หน้าแรก คอลัมนิสต์ การถนอมน้ำใจใ...

การถนอมน้ำใจในชายแดนใต้และในสังคมไทย

11.09.22 | 13:10 น.

ประชาธิปไตยโดยประชาชนมิได้หมายความถึงการตัดสินใจโดยเสียงส่วนใหญ่เสมอไป เพราะการใช้แต่เสียงส่วนใหญ่อาจเข้าทำนอง electocracy คือถือคะแนนเสียงเป็นใหญ่ จึงมีการเตือนสติกันอยู่เนือง ๆ ให้เคารพเสียงส่วนน้อยด้วย ลองนึกถึงการเล่นเกม ถ้าเล่นอย่างไรก็แพ้ คงไม่มีใครอยากเล่น เกมที่น่าเล่นคือเกมที่คราวนี้แพ้ คราวหน้าอาจชนะได้ เกมที่บางทีเสียงส่วนน้อยก็ชนะได้ด้วยเมตตานั้นจึงเป็นเกมสันติประชาธิปไตย

ลองมาประยุกต์แนวคิดนี้กับกรณีชายแดนใต้ คนส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิม ซึ่งมีบางคนเสนอให้ใช้หลักการกำหนดใจตนเอง ขอให้มีการลงประชามติว่า ชายแดนใต้จะอยู่ใต้การปกครองของรัฐไทยหรือว่าแยกตัวเป็นอิสระ (นี่เป็นข้อสมมุติ เพราะการลงประชามติเช่นนี้อาจจะขัดกับมาตรา 166 ของรัฐธรรมนูญ) ถ้าผู้ออกเสียงประชามติคือคนในชายแดนใต้ เสียงส่วนใหญ่ก็อาจต้องการแยกตัวเป็นอิสระ แต่ถ้าผู้ออกเสียงคือคนทั้งประเทศ เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่ในกรณีนี้เป็นชาวพุทธ ผลการลงประชามติคงเป็นการรักษาบูรณภาพของรัฐไว้ แต่จะออกเสียงอย่างไร ก็มีฝ่ายที่แพ้และผิดหวังอยู่ดี ถ้าเกณฑ์การตัดสินใจคือเชื้อสาย ภาษา หรือศาสนา ผลการออกเสียงคงไม่เปลี่ยนแปลง ลงประชามติอีกทีก็คงเหมือนเดิม เกมนี้คงเป็นไปได้ยาก คงไม่มีใครอยากเล่นเกมเช่นนี้กระมัง

ตัวอย่างจากต่างประเทศก็มี เช่น รัฐบาลสเปนไม่ยอมให้มีการลงประชามติว่าแคว้นคาตาลุนญ่าควรแยกตัวเป็นอิสระหรือไม่ เพราะเล็งเห็นผลอยู่แล้ว ส่วนรัฐบาลสหราชอาณาจักร ยอมให้มีการลงประชามติเรื่องการแยกตัวของสก็อตแลนด์ ซึ่งผลคือไม่แยกตัวเพราะรัฐบาลยอมให้ความเป็นเอกเทศแก่สก็อตแลนด์มากขึ้น แต่กระนั้น หลังการออกจากสหภาพยุโรป รัฐบาลก็ปฏิเสธการออกเสียงประชามติครั้งใหม่ ด้วยอาจจะเล็งเห็นผลอันไม่น่าพึงพอใจก็เป็นได้

มีบางเรื่องที่เราไม่อาจลงประชามติได้ เช่นเรื่องการอยู่ครบหรือไม่ครบ 8 ปีของนายกรัฐมนตรี เพราะมาตรา 166 ของรัฐธรรมนูญนั้น ห้ามการลงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคล เราจึงต้องพึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาศัยเสียงข้างมากนั่นแหละ แต่เพียงแค่ในหมู่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน วกกลับมาเรื่องชายแดนใต้ กรณีมีข้อพิพาทว่า โรงเรียนอนุบาลปัตตานีสามารถออกระเบียบการแต่งกายที่ห้ามเด็กหญิงที่บรรลุศาสนภาวะ (มีประจำเดือน) แล้ว มิให้สวมฮิญาบได้หรือไม่นั้น ในที่สุดศาลปกครองยะลา มีคำวินิจฉัยให้โรงเรียนแก้ระเบียบและอนุญาตให้คลุมฮิญาบได้ตามข้อปฏิบัติของศาสนาอิสลาม อย่างไรก็ดี โรงเรียนกำลังอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และรอคำวินิจฉัยก่อนจะแก้หรือไม่แก้ระเบียบต่อไป ผมถือว่าการพึ่งอำนาจศาลในหลายกรณี อาจลดความไม่พอใจของฝ่ายแพ้คดีได้ หากยังเชื่อว่าศาลมีเกณฑ์การวินิจฉัยกลาง ๆ ที่ไม่มีอคติหรือความลำเอียงอยู่ก่อน จึงถือเป็นการถนอมน้ำใจกันได้ในระดับหนึ่ง

มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากนำเสนอในบทความนี้ คือเรื่องที่บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TPIPP) มีโครงการหลัก 3 โครงการในชายแดนใต้ ดังนี้

Advertisement

1) ท่าเทียบเรือเทพา บริเวณปากน้ำเทพา เกาะแลหนัง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา และรอยต่ออำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

2) เจ้าแม่กวนอิมทะเลใต้ ที่มองเห็นหาดจะนะ

3) เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้า** ที่ตำบลนาทับ ตำบลตลิ่งชัน และตำบลสะกอม อำเภอจะนะ รวม 16,753 ไร่ ประกอบด้วยสวนอุตสาหกรรมสะอาด ท่าเรือน้ำลึกและศูนย์ขนส่งสินค้า โรงงานผลิตไฟฟ้าสะอาด

หมายเหตุ ** คณะรัฐมนตรีให้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อน

TPIPP ได้ปรับพื้นที่กว่า 50 ไร่ บริเวณเขาเขียว หมู่ที่ 1 บ้านปากบาง ต.สะกอม อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อเตรียมก่อสร้าง “เจ้าแม่กวนอิม” ขนาดฐาน 70×70 เมตร ความสูง 136 เมตร พร้อมอาคารสนับสนุน และปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ จากคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าของโครงการ การสร้างเจ้าแม่กวนอิมมีแรงจูงใจดังนี้

ประเทศสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่เขามีแลนด์มาร์คที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ เช่น มารีน่าเบย์ แซนด์ส, ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ก็คือต้องมีแลนด์มาร์คอะไรสักอย่างที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว จำนวนมากจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุด เจ้าแม่กวนอิมองค์ที่จะสร้างขึ้นนี้จะต้องเป็นองค์ใหญ่ และสูงมาก ๆ ติดอันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อดึงดูดคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนเพื่อนบ้านจากกัมพูชา เมียนมา ลาว เวียดนาม เพราะถ้าไม่ใหญ่ก็จะไม่ใช่แลนด์มาร์ค “ขณะนี้กำลังปรับพื้นที่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี” ในการก่อสร้างเจ้าแม่กวนอิม ต้องการมาสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พื้นที่ ให้แก่ภาคใต้ซึ่งมีครบทุกอย่าง แต่กลับเป็นภาคที่จนที่สุด ถามว่าทำไม ก็เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามหาเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อไม่ให้มีการพัฒนา ตอนนี้จึงกลายเป็นภาคที่มีรายได้ประชากรต่อหัวน้อยที่สุดในประเทศ

“นอกจากการถูกลืมในการพัฒนาพื้นที่แล้ว ยังมีเรื่องความไม่สงบในพื้นที่ ฉะนั้น ถ้าหากมีความเจริญเกิดขึ้น เหตุการณ์ความไม่สงบก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ”

แน่นอนว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมลายูมุสลิม ที่บ้านปากบางมีชาวไทยพุทธประมาณ 2% ตำบลสะกอมที่อำเภอเทพามีชาวไทยพุทธประมาณ 30% (ตำบลสะกอมมีสองแห่งติดกัน คือในอำเภอเทพาและอำเภอจะนะ) เมื่อหลายวันก่อน ผมได้ผ่านไปที่นั่นและแวะคุยกับอีหม่าม เขาบอกว่ามุสลิมไม่อยากให้มีรูปเคารพ เพราะนับถือพระเจ้าองค์เดียว จึงไม่มีรูปปั้นหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่เป็นรูปคนหรือสัตว์ โดยเฉพาะในมัสยิด ศิลปะในศาสนาอิสลามมักแสดงออกในรูปทรงเรขาคณิต ลวดลายวิจิตร หรือตัวอักษร มากกว่าจะสื่อออกมาในรูปตัวบุคคล

พระศาสดามูฮัมหมัดเคยสั่งให้ทำลายรูปเคารพที่เคยมีในวิหารกะบะฮ์ ซึ่งเป็นบ้านแห่งพระเจ้า รวมทั้งรูปเคารพในบริเวณรอบ ๆ ชาวมุสลิมจะรู้สึกลำบากใจ ถ้ามีรูปเจ้าแม่กวนอิมสูงใหญ่ขนาดนั้น เหมือนค้ำหัวอยู่ ออกทะเลหรือกลับจากทะเลก็พบเจอ ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นรูปเคารพที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของชาวพุทธ หรือมีขนาดที่ไม่สูงใหญ่นัก ก็ไม่เป็นไร ชาวมุสลิมเคารพความเชื่อความศรัทธาของคนที่นับถือศาสนาอื่น และไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นความไม่เข้าใจกัน ต่อมาผมมีโอกาสคุยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพื้นที่เทพาที่เป็นผู้นำมุสลิมคนหนึ่ง เขาลำบากใจเกรงว่าจะเกิดการต่อต้านกันไปมา คือ ชาวพุทธที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศจะเพิ่มความไม่พอใจมุสลิม ด้วยมีกระแสการชังอิสลาม (islamophobia) ในหมู่ชาวพุทธจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว พวกเขามองว่ามุสลิมเรื่องมาก เขาจะมาช่วยพัฒนาให้ทันสมัย ก็คอยต่อต้านการพัฒนา อันที่จริง มุสลิมรู้ตัวว่าเป็นคนส่วนน้อยในประเทศ และไม่อยากมีเรื่องกับใคร

ผมได้มีโอกาสไปกราบนมัสการพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่ปัตตานี ท่านบอกว่าชาวพุทธสนับสนุนการสร้างเจ้าแม่กวนอิมอยู่แล้ว ไม่น่าจะเดือดร้อนใคร สร้างในที่ดินเอกชน ด้วยการลงทุนของเอกชน ก็น่าจะมีสิทธิสร้างได้

ผมได้อ่านบทให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการมุสลิมและเป็นนักวิชาการด้านสันติศึกษาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ ขอยกความเห็นที่ได้จากบทสัมภาษณ์มาสรุปไว้ดังนี้

บริบทที่สำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่บริบทที่ว่าตั้งอยู่ริมน้ำ อยู่ริมภูเขา แต่คือบริบททางสังคม วัฒนธรรม การเมือง เราจะให้คำตอบทางศาสนาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูคำตอบอย่างอื่นด้วย คำตอบทางศาสนาสำคัญแน่ ชาวพุทธมีความคิดความเชื่อที่สัมพันธ์กับรูปเคารพแบบหนึ่ง ส่วนมุสลิมสัมพันธ์กับรูปเคารพอีกแบบหนึ่

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของ “สิทธิ์” อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ใจ” ด้วย ใจเขารู้สึกอย่างไร รูปเคารพทางศาสนาก็ดี เรื่องเล่าทางศาสนาก็ดี และอื่น ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว สมมุติเราสร้างขึ้น ควรจะอยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับโครงสร้างประชากร และอยากให้พิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงด้วย ว่าจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องการลงทุน ปัญหาความรุนแรง และอีกหลายอย่างในพื้นที่หรือไม่ คำถามที่น่าสนใจคือ มีวิธีอื่นหรือไม่ ที่จะอยู่ในลักษณะ win-win

เราคิดถึงเจ้าแม่กวนอิมในฐานะอะไร ในฐานะที่เป็นนิ้วมือที่ชี้ไปสู่จันทร์กระจ่างฟ้า หรือในฐานะจันทร์กระจ่างฟ้า ธรรมะทางศาสนาไม่ได้ติดอยู่กับนิ้วมือที่ชี้ หากอยู่ที่จันทร์กระจ่างฟ้าที่นิ้วมือชี้ จันทร์กระจ่างฟ้าในธรรมะของกวนอิมคืออะไร คำเฉลยมีคำเดียวคือ “ความเมตตา” ถ้าเราโฟกัสที่จันทร์กระจ่างฟ้า อาจจะมีผลดีแก่ทุกฝ่าย เพราะความเมตตาเป็นคำสอนทางศาสนาพุทธแน่นอน และในศาสนาอิสลามด้วย พระคัมภีร์อัลกุรอานพูดถึงคำว่าเมตตาอยู่ 300-400 ครั้ง จันทร์กระจ่างฟ้าคือความเมตตาดวงเดียวกัน

ข้อเสนอของชัยวัฒน์คืออยากให้ TPIPP คิดทำเรื่องพิพิธภัณฑ์กวนอิมเมตตาสากล ทำหน้าที่เก็บบรรจุเรื่องราวของความเมตตาที่มนุษย์มีต่อกันจากที่ต่าง ๆ ในโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย เช่น ในค่ายกักกันนาซี มีการ์ดของหน่วย SS นาซีเยอรมันคอยช่วยคนอื่น เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของ อ็อสคาร์ ชินด์เลอร์ (นักอุตสาหกรรมและนักจารกรรมชาวเยอรมัน ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าช่วยชีวิตชาวยิวกว่า 1,200 คน ในช่วงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว) ไม่ใช่แค่ ชินด์เลอร์ มี ราอูล วัลเลนเบิร์ก ซึ่งเป็นนักการทูตสวิตเซอร์แลนด์ที่ช่วยคนยิว มี ไอรีน แชนด์เลอร์ ที่ช่วยชีวิตเด็ก ๆ ชาวยิวและเอาชื่อพ่อแม่ใส่ไหฝังไว้ เด็กจะได้รู้ว่าพ่อแม่เขาเป็นใคร ในอินเดีย-ปากีสถาน ตอนแยกประเทศมีคนตายเป็นล้าน ๆ คน แต่มีเรื่องราวของครอบครัวมุสลิม ซึ่งช่วยครอบครัวชาวซิกซ์ 21 คนให้รอด จากภัยของฝ่ายมุสลิมอีกพวกที่จะมาฆ่าพวกเขา อีกเรื่องหนึ่งคือ ขณะที่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจากำลังหนีตายออกจากรัฐยะไข่ มีเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ที่ให้พวกโรฮีนจาจำนวนหนึ่งหลบภัยเข้าไปอยู่ในวัด และออกมาขัดขวางมิให้ผู้ที่ตามล่าบุกเข้าไปในวัด เป็นต้น

เมตตาเป็นคำสอนที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างคนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ทั้งคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อย ไม่ใช่เป็นกำแพงที่กันคนส่วนน้อยออกจากคนส่วนใหญ่ แล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ

ยังมีทางเลือก อื่น ๆ อีก สำหรับ TPIPP เช่น สร้างศูนย์สุขภาพกวนอิม ก็เก็บประมวลศิลปะการดูแลสุขภาพแบบฉบับพื้นบ้านไว้ มีมวยจีน สีลัต แม่ไม้มวยไทยภาคใต้ เป็นต้น หรืออาจเป็นโรงพยาบาลด้านสุขภาพจิต ตอนนี้มีคนเป็นโรคซึมเศร้ามากมาย ศูนย์นี้จะดูแลคนป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพจิตจากทั่วโลกในนามของกวนอิม หรืออาจสร้างสถานที่จะดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้าย ที่ให้การดูแลทั้งในด้านจิตใจ ในด้านศาสนา ในด้านจิตวิทยา และในด้านของการรักษาพยาบาล เพื่อให้คนเหล่านั้นจากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้มและความซาบซึ้งในเมตตาธรรม ตัวอย่างข้อเสนอข้างต้น หมายความว่าเราสามารถจะทำได้ทั้ง 2 อย่าง คือทำแลนด์มาร์คได้และเจือจานชาวโลกได้โดยวิธีอื่นโดยไม่ต้องทำร้ายความสัมพันธ์ในชุมชน ไม่ก่อเรื่องให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ถ้ารู้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ แล้วจะทำทำไม

ผมบังเอิญมีโอกาสพูดคุยกับนักการเมืองคนสำคัญของสงขลาอีกคนหนึ่งในระหว่างการลงพื้นที่ครั้งที่แล้ว เขารู้จักกับเจ้าของบริษัท TPIPP ดี จึงฝากให้เขาช่วยถามผู้ที่เป็นเจ้าของด้วยว่า ถ้าจะจัดให้มีการสานเสวนา (dialogue) ระหว่างผู้เกี่ยวข้องวงเล็ก ๆ รวมทั้งเชิญชัยวัฒน์และผู้นำฝ่ายพุทธเข้าร่วมด้วย ฝ่าย TPIPP จะสนใจเข้าร่วมหรือไม่

ชัยวัฒน์พูดถึงความเมตตา ที่รวมฝ่ายที่เราไม่ชอบไว้ด้วย ที่ก้าวข้ามความเป็นคนส่วนน้อยและคนส่วนใหญ่ไปสู่ความเป็นเพื่อนมนุษย์ ชัยวัฒน์ขอให้คนส่วนใหญ่ในประเทศอย่าได้มองมุสลิมว่าขัดขวางการพัฒนา หรือชอบความรุนแรง ขณะเดียวกัน ผมก็คิดที่จะขอให้คนส่วนใหญ่ในชายแดนใต้ เอาใจใส่ต่อความรู้สึกของชาวพุทธที่เป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่ให้มากขึ้น ในฐานะคนส่วนน้อย ชาวพุทธในพื้นที่ไม่อยากจะมีเรื่องกับคนส่วนใหญ่ เพียงอยากอยู่ตามประสา ทำมาหากิน ส่งลูกเข้าโรงเรียน ประกอบศาสนกิจ และร่วมงานตามประเพณี มีบ้างที่ชอบเที่ยวเตร่กินเหล้าเมายาในฐานะปุถุชน แต่ไม่ได้มุ่งชักชวนมุสลิมให้มีวิถีชีวิตแบบเดียวกันนี้

จากการศึกษาชุมชนพุทธ 20 ชุมชนในชายแดนใต้ สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์พบว่า 19 ชุมชนมีสภาพถดถอย ซึ่งเนื่องมาจากการลดลงของประชากร เหตุการณ์ความรุนแรงที่มุ่งเป้าทำร้ายชาวไทยพุทธในช่วงปี 2548-2553 เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการย้ายออกของสมาชิกในชุมชน 10 ชุมชน การประสบพบเจอเหตุการณ์ความรุนแรงด้วยตนเอง หรือมีคนในครอบครัวเป็นเหยื่อความรุนแรงทำให้ชาวพุทธบางครอบครัวในชุมชน 10 แห่งนี้ตัดสินใจทิ้งบ้านเรือน ที่นา ไร่สวนเพื่อไปแสวงหาความปลอดภัยในชีวิต ส่วนในอีก 9 ชุมชนความรุนแรงเป็นสาเหตุร่วม กล่าวคือ เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงมักเกิดขึ้นกับชาวพุทธระหว่างการเดินทางจากบ้านไปยังสถานที่ทำงาน ชาวพุทธจึงพยายามลดความจำเป็นในการเดินทางด้วยการย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน หรือมาอยู่ในพื้นที่ที่มีชาวพุทธอาศัยอยู่หนาแน่น ความถดถอยทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความถดถอยด้านจำนวนประชากร เพราะเมื่อไม่สามารถประกอบอาชีพทางการเกษตรหรือการค้า หารายได้มาจุนเจือครอบครัวได้เพียงพอ ก็ต้องย้ายออกจากบ้านเกิดไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในการประกอบอาชีพ

ในด้านสังคมวัฒนธรรม ประเพณีที่เคยทำในตอนกลางคืน เช่น การเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือการสวดพระอภิธรรมศพ ต้องปรับมาจัดในตอนกลางวันแทนเพื่อที่ว่าผู้มาร่วมงานจะได้เดินทางกลับถึงที่พักก่อนพลบค่ำ การงดการบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่ ทำให้ชาวพุทธรู้สึกว่าความเป็นชุมชนพุทธถูกบั่นทอนลงจนแทบจะไม่เป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป

ชนกลุ่มน้อยในพื้นที่มีคำขอต่อชนกลุ่มใหญ่ใน 3 เรื่อง คือ ความปลอดภัย โอกาสทำมาหากินตามปกติ และการประกอบศาสนกิจตามวิถีปกติ ในเรื่องความปลอดภัย ขอให้ฝ่ายผู้เห็นต่างและฝ่ายรัฐบาลสามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องความปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่องความปลอดภัยของชาวพุทธนั้น ขอให้รับหลักการว่า

พระสงฆ์ และ ฆราวาส สามารถประกอบศาสนกิจได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ตกเป็นเป้าความรุนแรงแต่อย่างใด

ชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิมสามารถไปหาของป่า และทำการกรีดยางได้อย่างปลอดภัย

จะยุติการกระทำอันรุนแรงหรือการข่มขู่ที่สร้างความหวาดกลัวอันมีผลให้ผู้คนในชุมชน ต้องอพยพย้ายถิ่นออกไปจากชุมชนของตน เพื่อไปอาศัยในสถานที่อยู่ใหม่เพื่อความปลอดภัย

ทั้งหน่วยราชการและฝ่ายผู้เห็นต่างจะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นผลไปซ้ำเติมความถดถอยของชุมชน ในทางตรงกันข้าม จะสนับสนุนให้ผู้ที่ประสงค์จะกลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง สามารถกระทำได้อย่างปลอดภัย โดยมีหนทางทำมาหากินตามสมควร

กรณีเร่งด่วนด้านความปลอดภัยคือ กรณีบ้านโคกโก ที่มีประชากรพุทธประมาณ 150 ครัวเรือน ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดบ่อยครั้งและต่อเนื่อง จนหวาดกลัวไม่กล้าออกไปกรีดยาง จึงขอให้ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้

1) ตั้งหน่วยเฉพาะกิจในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ฯ

2) ติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV ในจุดที่เสี่ยงต่อความรุนแรง

กรณีการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนพุทธ ขอให้เร่งการพัฒนาอาชีพและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม และต่อยอดโมเดลที่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพุทธ-มุสลิม เช่น ชุมชนท่าด่าน ชุมชนหน้าถ้ำ และศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงปิยามุมัง เป็นต้น

การเห็นอกเห็นใจคนกลุ่มน้อยด้วยหลักเมตตาธรรมนั้น เป็นคำสอนที่สำคัญของทั้งพุทธและอิสลาม การปฏิบัติหลักเมตตาหรือไมตรีนั้น จะมีประสิทธิผลมากขึ้น ถ้ามีการพูดคุยกันอย่างเปิดกว้าง ทั้งในชายแดนใต้และผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 18 ปีแห่งความขัดแย้งนับว่ายาวนานมาก ขอได้โปรดใช้หลักเมตตาธรรมนี้ เพื่อให้เกิดสันติสุขในชายแดนใต้ในเร็ววัน

โคทม อารียา