ผมมักจะขึ้นต้นย่อหน้าแรกของคอลัมน์ว่า “สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นดราม่า หรือกระแสเกี่ยวกับ…” นั้น จนคล้ายว่าวันๆ จะต้องคอยนั่งสอดส่องโลกโซเชียลวันละหลายชั่วโมงเพื่อจับกระแสดังกล่าวเอามาเขียน
แต่จริงๆ แล้วโชคดีที่มีตัวช่วย คือ ช่องใน YouTube ที่จะคอยสรุปประเด็นที่เป็นกระแสดราม่าพวกนี้มาเล่าให้ฟังแบบสรุปย่อ ที่ติดตามอยู่และรู้สึกว่าสรุปได้ดี เสนอความเห็นรอบด้านที่ใช้เป็นเหมือน “สำนักข่าวหลัก” ก็มี ช่อง LuckFast กับ NailName# ซึ่งใช้เวลาเรื่องละแค่สิบกว่านาทีก็ไม่ต้องเสียเวลาไป
ไล่ตามเทรนด์ หรือหาอ่านคอมเมนต์เป็นร้อย
ดังนั้น ก็ขอขึ้นต้นเหมือนเดิมว่าในสัปดาห์นี้มีประเด็นดราม่าสองเรื่องที่ทั้งสองช่องนี้นำเสนอพร้อมๆ กัน และต่อๆ กัน ดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ก็มีจุดที่เชื่อมโยงบางๆ ต่อกันอยู่บ้าง ซึ่งมีความน่าสนใจยิ่ง
เรื่องแรกคือ ดราม่าจากแฮชแท็ก #ดิวอริสรา จากนักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ คุณอริสรา ทองบริสุทธิ์ มีต้นทางมาจากที่เธอให้ความเห็นส่วนตัวว่าขอเลือกไม่ปกปิดใบหน้าลูกของเธอในการโพสต์รูปลงในสื่อโซเชียล
การที่ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ต้องระมัดระวังปกปิดใบหน้าของเด็กในสื่อสังคมออนไลน์นี้ เป็นแนวทางหรือคุณค่าทางสังคมใหม่ที่เริ่มตระหนักและปฏิบัติกันในราวสองสามปีนี้ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเด็กหรือทารกที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรที่จะใช้อำนาจในการนำเสนอภาพและตัวตนของเด็กๆ ต่อสาธารณะโดยที่เขายังตัดสินใจให้ความยินยอมเองไม่ได้
เรื่องนี้ยังถกเถียงได้ถึงขอบเขตของเสรีภาพและสิทธิรวมถึงความพอเหมาะพอควรซึ่งเราจะไม่ถกกันในวันนี้ เพราะสาระมันอยู่ที่ “เหตุผล” ที่เธอตัดสินใจเช่นนั้นว่า เนื่องจาก “คนไทยและสังคมไทยน่ารัก และเพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เธอมีวันนี้” ซึ่งหมายถึงความสำเร็จในด้านต่างๆ ที่เธอรู้สึกได้
สำหรับดราม่าต่อมา มาจากแฮชแท็ก #ฝึกงานแบไต๋ ที่ คุณหนุ่ย พงษ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด เจ้าของรายการ “แบไต๋” ทางสื่อต่างๆ ได้เขียนเรื่องราวของเด็กฝึกงานสองคนที่ “บั่นทอนใจคนทั้งบริษัท” จึงมาเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์พร้อมรับฟังความคิดเห็นของสังคม
แต่เมื่อเขาเล่ามา กลับกลายเป็นว่าเพราะเด็กฝึกงานที่ว่าเป็นปัญหานั้นเป็นแนว “ขอก็ให้” คือสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายของตัวเองได้เป็นอย่างดี แต่ไม่สื่อสาร ไม่ทักทายใคร ไม่พยายามมีส่วนร่วมใดๆ กับคนอื่นในที่ทำงานนอกเหนือจากขอบเขตงานของตัวเอง แต่ความสามารถอื่นไม่มีที่ติสักเท่าไร รวมถึงการนำเสนอในขอบเขตของงานก็ยังทำได้ดี จึงตัดเรื่องสื่อสารไม่เก่งออกไปได้
แต่เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องที่คุณหนุ่ยเล่านั้น มันไม่เห็นถึงขนาดจะ “บั่นทอนใจ” คนอะไรขนาดนั้น ซ้ำยังเป็นเหมือนกับการนำเด็กฝึกงานมาแขวนประจานให้ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ ผลจึงสะท้อนคืนกลับไปเป็นคณะทัวร์ไปท่องเที่ยวในโพสต์ของคุณหนุ่ยกันจนต้องออกมาขอโทษโพสต์สำนึกกันไป
คุณหนุ่ยไม่ใช่คนเพิ่งเข้าสู่โลกโซเชียลที่ขาดประสบการณ์ แต่เขาเป็นบุคคลกลุ่มแรกๆ ในประเทศไทยที่ได้ใช้งานอินเตอร์เน็ตและมีตัวตนในสังคมออนไลน์ตั้งแต่ในยุคแรกก่อตั้งพันทิป ดอต คอม เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน ในนามแฝง “นักเรียนละคร” ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้การควรไม่ควรในการกล่าวถึงบุคคลอื่นต่อสาธารณะ ที่เขานำเรื่องนี้มาเล่าโดยตั้งเป็นสถานะสาธารณะที่ใครๆ ก็เข้ามาอ่านและออกความเห็นได้นั้น หมายถึงว่าเขาคิดว่าเรื่องนี้เปิดเผยได้ และเป็นอุทาหรณ์ที่อยากจะเล่า หรือเสนอไว้เพื่อเป็นบทเรียน
เมื่อพิจารณาอย่างยุติธรรม การเปิดเผยเรื่องราวผู้ที่ถูกกล่าวถึงของเขาก็อยู่บนมาตรฐานที่ยอมรับได้ เพราะมันก็ไม่ใช่ว่าบุคคลภายนอกผู้ไม่เกี่ยวข้องจะสามารถสืบย้อนกลับไปจนถึงเจ้าตัวได้ง่ายนัก เพราะเว้นแต่คนในบริษัท เจ้าตัว อาจารย์ที่เกี่ยวข้อง และญาติมิตรเพื่อนฝูงของเจ้าตัวก็เพียงเท่านั้นแล้ว ก็ยากที่ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวเป็นใคร มันไม่ได้ “แคบ” อย่างที่ระบุได้เหมือนกรณีบุคคลสาธารณะอย่างนักธุรกิจใหญ่หรือนักการเมือง
การยกปัญหาเกี่ยวกับบุคคลในบริษัท หรือองค์กรมาเล่าเป็นอุทาหรณ์นี้ผู้บริหารที่เป็นนักเขียนนักเล่าก็มักจะทำ และถ้าเป็นเรื่องที่เป็นผลลบ พวกเขาก็จะใช้วิธีการการปิดพรางข้อมูลส่วนบุคคลด้วยมาตรฐานเดียวกับคุณหนุ่ยนั่นแหละ
เพียงแต่เรื่องนี้คุณหนุ่ยอาจจะประเมินผิดเกี่ยวกับการให้น้ำหนักเกี่ยวกับการให้ “คุณค่า” ของเรื่องที่เล่าจากสังคม สังเกตจากที่เขาพยายามตั้งคำถามชวนคิดว่า พฤติกรรมแบบนี้แปลกไปไหม ไม่ใช่เรื่องปกติหรือไม่ ซึ่งเมื่อคุณค่าที่สังคมประเมินให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นไปตามที่คุณหนุ่ยคาดหมาย ก็ถูกทัวร์ลงกันไป
โดยส่วนตัวแล้วถ้าจะมีจุดที่เห็นว่าพอตำหนิ หรือถอดบทเรียนได้บ้าง ก็ในเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวถึงยังเป็นเพียง “นักศึกษาฝึกงาน” ที่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวได้ก้าวเข้าสู่สนามแห่งการทำงาน พวกเขายังสามารถลองผิดลองถูกเพื่อประกอบสร้างขัดเกลาตัวตนในโลกการเป็นคนทำงานของเขาต่อไปได้อีกสักระยะจึงพอจะบ่งชี้ได้ว่าเขาจะเป็นคนอย่างไร จึงอาจจะ “เร็วไป” ที่จะยกเรื่องของพวกเขาขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์
เชื่อว่าเรื่องนี้ถ้าผู้ถูกกล่าวถึงเป็นพนักงานที่มีประสบการณ์ อายุงานสักห้าปีแล้ว การถกเถียงจะออกมา “สูสี” มีสาระกว่านี้ และอาจจะไม่มีใครมองว่าคุณหนุ่ยเอาลูกน้องมาแขวนด้วยซ้ำ
อีกทั้งกล่าวกันตามตรง การไม่ทักทาย ไม่มีส่วนร่วม หรือทำตัวไม่มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นในที่ทำงานเลย ไม่ว่าจะวัฒนธรรมการทำงานใดมันก็เป็นเรื่อง “ไม่น่ารัก” ทั้งนั้นสำหรับมนุษย์ที่มีกลไกอยู่ร่วมกันที่อาศัยการเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างกัน และคาดหวังสิ่งนั้นจากมนุษย์คนอื่นในแวดวงด้วยในรูปแบบการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
ปัญหาความ “ไม่น่ารัก” นี้ในวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องการความร่วมมืออย่างมุ่งมั่นราวกับจะให้คนทำงานหลอมกายรวมใจกันกลายเป็นหนึ่งเดียวคือบริษัท หรือองค์กรนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากและก็คงจะบั่นทอนพลังงานของทีม หรือบริษัทนั้นจริง แต่ในวัฒนธรรมการทำงานปัจจุบันที่เคารพในความเป็นปัจเจกบุคคล “ความไม่น่ารัก” นี้ ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงต่อการทำงานขนาดนั้น ตราบใดที่มันไม่กระทบกระเทือนต่อสาระการทำงานของคนคนนั้น หรือทีมของเขา
อย่างไรก็ตาม ความ “ไม่น่ารัก” นี้มีจะปัญหามากในสังคมไทยที่ยังมีวัฒนธรรมที่จะมีแบบแผนแห่งการ “ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งการจะได้มาจำเป็นจะต้องเป็นคน “น่ารัก” และมี
“คอนเน็กชั่น” ที่คุณหนุ่ยเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษาฝึกงานจะได้มารับจากการฝึกงานดังที่เขาได้เขียนไว้
ต้องยอมรับความจริงว่า เรื่องสายสัมพันธ์ คอนเน็กชั่น และการ “ช่วยเหลือเกื้อกูล” กันนอกตัวบท มันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากเกินไปนักในตัวเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งวิธีการแบบนี้ช่วยแก้ปัญหาบางอย่างให้ลุล่วงได้เร็ว สามารถดึงให้คนที่ควรทำงานด้วยกันได้ทำงานด้วยกัน โดยเราพบเรื่องนี้ได้ในทุกวัฒนธรรมการทำงานของหลายประเทศในระดับอ่อนๆ เพราะแม้มันนำมาซึ่งการเลือกปฏิบัติ แต่ถ้าการเลือกปฏิบัตินั้นไม่ใช่การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและเกี่ยวข้องเฉพาะแก่ประโยชน์ของเอกชนเท่านั้นก็อาจจะไม่ได้แย่เกินไป แต่ในด้านร้ายของมันก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ที่การใช้สายสัมพันธ์และคอนเน็กชั่นลุกลามไปทั่วทุกวงการอย่างไร้ขอบเขต
สังคมไทยที่ “น่ารัก” ที่ “ช่วยเหลือกัน” มันสามารถพาไปสู่จุดเดียวกับที่เกิดเรื่องอื้อฉาวของสิบตำรวจโทหญิงที่อ้างว่าเป็นภรรยาน้อยของสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง ที่จับแตะไปเจออะไรก็มีแต่เรื่องไม่ถูกต้อง และถ้าสาวต่อไปถึงตัว ส.ว. ผู้ต้องสงสัยก็จะพบ “เครือข่ายแห่งความช่วยเหลือกัน” ที่โยงใยซับซ้อนไปถึงปัญหาระดับชาติอีกมากมาย เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความสัมพันธ์และคอนเน็กชั่นที่ไร้ขอบเขตในบริบทสังคมไทยนั้นทำลายความเป็นนิติรัฐลงไปได้อย่างยับเยินเพียงไร นี่คือภาพอัปลักษณ์ของวัฒนธรรมแบบคนไทยสังคมไทยในอีกซีกหน้าบนศีรษะเดียวกับด้านที่คุณดิวเห็นว่าน่ารัก หรือเป็นคุณค่าที่คุณหนุ่ยอาจจะยึดถืออยู่นั้นพาไปถึงได้ เรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งเกินไป แต่ก็ชัดเจนเห็นภาพที่สุดและยังสดใหม่อยู่
อย่างไรก็ตาม ในโพสต์ขอโทษของคุณหนุ่ย ก็ยังมีจุดที่ผมติดใจอยู่บ้างในท่อนจบที่ว่า “ผมในฐานะเพื่อนร่วม Gen X ที่มีแรง จะทำหน้าที่เชียร์คนรุ่นใหม่ในแบบที่ผมชื่นชมเพื่อเป็นการเชื่อมโยงความเชื่อมั่นมาสู่คนรุ่นของผมด้วย”
ไม่มั่นใจว่า “การเชียร์คนรุ่นใหม่ในแบบที่ผมชื่นชม” นี้หมายถึงอะไร (หมายถึงเชียร์คนรุ่นใหม่เฉพาะแบบที่ผู้กล่าวชื่นชม หรือเชียร์คนรุ่นใหม่ทั้งหลาย ในรูปแบบที่ผู้กล่าวชื่นชม และเพื่อ “เชื่อมโยงความเชื่อมั่นมาสู่คนรุ่นของผม” นั้นคืออะไรอย่างไร
มีข้อสังเกตว่า คน Generation X ในปัจจุบัน คือคนที่เกิดในปี 1965-1980 (พ.ศ.2508-2523) ดังนั้น ปัจจุบันนี้จะมีอายุอยู่ที่ประมาณต้น 40 ถึงกลาง 50 ปี ซึ่งจะเป็นวัยที่ส่วนใหญ่หน้าที่การงานจะมั่นคงแล้ว ถ้าอยู่ในสายราชการ ก็ระดับอธิบดี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออัยการจังหวัด ในสายวิชาการก็ระดับศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์ ถ้าในสายธุรกิจเอกชน ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับผู้บริหารหรือ C Level หรือเป็นเจ้าของกิจการรายได้หลักสิบล้านต่อปี คนกลุ่มนี้ยังไม่ใช่ผู้ที่อยู่หัวแถวสุดของแต่ละสายอาชีพ หรือเส้นทางความเจริญเติบโต แต่ก็เป็นเหมือน “ผู้เฝ้าประตู” บานสุดท้าย ก่อนจะไปสู่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรระดับหัวหรือองค์อำนาจผู้มีอำนาจชี้ชะตาเป็นตาย
ในระยะเปลี่ยนผ่านว่าเราจะดำรงบทบาทกันอย่างไรในสังคมไทยที่เริ่มมีการยอมรับปรับใช้คุณค่าทางสังคมที่คนรุ่นก่อนหน้าไม่รู้จัก ก็มีความเป็นไปได้ที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ปัจเจกชนแต่ละคนจะต้องเลือก “แนวทาง” เพื่อวางจุดยืน ว่าจะเลือกเป็นคนที่ “น่ารักสำหรับสังคมไทย” แบบเดิมๆ ที่เป็นมา หรือจะเลือกเป็นคนที่ยอมรับในแนวทางคุณค่าใหม่ของสังคมที่เป็นสากลกว่า เช่นที่คุณดิว อริสรา เลือกที่จะไม่รับเอาคุณค่าเรื่องความเป็นส่วนตัวของเด็ก “แบบดาราฮอลลีวู้ด” และเลือกที่จะปฏิบัติแบบแนวทางไทยๆ ที่น่ารักซึ่งเธอมองว่าเป็นทางสายกลาง
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราชาว Generation X ที่คุณหนุ่ยอ้างถึงนั้น จะตอบรับ มีท่าที และจะสนับสนุน “คนรุ่นใหม่” ในแบบที่พวกคุณแต่ละคนเชื่อมั่น นั่นคือทางเลือกที่คุณจะ “ส่งต่อ” หรือ “ตัดตอน” วัฒนธรรม “น่ารัก” แบบสังคมไทยที่ซ่อนพิษภัยเมื่อกลายพันธุ์ไปได้ หรือจะสนับสนุนในแบบที่เขาเป็นตามสมควรตามเนื้อผ้าสาระสำคัญ เพื่อให้เขาเลือกออกแบบสังคมวัฒนธรรมในโลกที่เขาจะต้องอยู่และส่งต่อให้ลูกหลานของพวกเขาเอง
กล้า สมุทวณิช

