เมื่อถึงวันเกิด เราอาจจะบริจาคเงินจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ผมพยายามบริจาคเงินทุกเดือนในจำนวนที่ไม่มากนัก ผู้ที่ผมอยากช่วยมักเป็นผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นจากภัยธรรมชาติหรือภัยจากน้ำมือมนุษย์ เช่น ผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในเมียนมา ในยูเครน ฯลฯ นอกจากนี้ ผู้ที่ผมอยากช่วยอาจเป็นเด็กผู้ขาดโอกาสที่จะพัฒนาตนตามศักยภาพที่มี ส่วนภรรยาของผมสงสารสัตว์ และมักบริจาคเงินเพื่อช่วยสัตว์เลี้ยงที่ถูกทอดทิ้ง หรือเพื่อปกป้องสัตว์ป่าจากการถูกเบียดเบียน
นักปรัชญาด้านจริยศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอเมริกา คงจัดให้เราสองคนอยู่ในประเภทผู้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่มีประสิทธิผล (non-effective altruists) เพราะทำแบบสะเปะสะปะโดยไม่คิดติดตามผล นักปรัชญาผู้นั้นมีชื่อว่า ปีเตอร์ ซิงเกอร์ ผู้เผยแพร่จริยศาสตร์แห่งการช่วยเหลือผู้อื่นจนความคิดของเขาได้ถูกนำมาประยุกต์เป็นขบวนการที่มีชื่อว่า “การทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผล” ซึ่งหลักการก็คือ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” หลักการนี้ใช้เป็นชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของเขา (ปี พ.ศ. 2559) ซึ่งเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และพชร บุญผาติ แปลเป็นไทยโดยใช้ชื่อว่า “จริยศาสตร์แห่งการช่วยเหลือผู้อื่น” ซึ่งถอดความจากชื่อเต็มของหนังสือว่า “The Most Good You Can Do: Altruism is Changing Ideas About Living Ethically”
ปีเตอร์ ซิงเกอร์ เขียนบทความฉบับแรก ๆ ฉบับหนึ่งที่ได้นำเสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งตีพิมพ์ในปีต่อมา เป็นบทความที่ถูกอ้างอิงและตกเป็นหัวข้อการถกเถียงและการวิจารณ์เรื่อยมา บทความนั้นมีชื่อว่า “ความอดอยาก ความมั่งคั่ง และศีลธรรม” (Famine, Affluence, and Morality” ซึ่งเนติวิทย์อีกนั่นแหละที่แปลเป็นภาษาไทย ในขณะที่เขาเขียนบทความนั้น ชาวเบงกอลจำนวนมากได้ลี้ภัยจากปากีสถานตะวันออกเข้าไปอยู่ในอินเดีย ท่ามกลางสงครามแบ่งแยกปากีสถานตะวันออกออกจากปากีสถานตะวันตก ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก รัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือเป็นเงินมากกว่าประเทศอื่น ๆ คือ อังกฤษ แต่เงินบริจาคจำนวน 14.75 ล้านปอนด์ของอังกฤษแทบจะไม่พอที่จะช่วยผู้ลี้ภัยให้มีอาหารกินได้สักวัน ต่อมารัฐบาลอินเดียได้อ้างเหตุจากการลี้ภัยนี้ เพื่อเข้าแทรกแซงทางทหาร สงครามจึงสงบลงและผู้ลี้ภัยได้กลับสู่ประเทศที่ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2514 ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นบังคลาเทศจนทุกวันนี้ (ส่วนชาวโรฮีนจาประมาณแปดแสนคนที่ลี้ภัยจากเมียนมาเข้ามาอยู่ในบังคลาเทศในขณะนี้ ไม่มีทีท่าว่าจะกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมของตนในรัฐยะไข่ได้เมื่อไร หรือไม่)
ข้อเสนอให้โต้เถียง (argument) ของซิงเกอร์ในบทความของเขาคือ ปฏิกิริยาของประชาชนในประเทศที่มั่งคั่งต่อกรณีที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นการลี้ภัยของชาวเบงกอลในปี 2514 (หรือของชาวโรฮีนจาในปัจจุบัน) นั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในเชิงศีลธรรม สมมุติฐานของซิงเกอร์คือ ความทุกข์และความตายอันเกิดแต่การขาดอาหาร ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาลนั้นชั่วร้าย ดังนั้น ข้อเสนอให้โต้เถียงข้อต่อไปของซิงเกอร์ก็คือหลักการที่ว่า “ถ้าเรามีอำนาจที่จะทำสิ่งใดก็ตามที่จะป้องกันมิให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้น โดยไม่ต้องเสียสละอะไรที่มีความสำคัญพอ ๆ กันในทางศีลธรรม เราพึงทำสิ่งนั้นโดยหลักศีลธรรม” หลักการนี้ไม่คำนึงถึงการอยู่ใกล้หรือไกล ไม่มีข้อแตกต่างระหว่างกรณีที่บุคคลที่เราสามารถช่วยได้จะเป็นเด็กเพื่อนบ้านหรือเป็นชาวเบงกอลที่เราไม่รู้จักชื่อที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นกิโลเมตร ในเมื่อโลกได้กลายมาเป็นเสมือนหมู่บ้านเดียวกันแล้ว องค์กรที่บรรเทาความอดอยากสามารถนำความช่วยเหลือไปให้ผู้ลี้ภัยชาวเบงกอลได้อย่างมีประสิทธิผลพอ ๆ กับการนำความช่วยเหลือไปให้คนที่อยู่ในละแวกใกล้ ๆ นี้ การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งข้อคำนึงทางภูมิศาสตร์จึงไม่มีเหตุผลรองรับ
ข้อเสนอให้โต้เถียงของซิงเกอร์นัยยะว่า เราต้องทบทวนการจำแนกตามประเพณีนิยมระหว่างหน้าที่ทางศีลธรรมกับการกุศล การบริจาคเงินมักถือเป็นการกุศล และการไม่บริจาคก็ไม่ถือว่าผิดอะไร คนใจบุญย่อมได้รับความชื่นชม แต่คนที่ไม่ทำบุญก็ไม่ถูกตำหนิ เขาไม่รู้สึกผิดด้วยซ้ำถ้าจะไปซื้อเสื้อตัวใหม่หรือรถคันใหม่แทนที่จะบริจาคเงินเพื่อช่วยบรรเทาความอดอยาก แต่ตามหลักการที่ซิงเกอร์เสนอก็คือ ถ้าเราพึงบริจาคเงิน การไม่ทำเช่นนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิด
เป็นธรรมดาที่จะมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการทบทวนแบบแผนทางศีลธรรมอย่างขนานใหญ่อย่างที่ซิงเกอร์เสนอ คนส่วนใหญ่จะสงวนการประณามทางศีลธรรมก็แต่ในกรณีการละเมิดปทัสถานทางศีลธรรมที่ชัดแจ้ง เช่นการลักขโมย แต่จะไม่ตำหนิคนที่ชอบของฟุ่มเฟือยมากกว่าการบริจาคเงินเพื่อบรรเทาความอดอยาก แต่ซิงเกอร์ก็คิดว่าข้อเสนอให้โต้แย้งของเขาเป็นเรื่องของหลักการ ไม่เกี่ยวกับว่าคนจำนวนมากหรือจำนวนน้อยจะมีข้อตัดสินทางศีลธรรมอย่างไร อย่างไรก็ดี ในโลกที่มีสถานการณ์อันเลวร้ายมากมายหลายแห่ง ข้อเสนอของเขาก็ไม่ได้หมายความให้เรามาทำงานเต็มเวลาเพื่อบรรเทาความอดอยากหรือความทุกข์ยากอื่น ๆ การทำงานเกินกำลังกลับจะบั่นทอนประสิทธิผลของเราด้วยซ้ำไป กระนั้น ข้อเสนอที่ยังใช้ได้คือ เราพึงป้องกันความทุกข์ยากให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย “ไม่ต้องเสียสละอะไรที่มีความสำคัญพอ ๆ กันในทางศีลธรรม”
เมื่อกล่าวถึงบทความที่เป็นเหมือนปฐมบทของซิงเกอร์แล้ว ขอกล่าวถึงหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่นำมาอ้างถึงในตอนต้นของบทความนี้บ้าง แต่ก่อนอื่น ผมมีข้อเสนอให้โต้แย้งกับผู้แปลหนังสือที่เลือกชอบคำว่า “ประสิทธิภาพ” มากกว่าคำว่า “ประสิทธิผล” ที่นำมาขยายคำว่า “การทำเพื่อผู้อื่น (altruism)” บรรณาธิการแปลอ้างไว้ในบันทึกท้ายเล่มว่า “ซิงเกอร์ตั้งใจไว้ที่สรุปคร่าว ๆ ได้ว่า การทำความดีต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุด” ผมเข้าใจว่าประโยชน์นั้นให้ดูที่ผล ในความหมายที่กว้างและไกล จึงน่าจะตรงกับคำคุณศัพท์ว่าประสิทธิผล ส่วนการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าจะตรงกับคำว่าประสิทธิภาพ ซึ่งน่าจะมีน้ำหนักรองลงไป ถ้าจะให้ดีก็ต้องมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ในเมื่อผู้เขียนใช้คำว่า effective ซึ่งมีศัพท์บัญญัติว่าประสิทธิผล ก็ควรเคารพการเลือกใช้คำของผู้เขียน
หนังสือ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” มีเรื่องเล่าหลายเรื่อง ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าการทำให้ดีที่สุดนั้นมีได้หลากหลายวิธี และในหลากหลายประเด็น เพียงการอ่านเรื่องเล่าเรื่องแรกผมก็ตะลึงงัน ทำไมหนอผมจึงไม่เคยคิดเรื่องทำนองนี้มาก่อน นักศึกษาหนุ่มชื่อแมตต์ เวช เขาคิดได้อย่างไร เขาได้ลองคำนวณว่าตลอดชั่วชีวิตเขาจะช่วยชีวิตคนได้จำนวนเท่าไร สมมุติว่าเขามีรายได้ตามค่าเฉลี่ยของคนอเมริกัน และบริจาคเงิน 10% ของรายได้ให้องค์กรที่แจกมุ้งอย่างมีประสิทธิผลเพื่อป้องกันการตายของเด็กจากโรคมาเลเรีย เขาพบว่าถ้าทำตามนี้จะช่วยชีวิตคนได้กว่าร้อยชีวิตเลยทีเดียว “ราวกับว่าคุณเห็นตึกกำลังไฟไหม้ แล้วคุณไปเตะประตูและพาคนเป็นร้อยออกมา มันยอดเยี่ยมจริง ๆ ผมสามารถทำความดีได้มากขนาดนี้เชียวหรือ” หลังจบปริญญาตรี เขาได้ทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่เขาไม่เลือกเดินทางนี้ กลับคิดบุกเบิกความคิดใหม่ เขาไม่เลือกที่จะทำงานเป็นอาจารย์ ทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยเปิดทางให้ แต่กลับเลือกประกอบอาชีพในแวดวงวอลสตรีท ได้เงินเดือนสูงและสามารถบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลได้มากกว่า 10 % ของเงินเดือนอาจารย์ หลังจากทำงานได้หนึ่งปี เขาได้บริจาคเงินให้องค์กรการกุศลที่มีประสิทธิผลสูงเป็นเงินในหลักล้านดอลลาร์ และสามารถช่วยชีวิตคนเป็นร้อย ๆ ไม่ใช่จากการทำงานชั่วชีวิต หากทำงานภายในหนึ่งหรือสองปีแรกเท่านั้น และเขาจะทำได้ดีกว่านี้อีกในทุก ๆ ปีหลังจากนั้นด้วย
คำถามถัดไปคือ “จะบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลองค์กรไหนดีละ” ในปี 2549 โฮลเดน คานอฟสกี กับ เอลี ฮัสเซนเฟลด์ ได้ติดต่อองค์กรการกุศลจำนวนมากเพื่อถามว่าจะเอาเงินบริจาคไปทำอะไรบ้าง พวกเขาได้โบรชัวร์และภาพเด็กยิ้มแย้มกลับมามากมาย แต่ไม่มีข้อมูลว่าทำอะไรสำเร็จบ้างด้วยราคาเท่าไรกลับมา พวกเขาจึงก่อตั้งองค์กร Givewell ขึ้น เพื่อยกระดับการประเมินค่าองค์กรการกุศลขึ้นมาใหม่ ถ้ามีคนที่ปฏิบัติตามคำแนะนำในเว็บไซต์ของ Givewell มากพอ องค์กรการกุศลหลายองค์กรคงจะเริ่มเล็งเห็นว่า ความโปร่งใสและการแสดงประสิทธิผล จะช่วยให้มีผู้บริจาคแก่องค์กรของตนเพิ่มขึ้น เพราะเขาที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของการประเมินประสิทธิผล คาดว่าในปี 2556 เงินบริจาคแก่องค์กรที่อยู่ในลำดับต้น ๆ จะมีราว 17 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกันกับการก่อตั้ง Givewell โทบี ออร์ด กับวิลล์ แม็กอัสกิลล์ ได้ก่อตั้งองค์กรชื่อว่า “Give What we can” โดยเหล่าสมาชิกจะต้องปฏิญาณตนว่า จะบริจาคเงินเดือนไม่น้อยกว่า 10 % ให้แก่องค์กรที่ทำงานอย่างมีประสิทธิผลในการบรรเทาทุกข์ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ แม็กอัสกิลล์ยังมีแนวคิดอีกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว คนคนหนึ่งมีเวลา 80,000 ชั่วโมงในการทำอาชีพการงานในชั่วชีวิตของตน เขาจะใช้ 80,000 ชั่วโมงนี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร เขาจึงร่วมก่อตั้งองค์กรที่ใช้ชื่อว่า 80,000 ชั่วโมง ซึ่งทำหน้าที่วิจัยเกี่ยวกับอาชีพการงานต่าง ๆ เพื่อจะได้แนะนำว่างานใดน่าจะเหมาะสมกับผู้ใดบ้าง ขณะเดียวกันก็เป็นงานที่มีประสิทธิผลในด้านการทำความดีเพื่อผู้อื่นได้มากกว่าด้วย องค์กร 80,000 ชั่วโมงจะช่วยประเมินว่าปัญหาที่คนคนหนึ่งต้องการแก้ไขนั้นกว้างใหญ่เพียงใด ถูกละเลยหรือไม่ และโอกาสที่จะแก้ไขได้มีมากน้อยเพียงใด ในการให้คำแนะนำ จุดเน้นอยู่ที่ว่า ถ้าเลือกอาชีพการงานหนึ่ง ความดีที่จะได้ทำมีมากขึ้นเพียงใดเมื่อเทียบกับการงานอีกงานหนึ่ง “ความดีสูงสุดจริง ๆ” คงประเมินได้ยากมาก ๆ จึงไม่ใช่จุดเน้น หากเน้นความดีที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบระหว่างสองทางเลือกเท่านั้น ในปี 2554 องค์กร Give What We Can และ 80,000 Hours ตัดสินใจที่จะทำงานร่วมกันภายใต้ “องค์กรร่ม”เดียวกัน และเลือกใช้ชื่อว่า “ศูนย์การทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผล” (The Centre for Effective Altruism)
ผู้ที่ทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผลส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว คือเติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ในคริสต์สหัสวรรษนี้ พวกเขาเป็นนักปฏิบัตินิยม มิใช่นักบุญ คือใช้ชีวิตอยู่กลาง ๆ ระหว่างการมีจริยธรรมหลวม ๆ กับการมีจริยธรรมที่เคร่งครัด พวกเขาไม่เห็นจะต้องรู้สึกผิดถ้าทำได้พอประมาณโดยไม่เคร่งครัดนัก เพียงแต่อยากให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น บ้าง อยากให้ความทุกข์ยากในปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้วบ้าง
เงินบริจาคของคนอเมริกันส่วนใหญ่เป็นผลมาแต่การตอบสนองต่อความรู้สึก เช่น เมื่อเห็นภาพเด็กขาดอาหาร สัตว์ถูกทารุณ หรือป่าถูกทำลาย เขาก็อยากช่วย แต่เจตจำนงของขบวนการ “ทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผล” คือมุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงแบบแผนการบริจาคดังเช่นที่กล่าวมา ทั้งนี้ โดยการกระตุ้นให้องค์กรการกุศลคำนึงถึงประสิทธิผล และแสดงความมีประสิทธิผลของตน เช่น ประสิทธิผลในการลดความทุกข์และความตายจากการอดอยาก มากกว่าการแสดงภาพที่สะเทือนใจ
องค์กรการกุศลขนาดใหญ่หลายแห่งคิดว่า เราไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า เหตุมุ่งหมาย (cause) ใดมีความสำคัญมากที่สุด หรือไม่เชื่อว่าจะสามารถให้เหตุผลจนตอบได้ว่าควรมุ่งสนับสนุนเหตุมุ่งหมายใดโดยเฉพาะ ดังนั้น ในเมื่อใช้เหตุผลไม่ได้ ก็ควรใช้ใจ ใช้อารมณ์ความรู้สึก เช่น เราน่าจะช่วยคนที่อยู่ใกล้ตัวก่อน ช่วยคนที่มีเชื้อสายเดียวกับเราก่อน ควรทำบุญกุศลเผื่อไว้สำหรับชาติหน้า หรือถ้าเราไว้ใจใครหรือองค์กรใดก็สนับสนุนการทำความดีของเขาโดยไม่ต้องมัวตรวจสอบว่าความดีที่เขาทำได้ผลมากน้อยเพียงใด ฯลฯ ขบวนการทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผลชักชวนให้เราคิดไตร่ตรองก่อนการบริจาค แล้วจึงบริจาคผ่านองค์กรที่มีประสิทธิผลที่ทำได้ดีเพื่อเหตุมุ่งหมายที่ดีในทัศนะของเรา
แล้วเหตุมุ่งหมายที่ควรสนับสนุนมีอะไรบ้าง การที่เราให้คำตอบที่ไม่เหมือนกันสำหรับคำถามนี้มิได้หมายความว่าไม่มีคำตอบ เพราะคนที่เลือกคำตอบควรเป็นคนที่ลงมือทำ ไม่ว่าจะทำโดยการบริจาค หรือโดยการสนับสนุนการบริจาคที่มีผลเชิงประจักษ์รองรับ อย่างเช่น แมตต์ เวชที่กล่าวถึงแล้ว เขาเลือกบริจาคให้องค์กรที่นำมุ้งไปแจกให้ถึงครอบครัวในบริเวณที่ยุงเป็นพาหะของมาเลเรีย อย่างเช่นผู้ก่อตั้ง “ศูนย์การทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผล” ซึ่งให้เป็นองค์กร “อภิการกุศล” ที่ศึกษาประสิทธิผลขององค์กรการกุศลแล้วชักชวนให้บริจาคแก่องค์กรที่จัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของความมีประสิทธิผล
หนังสือ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” ยังมีเรื่อ
เล่าอื่น ๆ อีก เช่น เกี่ยวกับคนหนุ่มสาวที่เลือกเหตุมุ่งหมายในการลดพยาธิในลำไส้เด็ก หรืออีกกลุ่มหนึ่งลดการตาบอดด้วยเหตุที่รักษาได้ เช่น ริดสีดวงตา บางคนเห็นถึงความทุกข์ของปศุสัตว์ที่เลี้ยงในคอกที่แคบอย่างยิ่งเหมือนเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อเปลี่ยนสิ่งที่กินให้เป็นอาหารของคนเท่านั้น เหตุมุ่งหมายที่เป็นนามธรรมก็สำคัญ หลายคนพร้อมต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และความรู้ และแม้แต่เพื่องานศิลปะ ผมเองชื่นชมองค์กรที่สามารถเพิ่มจำนวนคนที่เข้าถึงน้ำสะอาด เข้าถึงห้องน้ำสะอาด หรือสามารถเพิ่มจำนวนคนที่รู้จักล้างมือก่อนการเปิบข้าว เป็นต้น อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่านักปรัชญาอย่าง ปีเตอร์ ซิงเกอร์ ให้ความสำคัญสูงสุดแก่การป้องกันการตายก่อนวัยอันควร ต่อการลดความอดอยากในระดับโลก และต่อการลดทอนผลกระทบจากภาวะโลกร้อนต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์
ประเทศอเมริกามีองค์กรการกุศลนับล้าน ประเทศไทยมีสักเท่าไรก็ไม่ทราบ แต่ถ้าองค์กรการกุศลหมายถึงองค์กรที่กรมสรรพากรอนุญาตให้ผู้นำเงินไปบริจาค สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ละก็ เราจะมีองค์กรการกุศล 1011 องค์กร โดยคร่าว ๆ องค์กรเหล่านี้ตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เพื่อการศาสนา บางองค์กรมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษา การแพทย์และสุขภาพ หรือมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือ เด็ก เยาวชน คนพิการ เป็นต้น
เงินที่คนอเมริกันบริจาคเพื่อการกุศลมีประมาณปีละ 2 แสนล้านดอลลาร์ และอีก 1 แสนล้านบริจาคให้องค์กรศาสนา สำหรับประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติแจงว่า คนไทยบริจาคเงินเป็นค่าอาหาร/ของถวายพระ/ไหว้เจ้า และบริจาคเงินทำบุญ ซื้อของให้แก่องค์กรต่าง ๆ และเงินที่จ่ายเพื่อการกุศล รวมทั้งประเทศในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากประมาณ 9.4 หมื่นล้านบาทในปี 2552 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยทางเศรษฐกิจ (nominal GDP) ที่ 6.0% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน
เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของรายจ่ายเพื่อการทำบุญต่อรายได้ครัวเรือนในระดับรายได้ต่าง ๆ พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนรายจ่ายเพื่อการกุศลต่อรายได้สูงกว่า โดยในปี 2560 คนรายได้สูง 10% แรกมีสัดส่วนรายจ่ายเพื่อการกุศลอยู่ที่ 1.4% ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด 10% สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 5.1% มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ
ครัวเรือนในต่างจังหวัดมีรายจ่ายเพื่อการกุศลมากกว่าครัวเรือนในกรุงเทพฯ
ครัวเรือนที่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรมีรายจ่ายเพื่อการกุศลมากกว่าครัวเรือนนอกภาคเกษตร
ครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุจะมีรายจ่ายเพื่อการกุศลมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มี
ครัวเรือนที่หัวหน้าครอบครัวมีการศึกษาสูงกว่าจะมีรายจ่ายเพื่อการกุศลน้อยกว่า
ก็แล้วแต่จะนำไปคิดนะครับ
ที่อังกฤษ เขามี “ศูนย์การทำเพื่อผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผล” ดูเหมือนว่าประเทศเรายังไม่มีศูนย์ในทำนองนี้ อย่างไรก็ดี ที่พอใกล้เคียงบ้างก็มี เช่น องค์กรที่ทำหน้าที่เหมือนตัวกลาง เป็น”สะพาน” ให้การทำบุญถึงมือผู้อดอยากได้ดีขึ้น ตัวอย่างคือ มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา ที่ชวนคนไทยทำความรู้จักโครงการ ‘ปันกันอิ่ม’ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ ‘ฉลาดทำบุญวิถีสร้างสุขภาวะทางสังคม’ ชวนคนไทยทำบุญวิธีใหม่ ด้วยการฝากเงินค่าอาหารไว้กับร้านที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ร้านอาหารเป็นสะพานบุญ ส่งต่อและแบ่งปันอาหารให้แก่ผู้ที่ต้องการ และยังมีมูลนิธิกระจกเงาซึ่งมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่งานด้านสิทธิมนุษยชน งานด้านสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ งานพัฒนาอาสาสมัครและการแบ่งปันทรัพยากร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และการใช้ชีวิต โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งบนสังคมออนไลน์ สังคมเมืองและสังคมชนบท ด้วยวิธีคิด คือ การสร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคม
ในการบริจาคผ่านองค์กรที่น่าเชื่อถือดังตัวอย่างข้างต้น เราเชื่อว่าเงินบริจาคจะตกถึงกลุ่มเป้าหมาย คือผู้ยากไร้ ในกรณีนี้ เราเป็นเพียงผู้บริจาครายย่อย ๆ ที่ซิงเกอร์บอกว่ามีผลการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก แล้วคนไทยที่มีเงินมากหน่อยเขาบริจาคอย่างไรเล่า เข้าใจว่าเขาเลือกบริจาคทำบุญให้วัดหรือโรงพยาบาลเป็นสำคัญ ดังตัวอย่างของคุณจุน-คุณสุนทรี วนวิทย์ และครอบครัว ผู้เป็นเจ้าของบริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ได้บริจาคเงิน 900,000,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าประทับใจคือกรณีของคุณป้าชาวจังหวัดกาญจนบุรีวัย 78 ปีคนหนึ่ง ที่ได้นำเอาเงินเก็บทั้งชีวิต จำนวน 1,400,000 บาท มาถวายแก่เจ้าคุณกิตติสุวัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม (พระอารามหลวง) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของลูกสาวที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ท่านเจ้าคุณแนะนำให้ไปบริจาคแก่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นโรงพยาบาลที่รับดูแลผู้ป่วยอยู่จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า ผู้บริจาคได้ทำตามคำแนะนำ และโรงพยาบาลได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อเครื่องช่วยหายใจและปรับปรุงอาคารสถานที่ต่อไป อนึ่ง พระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต ได้กล่าวในการแสดงธรรมก่อนฉันเช้าเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2565 ไว้ว่า “อย่าไปรอหวังว่าลูกหลานเขาจะทำบุญอุทิศไปให้เราเมื่อเราตายไปแล้ว เราสร้างบุญทำบุญเสียแต่วันนี้ ทำความดี มีศีลมีธรรม เอื้อเฟื้อเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่น แล้วก็ละเว้นความชั่ว บุญที่สร้างนี้ก็จะทำให้เรามีความสุขทั้งในวันนี้ และในโลกหน้าด้วย” อย่างไรก็ดี ซิงเกอร์ขอให้เราคิดเชิงไตร่ตรองด้วยว่า ทำบุญหรือบริจาคเงินช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไร จึงจะมีประสิทธิผล หรือมีผลดีต่อกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
อันที่จริง สังคมไทยควรมีนวัตกรรมที่มีประสิทธิผล โดยมีจริยธรรมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโดยไม่เบียดเบียนตัวเราเอง จริยธรรมเช่นนี้หมายความว่าเราควรเปลี่ยนมุมมอง จากการที่เราเรียกสปีชีส์ของเราว่า “มนุษย์ฉลาด” (Homo Sapiens) มาเป็น “มนุษย์ผู้มีจริยธรรม” (Homo Ethicus) โดยมีเหตุมุ่งหมายสุดท้าย คือ การลดความเสี่ยงที่มนุษย์จะใช้ความฉลาดเข้าทำร้ายกัน จนจะสูญพันธุ์กันไปเอง
โคทม อารียา

