อาชีพ “พยาบาล” เป็นอาชีพที่ครอบครัวคนไทยชอบให้บุตรหลานเรียนเพราะเป็นอาชีพที่สร้างบุญกุศลเบื้องต้น ทุกคนรู้ว่าจบแล้วมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยทุกเรื่อง ตั้งแต่ฉีดยา ทำแผล ปฐมพยาบาล ดูแลเครื่องมือช่วยชีวิต เรื่องน่ารู้ก่อนเรียนพยาบาล เตรียมตัวอย่างไรเหมาะกับเราไหม มี 5 เรื่องที่ควรรู้
1.รู้คุณสมบัติที่จะเรียนต่อคณะพยาบาล ต้องจบมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทย์คณิตเท่านั้น สัญชาติไทย สุขภาพสมบูรณ์ มีความประพฤติดีและคุณสมบัติอื่นๆ ตามที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนด
2.รู้ว่าสถาบันไหนบ้างที่ได้รับการรับรองหลักสูตร : โดยเช็กข้อมูลจาก “สภาพยาบาล” ดูจากชื่อ “สถาบัน” ที่จะเข้าเรียนต่อได้รับการรับรองหลักสูตรพยาบาล จาก “สภาพยาบาล”
3.รู้จักและเข้าใจอาชีพ ดูแลผู้ป่วยในทุกเรื่อง ตั้งแต่ฉีดยา ทำแผล วางแผนการพยาบาลวินิจฉัยการพยาบาล อ่านค่าสัญญาณชีพ และหน้าที่อื่นที่ได้รับมอบหมาย
4.รู้จักสถานที่ทำงาน พยาบาลประจำตามโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน พยาบาลประจำคลินิก หรือประจำ รพ.สต. พยาบาลฟรีแลนซ์ ดูแลผู้ป่วยหรือคนไข้ที่บ้าน
5.รู้ข้อดี ข้อเสีย ของอาชีพพยาบาล ข้อดี จบมาไม่ตกงานเป็นสาขาที่ขาดแคลน ยังเป็นที่ต้องการทั่วโลก ค่าตอบแทนแสนดี มีทุนการศึกษาให้ มีโอกาสเรียนต่อยอดได้หลายด้าน ข้อเสีย งานหนัก เข้าเวรยาม เวลาทำงานไม่แน่นอน ทำงานเสี่ยงต่อโรคต่างๆ
สำหรับน้องๆ ที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ และยังคงตั้งใจจะเข้าเรียนใน “สาขาพยาบาลศาสตร์นี้” จะเรียนที่ใดดี คงมีสิทธิที่จะเลือกเรียนได้เสรี ในประเทศไทยเรา ณ วันนี้ “คณะพยาบาลศาสตร์” มีทั้งหมด 89 แห่ง ที่ “สภาพยาบาล” ให้การรับรอง ดังนี้
ในคณะพยาบาลมีบัณฑิตเรียนจบแล้ว “สบช.” (สถาบันพระบรมราชชนก มี 30 แห่ง วิทยาลัยพยาบาล) ของ “สกอ.” 31 แห่ง เอกชน 23 แห่ง กลาโหม 3 แห่ง ตำรวจ 1 แห่ง กทม. 1 แห่ง แต่ละปีรับนักศึกษารวมปีละ 11,000 คน ตัวเลขแต่ละคณะพยาบาลศาสตร์ จะรับนักศึกษาได้ตั้งแต่ 100-300 คน แต่ของ “สถาบันพระบรมราชชนก” ปี 2565 จากการรณรงค์ ทำ “สบช.สัญจร” ทั่วประเทศ ทำ MOU กับโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ 77 จังหวัด เด็ก ม.6 นิยมแห่สมัครยอดรวม 4,220 คน ซึ่งมีเด็กสมัครมากที่สุดในประเทศไทยเมื่อเทียบกับทุกคณะต่างๆ ด้านคุณภาพการศึกษาของคณะพยาบาลศาสตร์ได้รับการประเมินระบบประกันคุณภาพ ในปี 2564 เพิ่มจากปีที่แล้ว 4.54 เพิ่มเป็น 4.68 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก โดยมีทีมประเมินผู้ทรงคุณวุฒิฯ อาจารย์ ดร.วิภา เพ็งเสงี่ยม คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา และคณะอีก 4 ท่าน เป็นทีมประเมิน
ที่สำคัญมีการสอบ license ของนักศึกษา สบช. สอบผ่านมากกว่า 70-80% ทุกปี และอัตราการมีงานทำ 99-100%
อนึ่ง ผู้เขียนได้มีโอกาสไปนั่งร่วมฟังการประเมินในครั้งนี้ ด้วยขอโอกาสที่จะได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ “การพยาบาลและการศึกษาของไทย” โดยสังเขป ดังนี้
การพยาบาลและการศึกษาพยาบาลของไทยนั้น กล่าวได้ว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2439 โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระนามเดิมคือพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ที่ทรงตระหนักถึงความทุกข์ทรมานและการเสียชีวิตในการคลอดของสตรี ในสมัยก่อนโดยเริ่มต้นจาก การก่อตั้งโรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์และการพยาบาล ซึ่งนับเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย จากนั้นได้มีการก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลขึ้นมาอีกหลายแห่งเพื่อแก้ปัญหาทางด้านสุขภาพ ณ ขณะนั้น
คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก เป็นสถาบันต้นสังกัดของวิทยาลัยพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีจุดเริ่มต้นมาจาก โรงเรียนผดุงครรภ์วชิระ ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในวชิรพยาบาล ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) เมื่อปี พ.ศ.2475 เพื่อช่วยแก้ปัญหาอนามัยแม่และเด็กของประเทศไทย ซึ่งเป็นโรงเรียนผดุงครรภ์แห่งแรกของกระทรวงสาธารณสุข และเป็นสถาบันการศึกษาทางด้านการพยาบาลและผดุงครรภ์ แห่งที่ 3 ของประเทศ ปัจจุบันคือวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ
และต่อมาได้มีการก่อตั้ง โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยขึ้น ที่โรงพยาบาลกลาง ในปี พ.ศ.2489 สังกัดกรมการแพทย์ ปัจจุบัน คือ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในยุคสงครามโลก นับจากนั้นมาได้มีการก่อตั้งโรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผลิตบุคลากรทางการพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบสุขภาพของประเทศ ในปัจจุบันคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนกมีวิทยาลัยพยาบาลจำนวน 30 แห่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยมีลำดับวิวัฒนาการดังนี้ คือ
ใน พ.ศ.2517 มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการของกรมต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข และจัดตั้งวิทยาลัยพยาบาล โดยการโอนสถาบันการศึกษาที่ผลิตพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งเคยสังกัดการแพทย์และอนามัย ไปสังกัดกองงานวิทยาลัยพยาบาล ซึ่งต่อมา พ.ศ.2536 มีพระราชกฤษฎีกาให้รวมกองงานและกองฝึกอบรม สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานใหม่ ชื่อว่า สถาบันพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข
ในปี พ.ศ.2537 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกว่า “วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี” ตามด้วยชื่อจังหวัดหรือสถานที่ตั้ง แต่โดยยังคงชื่อ “วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี” “วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี” “วิทยาลัยพยาบาลสารคาม” ปี พ.ศ.2539 ได้ขอพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “สถาบันพระบรมราชชนก” โดยมีวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดตั้งอยู่ทั่วประเทศไทย ทั้งหมด 30 แห่ง ตลอดระยะเวลากว่า 90 ปี วิทยาลัยพยาบาลต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ค่อยๆ เติบโตมาอย่างมั่นคงและสง่างาม มุ่งมั่นในการผลิตบัณฑิตเพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ทั่วประเทศไทย
ในปี พ.ศ.2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติสถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ.2562 ซึ่งให้ใช้บังคับในวันที่ 6 เมษายน 2562 ทำให้สถาบันพระบรมราชชนกเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่จัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการ คณะพยาบาลศาสตร์จึงเป็นหน่วยราชการ ตามพระราชบัญญัติสถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ.2562 มีวิทยาลัยพยาบาลในสังกัด จำนวน 30 แห่ง
ในการประเมินการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับคณะ ในปีการศึกษา 2564 นั้น คณะพยาบาลศาสตร์มีคณบดีชื่อ ดร.กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกจำนวน 5 ท่าน ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับที่มาประเมินในวงรอบ 2 ปีการศึกษาที่ผ่านมาได้แก่ 1.อาจารย์วิภา เพ็งเสงี่ยม คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา 2.รศ.ดร.รัชนี สรรเสริญ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3.รศ.ดร.ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 4.ดร.เบญจวรรณ ทิมสุวรรณ และ 5.ดร.มณฑาทิพย์ ไชยศักดิ์ คณะกรรมการจึงเห็นพัฒนาการของคณะพยาบาลศาสตร์ ผ่านการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษา ระดับคณะได้ชัดเจน โดยคณะพยาบาลศาสตร์จัดกิจกรรมการรับการตรวจประเมิน ดังกล่าวในวันที่ 30-31 สิงหาคม 2565 ซึ่งผลการประเมินพบว่า คะแนนโดยรวมทุกองค์ประกอบมีค่าเฉลี่ย 4.68 คุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจ โดยคณะกรรมการได้สะท้อนจุดเด่นภาพรวมของคณะพยาบาลศาสตร์ไว้ 2 ประเด็นคือ 1.ผู้บริหารสูงสุดให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และเห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และ 2.ผู้บริหารระดับคณะพยาบาลศาสตร์ และผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลทุกแห่งให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลการประเมินตามเกณฑ์การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน จำแนกเป็นรายองค์ประกอบยังพบว่ามีจุดเด่นที่น่าชื่นชม
คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ปัจจุบันมีนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ระดับปริญญาตรีรวมประมาณ 15,000 คน นักศึกษาผู้ช่วยพยาบาลจำนวน 3000 คน มีอาจารย์ 1,399 คน จบปริญญาเอก 353 คน มีปณิธานในการบริหารงานคือ สานพลัง “สร้างองค์กร สร้างคน สร้างผลงาน สร้างสุข” เพื่อสืบสานพระปณิธาน พระบรมราชชนกที่ว่า “ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” ภายใต้วิสัยทัศน์ เป็นสถาบันการศึกษาพยาบาลชั้นนำระดับอาเซียน ในการสร้างผู้นำ นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางด้านสุขภาพ เพื่อสุขภาวะชุมชน
ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์เจาะลึก “นักศึกษา” ถึงความประทับใจ คณะพยาบาลศาสตร์ สบช. วันที่ 30-31 สิงหาคมที่ผ่านมา สรุปประเด็นที่น่าสนใจ ได้ 5 ข้อ คือ 1.จบการศึกษาแล้วมีงานรองรับ 2.มีทุนการศึกษาให้ 3.มีการทดสอบภาษาอังกฤษเป็นระยะ 3.มีความอบอุ่นเป็นอยู่อย่างพี่น้อง ดูแลกันและกัน 5.มีอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอนที่
ทันสมัย มีวิธีการสอนที่หลากหลาย
ความประทับใจนี้ เกิดจากคณาจารย์ของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนกทุกคนมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะอบรมสั่งสอนให้บุตรหลานของผู้ปกครองทุกท่านด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นดูแลลูกคุณพ่อ คุณแม่ ที่มาส่งที่วิทยาลัยพยาบาลให้ได้รับความรู้อย่างเต็มเปี่ยมและอบอุ่น ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ลูกท่าน คือ ลูกเรา” หน้าที่เรา คือ “แสงเทียน” ไงเล่าครับ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

