หน้าแรก คอลัมนิสต์ เส้นทาง งำประ...

เส้นทาง งำประกาย จากซาเสียวเอี้ย ถึง อากิก เล่นบท แสร้งตาย

8.09.22 | 12:09 น.
เส้นทาง งำประกาย จากซาเสียวเอี้ย ถึง อากิก เล่นบท แสร้งตาย

 

เส้นทาง งำประกาย

จากซาเสียวเอี้ย ถึง อากิก

เล่นบท แสร้งตาย

Advertisement

เมื่อตระเตรียมเขียน “มหาพิชัยสงคราม” มิต้องรบก็สยบข้าศึกได้ คือสุดยอดของชัยชนะ อัน ประดิษฐ์ พีระมาน ตัดเอายอดสุดแห่งกลยุทธ์ของ “ซุนวู” มา

ต่อคัมภีร์พิชัยสงครามสามสิบหกกลยุทธ์

เมื่อถึงกลยุทธ์ที่ 27 ว่าด้วย “แสร้งบ้า ไม่โง่” พร้อมกับระบุ เป็นอุบายเสแสร้งทำเป็นบ้า เพื่อเลี่ยงสถานการณ์คับขันให้พ้นอันตราย

แล้วค่อยหาทางหลบหนีเพื่อกลับมาแก้แค้นศัตรูในภายหลัง

ตัวอย่างที่ ประดิษฐ์ พีระมาน ยกมาเป็นการสัประยุทธ์ระหว่างผังเจี้ยนกับซุนปิน ในสมัยปลายยุคชุนชิวต่อยุคจ้านกว๋อ

เมื่อซุนปินถูกลงโทษสักหน้า ตัดฝ่าเท้าและขังไว้ในเล้าหมู

เมื่อคับแค้นถึงขีดสุด ซุนปินจึงหยิบเอาถุงผ้าแพรที่ซินแสกุ่ยกู๋มอบให้ก่อนออกจากหุบเขาปีศาจ และกำชับว่า
“ต่อเมื่อตกอับคับขันให้เปิดดู”

เมื่อค่อยๆ เปิดถุงก็พบผ้าแพรเหลืองเขียน 3 คำว่า “อุบาย แสร้ง บ้า”

อันเท่ากับชี้เบาะแสว่า “คัมภีร์พิชัยสงครามสามสิบหกกลยุทธ์” มีรากฐานโยงสายยาวไปยังปรมาจารย์กุ่ยกู๋แห่งหุบเขาปีศาจ

ขณะที่เมื่อมองผ่าน บุญศักดิ์ แสงระวี กลับเห็นต่างออกไป

บุญศักดิ์ แสงระวี มีผลงานอันเกี่ยวกับ “36 กลยุทธ์” 2 เล่ม 1 คือ “36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะในการสัประยุทธ์ทุกปริมณฑล” 1 คือ “36 กลยุทธ์สู่ชัยชนะ ภาคปฏิบัติ”

ต่อกลยุทธ์ที่ 27 จึงไม่แตกต่างคือ สรุปออกมาว่า “แสร้งบอ ไม่บ้า”

ปรากฏในคำอธิบาย “36 กลยุทธ์สู่ชัยชนะ ภาคปฏิบัติ” ว่า ยอมแสร้งทำเป็นเลอะเลือนไม่ทำการใดๆ ทั้งสิ้น โดยไม่แสร้งอวดฉลาดทำบุ่มบ่าม วางแผนลับไม่กระโตกกระตาก

เหมือนดั่งสายฟ้าในฤดูหนาวซึ่งซ่อนตัวไม่สะเทือนเลื่อนลั่น ฉะนั้น

ประโยคหลังนี้สอดรับกับ “36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะทุกปริมณฑล” โดยเฉพาะโปรยนำที่ว่า “แกล้งไม่รู้ไม่ทำ
ดีกว่าแสร้งรู้วู่วามทำ เฉยไม่แสดงปฏิกิริยา ดุจดังอสนีบาตหยุดฟาดฟัน”

อันยกมาจาก “คัมภีร์อี้จิง” ความว่า

“อสนีบาตฤดูหนาวแฝงกายอยู่ใต้พื้นพสุธา จักแผดร้องก้องนภา คราฤดูใบไม้ผลิ” หมายความว่าผู้ที่มีสติปัญญามิพึงแสดงตัวแต่พึงเตรียมการทั้งปวงอย่างลับๆ ประหนึ่งคมดาบที่อยู่ในฝักมิปรากฏให้เห็น

ครั้นเมื่อถึงกาลอันควรก็จักคำรณคำรามเหมือนสายฟ้าที่จะกระหน่ำพสุธาให้แตกสลายไป ฉะนั้น

ประดิษฐ์ พีระมาน อาจยกความจัดเจนจากกรณีของซุนปิน หลานซุนวู มาเป็นอุทาหรณ์ นั่นก็คือแสร้งบ้า ไม่โง่
บุญศักดิ์ แสงระวี อาจยกความจัดเจนจากกรณีของสุมาอี้ในยุค “สามก๊ก”
เมื่อโจซองส่งคนไปเยี่ยมเพื่อสืบดูว่าอาการป่วยหนักหนาสาหัสอย่างไรบ้าง ก็ได้เห็นสุมาอี้มีสาวใช้ 2 คนคอยพยุง

เมื่อเสื้อคลุมหลุดจากไหล่ สาวใช้รีบจัดการคลุมให้ใหม่

สุมาอี้ก็ยกมือขึ้นชี้ที่ปากส่งเสียงอือๆ ออๆ คล้ายกับจะบอกสาวใช้ว่า “ข้าหิว” สาวใช้จึงไปนำข้าวต้มมาให้

ขณะที่ซดข้าวต้มสุมาอี้ก็กลืนไม่ทัน สำลักจนน้ำข้าวต้มไหลออกมา

ทำเอาหน้าอกเสื้อเปียก สกปรกไปหมด พูดจาก็ตะกุกตะกัก ซ้ำยังเลอะๆ เลือนๆ ฟังไม่ออกว่าพูดว่ากระไร

เป็นการเสแสร้งอย่างแน่นอน แต่เสแสร้งอย่างแนบเนียน

การใช้กลยุทธ์นี้หากสำเร็จก็จะได้รับผลอย่างเด่นชัด และปมเงื่อนแห่งความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับ “การแสร้งบอ”

ทำได้สนิทหรือหาไม่ มิฉะนั้นแล้ว ผลก็อาจจะตรงกันข้าม

กรณีของ ประดิษฐ์ พีระมาน ถือว่าสะท้อนภาพแห่งความบอออกมาตรงหน้า กรณีของ บุญศักดิ์ แสงระวี ถือว่าสะท้อนกลยุทธ์อันสัมฤทธิผลของสุมาอี้

แต่เมื่อตกมาถึงมือของ “โกวเล้ง” กลับพิสดารมากยิ่งกว่า

เป็นความพิสดารในลักษณะที่ยอกย้อนซ่อนปม กับบทบาทของ “จับอิดนึ้ง” ก็เสมอเป็นเพียงดำเนินไปอย่าง “งำประกาย”

นั่นก็คือ เหมือนกับจะไม่ไยดีต่อ “วิชาฝีมือ” หมกมุ่นเมามายในแบบ “ปีศาจสุรา”

เป็นความจัดเจนในท่วงทำนองของ “ลี้คิมฮวง” เมื่อซ่อนตัวอยู่ ณ ร้านเหล้าและเรือนแรมของซุนเทาะจื้อใกล้กับคฤหาสน์เมฆเรืองโรจน์

แต่เมื่อมาถึง “ซาเสียวเอี้ย” กลับพลิกแพลงแต่ละเรื่องราวอย่างเหลือเชื่อ

เปิดเรื่องด้วยลีลาในแบบของ “อี้จับซา” เจ้าของเพลง “13 กระบี่คร่าชีวิต” แล้วปิดท้ายด้วยเส้นทางที่หายไปของ “เจี่ยเฮียวฮง”

ยอกย้อน ซ่อนปม เพริศแพร้ว มากด้วยสีสัน

การนั่งเรือไปปรากฏตัว ณ หมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า พร้อมกับกระบี่ฝักหนังปลาสีดำ เลี่ยมขอบทอง ฝังไข่มุกโตใหญ่ ของ “อี้จับซา”

สร้างความตื่นตะลึงอย่างยิ่งอยู่แล้ว

เพราะว่าเป้าหมายของมัน คือ ต้องการประลองกับซาเสี่ยวเอี้ย เจี่ยเฮียวฮง ประมุขน้อยแห่งหมู่บ้านกระบี่เทพเจ้า

เพราะว่ากระบี่และ 13 เพลงกระบี่ของมันเป็น “กระบี่คร่าชีวิต”

“กระบี่ของข้าพเจ้าเพียงถูกชักออกจากฝักก็ต้องฆ่าคน มีบางครั้ง แม้กระทั่งตัวข้าพเจ้าเองยังไม่มีปัญญาควบคุมบังคับมัน”

แต่เมื่อมันขึ้นจากเรือ เดินไปบนทางศิลาเล็กๆ เข้าไปยังห้องโถงอันชวนสะดุดตา

สะดุดตาเนี่องจากทุกสิ่งในที่นั้นคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำ เมื่อเลิกผ้าดำก็เห็นแคร่ไม้ บนแคร่ไม้มีกระบี่อยู่เล่มหนึ่ง ฝักกระบี่เป็นสีดำ พู่กระบี่เหลืองเข้มจางสีมากแล้ว แต่โกร่งยังคงมีประกายแวววาว

“ที่ข้าพเจ้าต้องการเห็นจริงๆ มิใช่เพียงกระบี่เล่มนี้ ที่ข้าพเจ้าต้องการเห็นคือเจ้าของกระบี่เล่มนี้ เจ้าของในรุ่นปัจจุบัน เจี่ยเฮียวฮง”

“ตอนนี้ท่านได้ประจันหน้ากับมันแล้ว” เป็นการตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ เรียบ

“ฮงน้อยได้ตายไปสิบเจ็ดวันแล้ว แม้มันตายได้กะทันหัน แต่ก็ตายด้วยความสงบเยือกเย็นยิ่ง”

นี่ย่อมเป็นความผิดหวังอย่างรุนแรง ล้ำลึก สำหรับ “อี้จับซา”

กระนั้น ในความเป็นจริง เจี่ยเฮียวฮงกลับมิได้ตาย นามของ ซาเสียวเอี้ย เจี่ยเฮียวฮง อาจตาย แต่พลันที่นามของเจี่ยเฮียวฮงถูกแทงบัญชี “ตาย”

กลับมีคนชี่อ “อากิก” ปรากฏ

เป็น “อากิก” ที่เมามาย ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เป็น “อากิก” ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเครารกรุงรัง เป็น “อากิก” ที่สวมใส่อาภรณ์ทั้งคร่ำคร่า ทั่งสกปรก ทั้งมอมแมม

อีก 8 ปีต่อมา

“อากิก” ไปเมาอย่างหมดรูป ณ ซ่องคณิกาแห่งหนึ่ง เสพสุราติดต่อกัน 5 วันรวด หลับใหลไม่ได้สติ 5 วัน 5 คืนรวด

เพื่อที่จะตื่นขึ้นมาแบกรับหนี้สิน

หนี้สินซึ่งติดค้างถึง 79 ตำลึง ขณะที่ในกระเป๋าของมันไม่มีแม้แต่อีแปะเดียว มันจึงมีแต่ต้องก้มหน้ารับบท “อากิกที่ใช้ไม่ได้” คอยรับใช้หัวซุกหัวซุนอยู่ในซ่องคณิกาแห่งนั้น

นี่คือเส้นทางของ “ซาเสียวเอี้ย” เมื่ออวตารมาเป็น “อากิก”

คําถามที่ตามมาอย่างฉับพลันทันใดก็คือ ไฉน “มือกระบี่” อันเรืองโรจน์แต่กาลอดีต จึงกลายสภาพเป็นถึงเพียงนี้

หนักหนายิ่งกว่า “ซุนปิน” สาหัสยิ่งกว่า “สุมาอี้”

คำตอบ 1 เพราะหัวใจของมันได้ตายไปแล้วแต่ตัวมันยังไม่ตาย ดังนั้น เจี่ยเฮียวฮงจึงต้องกลายเป็น “อากิก”

เป็น “อากิก ที่ใช้ไม่ได้” ชำรุด ทรุดโทรม

เพียงเพราะมันต้องการหลบหลีกให้พ้นไปจากคมแห่ง “13 กระบี่คร่าชีวิต” ของอี้จับซากระนั้นหรือ

หามิได้

เนื่องจากคำตอบ 1 เด่นชัดยิ่งว่ามันต้องการหลบหนีจากตัวของมันเอง หนีจากชื่อเสียงและความเกรียงไกร

รวมทั้งหนีจากภาวะรุมเร้าจาก “ชีวิตส่วนตัว”

มันจึงจำเป็นต้อง “งำประกาย” หันเหจากการเป็นสมาชิกในตระกูล “เซียว” อันทรงศักดิ์อัครฐาน ลดตัวลงเป็นเพียง “อากิก”

เป็นเส้นทางเดียวกันกับ “อาฮุย” เป็นเส้นทางเดียวกันกับ “อา Q”

เมื่อลงมือรวบรวมทุกความคิด ทุกประสบการณ์ใน “ประวัติศาสตร์” มาเป็นหนังสือ “งำประกาย” กโลบาย
ไร้ผู้ต่อต้าน

อธิคม สวัสดิญาณ เด็ดยอด “ผลึก” ในทาง “ความคิด” ออกมา

ยืนยัน “ไม้เด็ดสง่าเหนือป่า ลมพายุมักหักโค่น” จึงจำเป็นต้อง “อดทนชั่วขณะ ภยันตรายพ้นผ่าน ยอมถอยหนึ่งก้าว อนาคตเปิดกว้าง”

แล้วสรุปอย่างรวบรัดผ่านคำ “เล่าจื้อ”

“เขย่ง กลับ ล้ม วิ่ง กลับ ไม่ถึง แสดงตัว กลับอับหมอง หลงตัว กลับถูกปฏิเสธ โอ้อวดกลับไร้ความชอบ เย่อหยิ่ง กลับถดถอย”