรือภาษาสันสกฤตว่า “รากษส”) ที่แปลว่า ยักษ์ หรืออาจหมายถึง ผู้เฝ้าวิมานของพระอินทร์บนเขาพระสุเมรุ ขณะที่นักวิชาการอีกคนหนึ่งเชื่อว่า คำว่า โรฮีนจา น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “โรฮัง” หรือ Rohang ซึ่งเขาสันนิษฐานว่า เป็นนามดั้งเดิมที่ใช้เรียกดินแดนยะไข่โบราณ

นักวิชาการจำนวนหนึ่งมองว่าชาวยะไข่พื้นเมืองถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มมองโกลอยด์ ซึ่งเป็นชนชาติใหม่ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภายหลัง อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์บางคนพยายามที่จะลบความเก่าแก่และความโดดเด่นของชาวโรฮีนจา โดยอธิบายว่า ชาวโรฮีนจาพึ่งจะเริ่มอพยพเข้ามาในช่วงที่ยะไข่ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่าและอังกฤษ การยึดครองยะไข่โดยพระเจ้าปดุงเป็นภารกิจสร้างความเจริญรุ่งเรืองและบำรุงพระพุทธศาสนาของพม่า ผู้อพยพที่หนีการไล่ล่าของกองทัพพม่า ซึ่งมีอยู่ราว 50,000 คน ส่วนใหญ่กลับเป็นชาวพุทธยะไข่ ไม่ใช่ชาวโรฮีนจา ดังนั้น ชาวโรฮีนจาจึงไม่มีตัวตนที่แน่ชัดเมื่อเทียบกับชาวพุทธยะไข่ และอาจเป็นเพียงแค่ชนต่างถิ่นที่ไม่มีรากเหง้าเหมือนชนกลุ่มอื่น

ความรุนแรง
ความเห็นล่าสุดนี้สอดคล้องกับความคิดชาตินิยมของทหารพม่า (Tatmadaw) ที่ขับเคลื่อนจนกลายเป็นวาทกรรมครอบงำ ทำนองว่า ชาวอังกฤษที่เคยรังแกเรา ได้พาพวกโรฮีนจาข้ามพรมแดนมาเป็นแรงงานในแปลงเกษตรขนาดใหญ่ ในเมื่อพวกเขาไม่ได้เป็นแขกรับเชิญ เราจึงถือว่าเป็นคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (illegal migrants) เราไม่ยอมรับพวกเขาว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่แต่เดิมในดินแดนแห่งนี้ พวกเขาสมควรที่จะถูกผลักดันให้กลับออกไป แน่นอนว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียหรือบังคลาเทศ ก็ไม่ยอมรับชาวโรฮีนจาที่อยู่ในเมียนมาว่าเป็นพลเมืองของประเทศเขา ชาวโรฮีนจาเลยค้างเติ่ง ทั้งนี้เพราะเราเน้นเรื่องประเทศและพรมแดน จนมองไม่เห็นตัวคนตาดำ ๆ ถ้าถามความเห็นของพวกเขา ก็คงได้รับคำตอบว่า พวกเขาอยากอยู่อย่างปลอดภัย และมีที่ทางทำมาหากิน เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ มันไม่สนุกเลยที่ไม่มีทั้งชาติ (รัฐบาลไม่ยอมรับชาติพันธุ์นี้) และไม่มีทั้งรัฐ (รัฐบาลถือว่าพวกเขาไม่ใช่พลเมืองของรัฐ)

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2565 มีบทความลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง บทความมีชื่อว่า “ครบรอบ 5 ปี โศกนาฏกรรมโรฮีนจา : ความจำเป็นของการมีอยู่ของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์” ซึ่งชวนกังขามิใช่น้อย เช่นการกล่าวว่า กลุ่ม RSO หรือ The Rohingya Solidarity Organisation “เป็นอุปสรรคและกำแพงสำคัญที่ทำให้กองทัพเมียนมายังไม่สามารถส่งกำลังเข้าโจมตีและกวาดล้างได้อย่างเต็มกำลัง” ส่วน ARSA หรือ The Arakan Rohingya Salvation Army เป็นกองกำลังติดอาวุธยุคใหม่ มักจะเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ บทความยังกล่าวอีกว่า กองกำลังติดอาวุธของชาวโรฮีนจาไม่สามารถปกป้องประชาชนได้จริง ไม่เหมือนกองกำลังอาระกัน หรือ The Arakan Army – AA ที่สามารถปฏิบัติการทางทหารได้ในพื้นที่ จนกองทัพเมียนมาให้ความเกรงใจ

รัฐบาลเมียนมาได้พยายามเจรจาสันติภาพกับกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่าง ๆ มาโดยตลอด ช่วงที่การเจรจามีความก้าวหน้ามากที่สุดคือสมัยประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ในปี 2558 รัฐบาลและกองกำลังชาติพันธุ์ 16 กลุ่มบรรลุข้อตกลงหยุดยิง หมายความว่าต่างฝ่ายต่างจะอยู่ในฐานที่มั่นของตน แต่พอมาถึงรัฐบาลภายใต้การนำของสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยของ อองซานซูจี แทบจะไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในเรื่องสันติภาพ

การที่บทความที่อ้างถึงเห็นความจำเป็นของการมีอยู่ของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์นั้น สำหรับกลุ่มอื่น ๆ คงต้องประเมินเป็นราย ๆ ไป แต่สำหรับชาวโรฮีนจา กลุ่มอย่าง RSO หรือ ARSA ไม่มีกำลังที่จะปกป้องชาวโรฮีนจา เมื่อคำนึงถึงความเกลียดชังที่ Tatmadaw และชาวพม่าทั่วไปมีต่อชาวโรฮินจาด้วยแล้ว ปฏิบัติการของ RSO กลับให้ความชอบธรรมแก่การปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดของ Tatmadaw ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เมื่อปี 2560 ว่า การที่ทหารโจมตีพื้นที่ของพวกเบงกาลี (ชื่อที่ทางการใช้เรียกชาวโรฮีนจา) ในรัฐยะไข่ เป็นการกระทำที่ชอบธรรม และยังเปรียบเปรยภารกิจของกองทัพพม่าว่าเหมือนกับการปราบปราม “ผู้ก่อการร้าย” ในไอร์แลนด์เหนือของรัฐบาลสหราชอาณาจักร การโจมตีครั้งนั้นถูกอ้างว่าชอบธรรมเพราะเป็นการปราบปราม RSO ซึ่งเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ความตั้งใจของ RSO ที่จะปกป้องชาวโรฮีนจา มีผลเป็นตรงกันข้ามในทางปฏิบัติ คือ มีชาวโรฮีนจาที่ต้องลี้ภัยไปบังคลาเทศเกือบหนึ่งล้านคน นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ผู้อ่านอาจคิดว่าทหารเมียนมาหาโอกาสที่จะ “ชะระล้างชาติพันธุ์โรฮีนจา” (Rohingya Ethnic Cleansing) อยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะจริง

ปัญหาไร้สัญชาติของชาวโรฮีนจา : เพียงยอมให้มีสัญชาติก็ไร้ปัญหา
รัฐบาลเมียนมา ตั้งแต่สมัยเต็ง เส่ง สมัยอองซานซูจี หรือสมัยมิน อ่อง หล่าย ต่างมีนโยบายที่ต่อเนื่องในอันที่จะลบล้างชาติพันธุ์โรฮีงจาออกจากสารบบ องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ชื่อ Fortify Right ตั้งชื่อนโยบายนี้ว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยบีบให้ถดถอย” (Genocide by Attrition) นโยบายนี้เริ่มต้นจากการตรากฎหมายว่าด้วยการเป็นพลเมือง ซึ่งมีผลเป็นการยอมรับชนกลุ่มน้อยที่อยู่มาแต่เดิมให้ลงทะเบียนเป็นพลเมืองได้ แต่ไม่รวมชาวโรฮีนจาที่อ้างว่าเพิ่งเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขว่าถ้าบิดาไม่เป็นพลเมืองบุตรก็ไม่ใช่ แม้จะเกิดในประเทศก็ตาม (ขออภัยถ้ามีข้อผิดพลาดเพราะไม่มีเวลาศึกษาเรื่องนี้) ดังนั้น บุตรหลานของชาวโรฮีนจาแม้เกิดในเมียนมาคือคนต่างชาติตลอดไป มาถึงมาตรการทางปฏิบัติ ในปี 2557 รัฐบาลทำการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุด ถ้าชาวโรฮีนจาไปแสดงตัว แล้วบอกว่าเป็นโรฮีนจา เจ้าหน้าที่จะกรอกข้อความว่าเป็น “แบงกาลี” ถ้าไม่ยอมรับก็ตกสำรวจ ถ้ายอมรับก็กลายเป็นคนต่างชาติทันที เจ้าหน้าที่จะออกบัตร The National Verification Card ให้ไว้ ซึ่งไม่ใช่การรับรองความเป็นพลเมืองแต่อย่างใด

โศกนาฏกรรมชาวโรฮินจาคงจะยังยืดเยื้ออีกนาน รัฐบาลประชาธิปไตยในอนาคตจะช่วยได้ไหม (สังเกตว่ารัฐบาลสมัยอองซานซูจี ช่วยอะไรไม่ได้) หรือจะต้องรอข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ก่อน (นี่ก็เจ็ดสิบกว่าปีแล้วที่สันติภาพยังย่ำอยู่กับที่) หรือต้องรอให้ “สหภาพเมียนมา” เปลี่ยนมาเป็น “สหพันธรัฐเมียนมา” (ที่พูดกันมานานและเป็นความหวังของชนกลุ่มน้อย) อย่างไรก็ดี ความหวังของเราคือการเคารพความหลากหลายและสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน เคารพแม้คนที่เราตั้งชื่อเขาเป็นอย่างอื่น เคารพแม้เขาจะชื่อ โรฮีนจาหรือแบงกาลี เพราะนั่นเป็นเพียงชื่อสมมุติไม่ใช่หรือ ที่สำคัญคือตัวเป็น ๆ ของเขาที่พึงได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี

ในหนังสือพิมพ์ฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคมเช่นเดียวกัน มีบทความชื่อ “ไป…ไต้หวัน…มา…เชียงราย” ซึ่งเล่าให้ฟังว่าเมื่อราวปี 2492 ทหารก๊กมินตั๋งแพ้สงคราม เจียง ไคเช็คได้สั่งให้ทหารและประชาชนราว 2.5 ล้านคนหนีไปเกาะไต้หวัน แต่กองพลที่ 93 พร้อมครอบครัวนับหมื่นคนไม่ได้ตามไปด้วย เพียงแต่ถอยร่นไปยังเมืองเชียงตุงของพม่า ผู้นำพม่ายอมไม่ได้ที่จะให้มีกองกำลังติดอาวุธในดินแดนตน ร้อนถึง ซี ไอ เอ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย เข้าทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย จนไทยยอมให้เข้ามาอยู่ได้แต่ต้องทำหน้าที่เป็นกันชนและห้ามค้ายาเสพติด พวกเขาได้ตั้งหมู่บ้านสันติคีรีขึ้นที่แม่สลอง จัดตั้งโรงเรียน ปลูกไม้ผลเมืองหนาว ทำการค้าขาย ปัจจุบันคือลูกหลานรุ่นที่ 3-4 ที่อยู่กลมกลืนกับคนไทย มีชีวิตสมบูรณ์พูนสุข หมู่บ้านสันติคีรีและแม่สลองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดสิบอันดับแรกของประเทศไทย โดยเทียบเคียงแล้ว กองพลที่ 93 เข้ามาประเทศไทยหลังชาวโรฮีนจาที่อ้างว่าเข้ามาพร้อมกับอาณานิคมอังกฤษเสียอีก ผ่านไปไม่กี่รุ่น ลูกหลานพวกเขาได้ทำประโยชน์และอยู่ร่วมกันกับคนไทยได้ดี จึงหวังว่าสักวันหนึ่ง ชาวโรฮีนจา (หรือจะเรียกว่าชาวแบงกาลีในยะไข่) จะอยู่อย่างกลมกลืนและอย่างสันติกับชาวยะไข่รวมทั้งชาติพันธุ์อื่นๆ ด้วย

โคทม อารียา