16 ปี รัฐประหาร 49 เงาภาพ (ที่ถูกเก็บ) ความรู้สึก (ที่อยากเปิดเผย) Silhouette of memory
ท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมร่วมกันต่อสู้ในแนวทางหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือการแสดงออกผ่านงานศิลปะหลากหลายแขนง ซึ่งยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ดังเช่น “Silhouette of memory (เงาภาพ)” นิทรรศการที่จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของกลุ่ม ‘ทะลุฟ้า’ ร่วมกับ Coofman.eye ณ Kinjai Contemporary บนถนนสิรินธร กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม 16 ปี รัฐประหารปี 2549 ที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ทำการรัฐประหารรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้นในวันที่ 19 กันยายน 2549
“ภาพสะท้อนที่ถูกเก็บ ความรู้สึกที่อยากจะเปิดเผย” คือนิยามโดยสังเขป นำเสนอสิ่งที่ถูกบันทึก บอกเล่าเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยระหว่างช่วง 16 ปีผ่านผลงานของ พรชัย เลิศธรรมศิริ ศิลปินอิสระ
ผู้ก่อตั้งโครงการ ‘พู่กันสัญจร’
ในช่วงเวลา 16 ปีเต็ม หากเทียบไทม์ไลน์กับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ ก็เริ่มต้นตั้งแต่ ‘โนเกีย’ จนถึง ‘ไอโฟน 13’ ที่กำลังเข้าสู่ไอโฟน 14 ในวันที่การต่อสู้เพื่อต่อต้านเผด็จการในไทยยังไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน
ย้อนไปในวันเปิดตัวนิทรรศการเมื่อราวสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดวงสนทนากับเจ้าของผลงาน ซึ่งเผยมุมมองน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยมี วาดดาว ชุมาพร และ แม่ช้อย ทะลุฟ้า ชวนพูดคุย
จากยุค ‘เสื้อแดง’ ถึง ‘คนรุ่นใหม่’งานศิลป์ที่ ‘วาดแล้ว(ต้อง)เก็บ’
ผงาดโลกออนไลน์
วาดดาว และแม่ช้อย เริ่มยิงคำถามแรกไปยัง ไอซ์ ศรุต เลิศธรรมศิริ ลูกชายของ พรชัย เลิศธรรมศิริ ศิลปินเจ้าของผลงาน เพราะเป็นผู้สร้างเพจ Coofman.eye เผยแพร่งานศิลป์ของพ่อให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จัก
ไอซ์ ศรุต เล่าว่า หลังเหตุการณ์ทางการเมืองปี 2563 ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ก็เกิดความสนใจที่จะนำผลงานของพ่อออกมาโปรโมตผลงานให้คนภายนอกได้ยลโฉมผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย บวกกับก่อนที่จะสร้างเพจได้ไม่นาน พ่อก็กลับมาวาดรูปแนวการเมืองอีกครั้ง เพจ Coofman.eye จึงถือกำเนิดขึ้น
เมื่อถามถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างผลงาน พรชัย ให้ข้อมูลว่า ตนเคยลงพื้นที่ไปคลุกคลี และเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่ม ‘คนเสื้อแดง’ เมื่อรู้ถึงข้อมูลว่าไม่เหมือนสิ่งที่ตัวเองคิดในตอนแรก ก็ติดตาม เข้าร่วมกิจกรรมเป็นประจำ คอยไปวาดภาพสีน้ำในงาน และบันทึกเหตุการณ์ในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไม่ได้นำผลงานออกมาเสนอตั้งแต่สมัยนั้น เพราะในขณะนั้นเป็นยุคของความกลัว ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พอยุคสมัยเปลี่ยน การพูดถึงเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รูปวาดชุดนี้ได้ออกมาสู่โลกภายนอก
“ในยุคนั้นพอเราวาดรูป เราไม่สามารถเปิดเผยให้ใครได้เห็น เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่สังคมยังไม่ยอมรับ แม้แต่ในกลุ่มศิลปินด้วยกัน ก็อาจจะมีความรู้สึกว่า ไม่ค่อยชอบกัน ต้องยอมรับว่าในยุคของเสื้อแดงช่วงนั้นถูกแอนตี้กันเยอะมาก ขนาดปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหา
ในยุคนั้นเราเขียนแล้วเราเก็บ แต่พอมาในยุคของคนรุ่นใหม่ เรารู้สึกว่ามันเปิดกว้างขึ้น เราเริ่มเห็นอะไรที่มันสามารถทำได้อิสระ พอเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมา เราก็คิดว่าเราก็ต้องบันทึกเหตุการณ์นี้เอาไว้ เพราะเด็กรุ่นใหม่กล้าที่จะพูด กล้าในสิ่งที่คนรุ่นเก่ากลัว ในเมื่อเขากล้าพูด เราก็ต้องบันทึก โดยทำในรูปของสีน้ำ อย่างที่ทำมาจนถึงปัจจุบันนี้” พรชัยเล่า

ศิลปะ การเมือง ความเหลื่อมล้ำ คำถามถึง (คุณภาพ) ชีวิตที่เท่าเทียม
จากประเด็นเรื่องที่มา สู่เนื้อหาของผลงาน ซึ่งศิลปินท่านนี้เผยว่า การที่คนรุ่นใหม่ชุมนุมกันแบบมีสีสันและสวยงาม ต่างจากการชุมนุมในอดีตที่มีบรรยากาศตึงเครียดสูง ในยุคนี้จึงมีรูปที่อยากเขียนเยอะมาก และทำให้ตนกลับมา ‘มีไฟ’
“การเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่รู้เขาจะจบกันเมื่อไร แต่เราก็จะตามเขาต่อไป ตราบใดที่ยังเขียนรูปได้ เพราะสิ่งที่คนรุ่นใหม่ทำมันน่าศรัทธา แล้วทำไมเราจะไม่บันทึกของเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู” พรชัยทิ้งท้าย
ในขณะที่อีกหนึ่งศิลปินที่มาร่วมในงานวันเปิดตัวคือ คนรุ่นใหม่อย่าง แนน Collective ซึ่งมองไปในทิศทางเดียวกับพรชัย ว่าวงการศิลปะในปัจจุบันเปิดกว้างกว่าในอดีต รวมทั้งประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิของร่างกายก็ได้รับการพูดถึงมากขึ้น สะท้อนผ่านงานอาร์ตหลากหลายแขนง
“หลังประชาชนตื่นรู้มากขึ้นในเรื่องของสิทธิที่ตนเองมี บวกกับการเข้าถึงที่ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้การรวมกลุ่มของคนที่มีแนวคิดเดียวกันทำได้ง่ายมากขึ้น ส่วนเรื่องการเมืองเป็นสิ่งที่เราแฝงไว้ตลอดอยู่แล้วเพียงแต่จะออกมาในทิศทาง หรือรูปแบบไหน เรื่องของการเมืองก็ จริงๆ มันแฝงอยู่ในศิลปะทุกแบบ แต่มันอยู่ที่ว่าวิธีการสื่อสารมันจะออกมาในทิศทางแบบไหน สำหรับเรา เราก็จะทำศิลปะทางการเมืองแฝงอยู่ตลอดเวลาและก็ส่วนมากจะเป็นเรื่องของการเหลื่อมล้ำ แล้วก็การตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตที่มันไม่เท่าเทียม” แนน Collective เปิดใจในฐานะศิลปินรุ่นใหม่

ไทม์ไลน์ในเส้นเชือกเปรียบ‘ความไม่แน่นอน’ย้อนห่วงโซ่ปัญหา
สำหรับงานของ แนน Collective ซึ่งเป็น Art performance การแสดงที่มีแนวคิดเชื่อมโยงกันของคน ผ่านช่วงเวลาตั้งแต่อดีต สู่ปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต ผ่านการเปรียบกับ ‘เส้นเชือก’ โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผลงานศิลปะของศิลปินหลักอย่างพรชัย
“ในคอนเซ็ปต์ของงานพูดถึงการเชื่อมโยงกันของคน ผ่านห้วงเวลาในอดีต ความเป็นปัจจุบัน และเหตุการณ์ หรือสิ่งที่จะแปรสภาพไปสู่อนาคต มันคือการเปรียบเปรยผ่านเส้นเชือกที่ได้แสดงไป จากที่มีทิศทางที่ไม่แน่นอน แล้วเมื่อเราไม่สามารถหาจุดเริ่มของมันได้ แต่เราเลือกที่จะจัดการกับสิ่งที่มันจะเกิดได้ ไม่มากก็น้อย มันเป็นบริบทของห้วงเวลาขณะที่กำลังจะแปรสภาพไปอีกสิ่งหนึ่ง เป็นเหมือนการกระจายเอฟเฟ็กต์ แนวอำนาจที่ไม่สามารถหวนย้อนกลับ หาสู่ต้นตอของห่วงโซ่ปัญหานั้นได้ แต่ว่ามันพร้อมที่จะแปรสภาพแล้วก็มองเห็นในทิศทางการเกิดที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่เราจะเห็นกันเป็นปัจจุบันที่สามารถแปรสภาพไปสู่อนาคตเหมือนกัน” แนน Collective อธิบาย
ปิดท้ายด้วย ไอซ์ ศรุต บุตรชายของพรชัยที่ตอบคำถามเรื่องงานลำดับต่อไปว่า ยังไม่ได้คิด แต่เจตนาหลักคือ อยากให้ผลงานถูกพูดถึงใน ‘ห้องเรียน’
นับเป็นอีกนิทรรศการศิลปะที่ต้องแวะไปสัมผัสก่อนถึงวันครบรอบ 16 ปีแห่งความหลัง รัฐประหาร 19 กันยาฯ ที่นำพาการเมืองไทยมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอย่างไม่อาจหวนคืน

