หน้าแรก คอลัมนิสต์ เราจะไม่ทิ้งผ...

เราจะไม่ทิ้งผู้สูงอายุไว้ข้างหลัง

16.09.22 | 12:00 น.

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวเล็กๆ ว่ารัฐบาลไฟเขียว 279 ล้านบาท จ่ายค่าทำศพผู้สูงอายุ 93,127ราย รายละ 3,000 บาท ในเวลาใกล้ๆ กันก็เห็น แอพพ์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เรื่อง “สิทธิประโยชน์กลุ่มผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป” เชิญชวนให้ผู้สูงอายุใช้สิทธิเข้ารับการตรวจโรคและการป้องกันโรคตามสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคม

ก่อนหน้านั้นเมื่อเมษายนปีนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ 4) ซึ่งประเด็นที่ปรับแก้ไขส่วนใหญ่เน้นเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้สูงอายุเป็นหลักและเรื่องคุณภาพชีวิต ทั้งการออม การพัฒนาระบบกองทุน การมีอาชีพมีรายได้มากขึ้นหรือสามารถดำรงชีวิตในช่วงที่สูงวัยได้อย่างมีความพร้อมมากขึ้น การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างถ้วนหน้าทั้งในอาคารสถานที่ ยานพาหนะ เพิ่มแนวทางสนับสนุนผู้สูงอายุเข้าถึงแหล่งงานทั้งภาครัฐและเอกชนโดยการสร้างแรงจูงใจต่างๆ และกำหนดให้มีผู้คุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในการดูแลช่วยเหลือและการจัดทรัพย์สินสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง

เมื่อ 26 เมษายน 2565 ครม.อนุมัติหลักการจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษแก่ผู้สูงอายุที่ได้รับสิทธิสวัสดิการเบี้ยยังชีพในปีงบประมาณ 2565 เฉลี่ยรายละ 100-250 บาท ตามช่วงอายุ จำนวน 10,896,444 ล้านคน วงเงินรวม 8,348.16 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เมษายน-กันยายน 2565 ตามที่ พม. เสนอ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

และเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมก็มีข่าวบำนาญแห่งชาติที่จะให้ผู้สูงวัยเดือนละ 3 พันบาทซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารายงานศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสวัสดิการสังคม เรื่อง แนวทางการเสนอกฎหมายบำนาญแห่งชาติ และได้เห็นชอบรายงานดังกล่าว ให้สภาส่งต่อไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการ ซึ่งต่อมาเมื่อ 4 สิงหาคม พรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้เข้ายื่นหนังสือประกอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำนาญแห่งชาติและสวัสดิการผู้สูงอายุ พ.ศ. … ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้บรรจุร่างเข้าสู่ระเบียบวาระต่อไป ทั้งนี้ ต้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาก่อนเพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งในกรณีนี้คำนวณคร่าวๆ จากจำนวนผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพอยู่ในปัจจุบัน ประมาณ 11 ล้านคน ก็จะตกประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี

เท่าที่กล่าวมาแม้อาจมีปัญหาในภาคปฏิบัติที่ทำไม่ได้หรือผู้สูงวัยอาจไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หรืออาจจะไม่ได้เลย แต่ก็น่าดีใจที่ผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ลืมผู้สูงวัย ทั้งๆ ที่ผ่านมาช่วงโควิด-19 งานพัฒนาส่งเสริมและคุ้มครองผู้สูงอายุดูจะเงียบๆ ไปจนน่าเป็นห่วงว่าผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Advertisement

อย่างที่ทราบกันมานานแล้วว่า ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2548 หรือ 18 ปีมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2566 โดยจะมีประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ถึง 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หากแนวโน้มจำนวนประชากรสูงอายุที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ยังไม่มีแนวทางแก้ไข ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด โดยจะมีประชากรสูงอายุถึง 21 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30 หรือ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดของประเทศในอีก 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรลักษณะนี้ส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานลดลง และมีภาวะพึ่งพิงที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการสวัสดิการและบริการทางสาธารณสุขที่จำเป็นต่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

ที่สำคัญคือผู้สูงอายุจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้น ไม่ว่าจะจนหรือรวย เพราะจำนวนลูกหลานที่ลดน้อยลงนั้นจะไม่มีเวลามาดูแลหรือใกล้ชิดกับผู้สูงอายุมากเหมือนเดิม มิหนำซ้ำ โลกยุคใหม่มีอะไรๆ ที่ไม่เหมือนเดิมและเราคงต้องจับตามองเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อผู้สูงอายุจะได้ใช้ชีวิตยามชราได้อย่างมีความสุข

ตั้งแต่ก่อนประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะสังคมสูงอายุได้มีการจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 1       (พ.ศ.2525-2544) ขึ้น และได้ประกาศ “ปฏิญญาผู้สูงอายุไทย” แสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน จนมาถึงแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) ซึ่งประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์คือ (1) ยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ (2) ยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ (3) ยุทธศาสตร์ด้านระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ (4) ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ และ (5) ยุทธศาสตร์ด้านการประมวล พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุและการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ รวมทั้งรัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2553 และ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560 รวมทั้ง กำลังรอ ฉบับที่ 4 อยู่

เท่าที่ผ่านมางานหลายอย่างไม่ค่อยคืบหน้า มีนโยบายและมาตรการหลายอย่างที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ มาตรการบางอย่างก็ทำแค่ลวกๆ ให้ผ่านๆ ไป ผลงานไม่ถึงมือผู้สูงอายุ สิทธิประโยชน์ หรือการคุ้มครองผู้สูงอายุ หรือการส่งเสริมการขยายอายุเกษียณและการมีงานทำของผู้สูงอายุก็ไม่ไปถึงไหน

เมื่อปี 2560 วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ พม. ประเมินแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ พบว่า แม้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงอายุมาเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นกรอบในการดำเนินงาน แต่งานด้านผู้สูงอายุยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพเป็นยุทธศาสตร์ที่ผ่านการประเมินน้อยที่สุด (ร้อยละ 29) ในขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ผ่านการประเมินร้อยละ 47 และยุทธศาสตร์ที่ 3 ระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ผ่านการประเมินร้อยละ 36 ชี้ให้เห็นช่องว่างขององค์ความรู้และการดำเนินการใน 3 ด้านดังกล่าวว่ายังมีประเด็นปัญหาของการเข้าสู่สังคมสูงอายุอยู่อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมความพร้อม และระบบความคุ้มครองทางสังคม

จะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญของความสำเร็จหรือไม่สำเร็จในการปฏิบัติตามนโยบาย การพัฒนา ดูแล และคุ้มครองความสุขของผู้สูงอายุ คือองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาของผู้สูงอายุ และแนวทางนำไปปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จ สิ่งนั้นคืองานวิจัยด้านผู้สูงอายุ

ซึ่งเมื่อพูดถึงงานวิจัยด้านผู้สูงอายุ ผู้เขียนนึกถึงขาใหญ่ของวงการคือ มูลนิธิสถาบันวิจัยผู้สูงอายุไทย หรือชื่อย่อว่า มส.ผส.ซึ่งได้ดำเนินงานวิจัยด้านผู้สูงอายุอย่างเข้มแข็งมาได้ 15 ปีแล้ว (มส.ผส.ได้จัดตั้งขึ้นตามมติคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เมื่อ 27 กรกฎาคม 2549 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยและรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุทั้งไทยและต่างประเทศ และส่งเสริมการพัฒนารูปแบบการดำเนินการด้านผู้สูงอายุสำหรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทย ตลอดจนเผยแพร่ความรู้และวิทยาการเกี่ยวกับผู้สูงอายุให้แก่สังคมโดยรวม และได้รับอนุญาตจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิเมื่อ 11 เมษายน 2550) และเมื่อ 13 เมษายน ที่ผ่านมา มส.ผส.ได้รับรางวัลองค์กรภาคเอกชนที่ทำประโยชน์ด้านผู้สูงอายุดีเด่นประจำปี 2557 จาก พม.

เมื่อ 30 สิงหาคม มส.ผส.ได้จัดงานเปิดคลังความรู้ มส.ผส. 2565 “การเตรียมความพร้อมรอบด้านในสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ สู่สังคมไทยที่มีสุขอย่างยั่งยืน” ซึ่งน่าสนใจและเป็นประโยชน์มาก หนึ่งในรายการที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิจัยผู้สูงอายุคือการบรรยายโดยคุณศิรินทร์พรเตียวตระกูล หัวหน้าภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านการเตรียมรับสังคมสูงวัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งกล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมงานวิจัยด้านผู้สูงอายุของ วช.ในหัวข้อ “องค์ความรู้และงานวิจัยเป้าหมายที่ต้องไปต่อ เพื่อผู้สูงอายุไทย”

โดยสรุป ประเด็นที่ วช. เห็นว่าสำคัญมากและเป็นประเด็นท้าทายสังคมสูงวัยในปัจจุบันคือ โครงสร้างประชากร (ที่เปลี่ยนแปลงทำให้ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว) ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ (ป่วยเรื้อรัง ติดเตียง เหงาซึมเศร้า Long Covid) ด้านที่พักอาศัย (บ้านไม่ปลอดภัย “บริการสาธารณะ” สภาพแวดล้อม) เศรษฐกิจ (ความต้องการลงทุนน้อยลงและไม่มีเงินออม) ด้านสังคม (สังคมขาดความตระหนัก/เตรียมความพร้อม-ครอบครัวขนาดเล็กลง-คนมีบุตรน้อยลง-ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น/ขาดผู้ดูแล) และนวัตกรรมเทคโนโลยี (ก้าวตามเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วไม่ทัน) ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องผู้สูงอายุก้าวไม่ทันนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องไม่เล็กเพราะจะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยมากขึ้น เมื่อผู้สูงวัยปรับตัวไม่ทันโลกดิจิทัล (Digital lag) รวมทั้งการถูกหลอกลวงหรือหลอกใช้จำนวนมากขึ้น

ในประเด็นต่างๆ ดังกล่าว วช.ได้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานรองรับไว้อย่างขัดเจน เช่น ยุทธศาสตร์ที่ 2 ที่มีแผนงานที่สำคัญๆ คือ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถแก้ไขปัญหาท้าทาย และปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรมมีตัวอย่างโปรแกรมหรือแผนงานที่สำคัญ เช่น

โปรแกรม 9 “พัฒนาสังคมสูงวัยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยแยกเป็นกลุ่มเรื่องต่างๆ เช่น

กลุ่มเรื่อง การวิจัยและนวัตกรรมด้านการอยู่ร่วมกัน

กลุ่มเรื่อง การวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

การวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาผู้สูงอายุในภาคชนบทและเมืองให้มีศักยภาพในการพึ่งตนเอง มีคุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สังคม

การวิจัยและนวัตกรรมด้านการอยู่ร่วมกันของคนทุกช่วงวัย เป็นต้น

โดย วช.มีนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อน คือ

สนับสนุนให้ผู้สูงอายุคงอยู่ในที่อยู่อาศัยเดิมอย่างเหมาะสม (Ageing in Place)

สนับสนุนคนในครอบครัวที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ

สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต ส่งเสริมให้ อปท.และชุมชน ปรับปรุงสภาพแวดล้อม จัดบริการสาธารณะที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตนอกบ้านของผู้สูงอายุ

ส่งเสริมให้ อปท.และเครือข่ายในชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างกลไกเฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุ และ

ยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยและการดูแลผู้สูงอายุ

นับได้ว่า วช.มีแนวทางที่ชัดเจนในการส่งเสริมงานวิจัยด้านผู้สูงอายุที่จะตอบความต้องการของผู้สูงอายุและของประเทศต่อไป

ครับ เราจะไม่ทิ้งผู้สูงวัยไว้ข้างหลัง

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
[email protected]