หน้าแรก คอลัมนิสต์ มุมรัฐศาสตร์-...

มุมรัฐศาสตร์-มองนิติศาสตร์!

15.09.22 | 16:41 น.

ปัญหาการตัดสินคำร้องเรื่องการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 8 ปีหรือไม่นั้น ทำให้เกิดข้อถกเถียงต่างๆ อย่างมาก ด้านหนึ่งอาจจะต้องถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองของสังคมไทย เพราะการจะสร้างประชาธิปไตยโดยไม่ผ่านข้อถกเถียงและการเรียนรู้เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในอีกด้านหนึ่ง ข้อถกเถียงเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับวงวิชาการ โดยเฉพาะการเรียนการสอนเรื่อง “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” เพื่อที่นิสิตนักศึกษารุ่นหลังที่จะได้เรียนรู้ถึง “ความพิการ” ของรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างโดยคณะรัฐประหาร 2557 หรือที่อาจเรียกว่า “ฉบับมีชัย”

มุมมองรัฐศาสตร์

ในท่ามกลางข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น นักนิติศาสตร์ที่เป็น “นิติกรนายก” พยายามชี้ว่า การนับไม่ได้เริ่มต้นในปี 2557 แต่หากนักรัฐศาสตร์มองแล้ว ข้อถกแถลงอาจจะไม่ซับซ้อนด้วยภาษาทางกฎหมาย และเห็นชัดเจนว่าระยะเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีควรต้องเริ่มนับเมื่อคำสั่งแรกของการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์เกิดขึ้นในวันที่ 23 สิงหาคม 2557 เนื่องจากคำสั่งนี้มีความชัดเจนในตัวเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของพลเอกประยุทธ์ (มิใยต้องกล่าวถึงป้ายในหน่วยทหารที่ระบุวันเวลาชัดเจน)

เราลองคิดแบบสมมติ… จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีแล้วตามมุมมองของนักรัฐศาสตร์?

วิชา “หลักรัฐศาสตร์เบื้องต้น” มีคำสอนอย่างชัดเจนว่า หากการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ คณะรัฐมนตรีทั้งหมดเป็นอันสิ้นสุดลงตามไปอย่างไม่มีข้อยกเว้น

Advertisement

ถ้าคำตัดสินเช่นนี้จะทำให้การดำรงตำแหน่งของพลเอกประยุทธ์ ต้องสิ้นสุดลงเมื่อเวลา 24:00 น ของคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ซึ่งจะทำให้สถานะของคณะรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดไปด้วย และการสิ้นสุดของคณะรัฐมนตรีภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ถือเป็น “หลักการสากล” ของการเมืองในทุกระบบ กล่าวคือ เมื่อผู้นำสูงสุดของรัฐบาลต้องสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็ถือเป็นอันสิ้นสุดตามไปโดยปริยาย

ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามที่ตามมาอย่างแน่นอนคือ คณะรัฐมนตรีที่ดำรงอยู่ตั้งแต่วินาทีแรก (เวลา 00:01) ของวันที่ 24 สิงหาคม 2565 นั้น จะยังมีสถานะทางกฎหมายของความเป็นรัฐบาลอีกเพียงใด อันเนื่องมาจากสถานะของนายกรัฐมนตรีได้ยุติไปแล้วในทางรัฐศาสตร์ ประเด็นเช่นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “รักษาการ” ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างที่เป็นข้อถกเถียง เพราะผลที่เกิดขึ้นน่าจะใหญ่กว่านั้น เนื่องจากเกี่ยวพันกับอำนาจทางกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ยุติไปพร้อมกับนายกรัฐมนตรี

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การดำเนินการทุกอย่างของรัฐบาลจากวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา จะถือเป็น “โมฆะ” ในทางกฎหมายหรือไม่ เพราะสถานะของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงแล้ว ตัวอย่างเช่น บัญชีรายชื่อโยกย้ายนายตำรวจ บัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหาร ที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา จะถือว่าเป็นโมฆะตามไปด้วยหรือไม่ ประเด็นทางรัฐศาสตร์เช่นนี้เป็นคำถามที่ท้าทายอย่างยิ่ง อีกทั้งอาจจะต้องมีการประกาศย้อนหลังให้คณะรัฐมนตรีปัจจุบันเป็นรักษาการ และตามมาด้วยคำถามว่า ครม. รักษาการมีกรอบการดำเนินการที่อะไรทำได้ และอะไรทำไม่ได้ จะส่งผลโดยตรงให้สถานะของคำสั่งต่างๆ หลัง 24 สิงหาคม เป็นปัญหาในตัวเอง

การคิดถึงประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ด้วยมุมมองของวิชา “หลักรัฐศาสตร์เบื้องต้น” ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นถึงการมาของ “วิกฤตการเมืองไทย” อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างที่รัฐบาลทำหลัง 24 สิงหาคม จะมีประเด็นทั้งทางกฎหมายและการเมืองตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งคงต้องอาศัย “อภินิหารทางกฎหมาย” มาช่วยแก้ปมดังกล่าว

แต่ถ้าเกิดขึ้นดังที่กล่าวจริง ก็มิได้มีนัยว่าการเมืองไทยมาถึง “ทางตัน” และไม่มีความจำเป็นที่ต้องอาศัยทหารมาเป็น “เทศบาล” ล้างท่อตันด้วย “รถถัง” แต่อย่างใด หากจะต้องคิดในวิถีทางรัฐศาสตร์ว่า การเมืองในระบบรัฐสภาไม่มีทางตัน เพราะหากเกิดวิกฤตการเมืองในระบบรัฐสภา ก็ต้องยึดถือขั้นตอนของ “กระบวนการทางรัฐสภา” เป็นเครื่องมือในการตัดสิน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่กระนั้น สถานะของรัฐบาลหลัง 24 สิงหาคม ยังเป็นคำถามที่ต้องตอบดังประเด็นที่กล่าวแล้วในข้างต้น

มุมมองทางนิติศาสตร์

สมมติผลของคำตัดสินออกแบบด้านตรงกันข้าม… ด้วยการตีความทางกฎหมายให้นับเวลาเป็นอื่นตามที่ “นิติกรนายกฯ” นำเสนอในคำโต้แย้งดังที่ปรากฏในสื่อ โดยไม่ถือเอาคำประกาศในวันที่ 23 สิงหาคม 2557 เป็นเกณฑ์ ซึ่งจะส่งผลให้พลเอกประยุทธ์กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งทันที แต่ก็อาจจะกลายเป็นการเติม “เชื้อไฟ” ให้แก่การต่อต้านรัฐบาล กล่าวคือ คำตัดสินเช่นนั้นจะเป็นจุดตั้งต้นของวิกฤตการเมืองได้ไม่ยาก

แม้กลุ่มผู้นำทหารที่มีอำนาจทางการเมืองอาจจะเชื่อว่า กลุ่มต่อต้านรัฐบาลไม่มีความเข้มแข็งมากพอจะขับเคลื่อน “ม๊อบบนถนน” และแรงต่อต้านรัฐบาลยังไม่มากพอที่จะพา “คนลงถนน” ได้เป็นจำนวนมาก หรือเป็นสภาวะ “จุดไม่ติด” อีกทั้ง กลุ่มผู้มีอำนาจเหล่านี้เชื่อมาโดยตลอดว่าการ “จับกุมคุมขังและลงโทษหนัก” ด้วยมาตรการทางกฎหมายนั้น ได้สร้างให้เกิด “บรรยากาศแห่งความกลัว” ในสังคม จนทำให้คนไม่กล้าลงถนน และจบลงด้วยการอยู่ต่อในอำนาจของพลเอกประยุทธ์อย่างปลอดภัยด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย

แต่ถ้าเราลองคิดในด้านกลับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้คนจำนวนมากในสังคมไม่ยอมรับกับคำตัดสินทางกฎหมายที่ให้พลเอกประยุทธ์ได้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ การเห็นต่างของประชาชนในวิชา “จิตวิทยาการเมือง” เช่นนี้ เป็นประเด็นที่ไม่อาจละเลยได้ และภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดของทุกรัฐบาล ไม่ใช่มาจากพรรคฝ่ายค้าน แต่เป็นภาวะที่ผู้นำไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ทางการเมืองของคนในสังคม และพยายามเดิน “ฝ่ากระแสอารมณ์” ของความไม่พอใจดังกล่าวด้วยการละเลยสิ่งเหล่านี้ โดยมีความเชื่อประการเดียวว่า รัฐบาลยังสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ ทั้งที่ “กระแสอารมณ์ทางการเมือง” ของคนในสังคมเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งความไม่เข้าใจอารมณ์ทางการเมืองของสังคมเป็นจุดเปราะบางต่อความอยู่รอดของทุกรัฐบาลเสมอ

มุมมองสุดท้าย

สุดท้ายนี้คงไม่ใครคาดเดาได้ว่า คำตัดสิน “คดี 8 ปี” จะ “จบบนศาล” หรือจะ “จบบนถนน” แต่ก็หวังว่าจะ “ไม่จบบนรถถัง” แล้วพาเรากลับไปดูหนังเก่าที่น่าเบื่อสุดๆ เช่นในปี 2557 อีกครั้ง!