หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิพิธภัณฑ์/เม...

พิพิธภัณฑ์/เมือง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

20.09.22 | 09:57 น.
พิพิธภัณฑ์/เมือง หลายเดือนก่อนมีการจุดกระแสเรื่องของการย้ายหน่วยงาน

หลายเดือนก่อนมีการจุดกระแสเรื่องของการย้ายหน่วยงานต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ศาลาว่าการหนึ่ง (เสาชิงช้า) ไปรวมไว้ที่ศาลาว่าการหลังใหม่ที่เรียกว่ากรุงเทพมหานครสอง หรือดินแดง

ความจริงแล้วหน่วยงานจำนวนมากก็ย้ายไปแล้ว แต่ยังมีหลายหน่วยงานที่ยังไม่ได้ย้ายไป ที่ดูคร่าวๆ จะเป็นในส่วนของฝ่ายแผนและฝ่ายสำนักเลขาฯ ของผู้บริหาร กทม. หรือผู้ว่าฯกทม.นั่นเอง

นอกจากนี้แล้วในกรอบนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้ ทางผู้บริหารใหม่มองว่าจะปรับพื้นที่เดิมให้เป็นพิพิภัณฑ์ เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงแนวคิดที่เรียกว่า “พื้นที่ที่สาม” หรือพื้นที่ที่ไม่ใช่บ้าน และที่ทำงาน ซึ่งอธิบายคร่าวๆ ก็คือพื้นที่ที่รวมเอาข้อดีๆ ที่สองอย่างแรกไม่มีมาไว้ด้วยกันนั่นแหละครับ

แต่คงจะต้องถกเถียงกันไปอีกนานว่าแนวคิดพื้นที่ที่สามในทางการออกแบบที่มักจะถูกช่วงชิงไปให้ความหมายใหม่ในธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ราคาแพง จะเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง “พื้นที่สาธารณะ” ที่ไม่ได้พูดแต่ความสะดวกสบายของปัจเจกชนในโลกดิจิทัลมาสู่พื้นที่แห่งการถกเถียง และใช้ชีวิตร่วม รวมทั้งการสร้างความเป็นสาธารณะที่มีนัยยะทางการเมือง และการปลดปล่อยสังคมอย่างไร

เพราะในอีกด้านหนึ่งพื้นที่สาธารณะในบ้านเราก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดและครอบงำจากราชการไปจนกลายเป็นเรื่องของการต้องได้รับการอนุญาตใช้เป็นหลักกว่าการใช้และการสร้างสรรค์การใช้ของผู้คน

Advertisement

สิ่งแรกที่น่าจะมาอภิปรายกันก็คือหน่วยงานบริหารเมืองนั้นจำเป็นต้องมีที่ทำงานอยู่ที่เดียวในเมืองจริงหรือไม่

คำตอบก็คือในมุมของหน่วยงานมันก็คงจะดี เพราะว่าจะได้ติดต่อประสานงานกันได้ง่าย

แต่อย่าลืมว่าคำตอบแบบนี้เป็นคำตอบที่มาจากมุมมองของหน่วยงานเองเสียเป็นส่วนมาก คำถามที่ท้าทายคือ หน่วยงานมันกระจัดกระจายกันไปในเมืองหนึ่งๆ แล้วมันจะไม่มีประสิทธิภาพเชียวหรือ

คำตอบก็คงเป็นว่าไม่ขนาดนั้นหรอกครับเพราะว่าระบบเทคโนโลยีในสมัยนี้ก็ทำอะไรได้ไม่น้อยในการเชื่อมโยงสื่อสารกันได้

หรืออย่างในปัจจุบัน หน่วยงานมากมายของ กทม.เองก็กระจัดกระจายกันอยู่ บางส่วนก็ฝากเอาไว้ในอาคารสำนักงานเขตหลายแห่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ และมีพื้นที่พอที่จะเข้าไปอยู่ รวมกระทั่งเงื่อนไขบางอย่างที่ข้าราชการเองก็นำมาใช้ อาทิ เรื่องของสำนักเทศกิจที่ยังอยู่แถววัดประยูรฯ ด้วยคำอธิบายว่า เทศกิจ ยังต้องดูเรื่องคลองในฝั่งธน เป็นต้น

การตอบคำถามว่า หน่วยงานกระจายกันอยู่หรือควรจะอยู่ในพื้นที่เดียวมันจะตอบได้ก็ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างและภารกิจของ กทม.เองด้วย ว่าควรจะมีกี่หน่วยงานในระดับสำนัก และงานจำนวนหนึ่งควรกระจายลงไปให้เขตมากขึ้นหรือไม่

ประการที่สอง สังคมแบบรัฐราชการไทยไม่ว่าระดับไหนก็มักจะเอาความสะดวกของคนมีอำนาจเป็นหลักมากกว่าประชาชนผู้ติดต่อราชการทั้งนั้น และถ้ายังใช้คำว่า “ติดต่อราชการ” เป็นหลัก ก็จะคิดคล้ายกันคือการย้ายหน่วยงานก็เพื่อความสะดวกสบายในการทำงานของราชการมากกว่าความสะดวกสบายในการเข้าถึงของประชาชน

ดูตัวอย่างชัดๆ ก็คือ การย้ายศาลากลางจังหวัด และที่ว่าการอำเภอ ออกจากตลาดไปอยู่นอกเมืองที่รถโดยสารยังไม่ถึง

กรุงเทพมหานครเองก็ไม่น้อยหน้า ขนาดสำนักงานเขตบางนาเองก็ย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่รถประจำทางไปไม่ถึง เป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากๆ

ตัวอย่างศูนย์ราชการที่อยู่ขอบกรุงเทพฯก็เป็นอีกเงื่อนไขที่เราเห็น

ต้องตั้งหลักกันก่อนว่าศูนย์ราชการไม่ใช่สนามบิน ไม่ต้องสร้างไกลจากชุมชน

คำถามจึงย้อนกลับมาว่า ศูนย์ราชการใหม่ที่ดินแดงนั้นประชาชนเข้าถึงได้ง่ายแค่ไหนแน่นอนว่ามีรถเมล์บางสายผ่าน แต่ไม่ได้สะดวกสำหรับทุกคน เพราะการขนส่งสาธารณะยังไม่ถึงครบระบบ

คำว่าติดต่อราชการควรจะถูกเอาออกจากทุกป้ายของสำนักงานของรัฐไทย แล้วใช้คำว่า “พร้อมให้บริการประชาชน” หรือ “เปิดให้บริการประชาชน”

คำง่ายๆ เหล่านี้จะสร้างพลังให้กับประชาชนเจ้าของประเทศมากขึ้น

ในเรื่องตัวอย่างของระบบราชการต้องไม่ลืมว่ายังมีเรื่องของความสะดวกสบายของตัวบุคลากรเองด้วยว่าจะเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างไร มีสวัสดิการในการพักอาศัยยังพื้นที่โดยรอบได้ไหม

เคยดูตัวอย่างของอาคารสาขาของธนาคารไหมครับว่า พนักงานธนาคารเองก็ไม่สามารถจอดรถในที่ของธนาคารได้ ดังนั้นพวกเขาจะจอดตรงไหนได้ ขณะที่วิธีคิดของระบบราชการนั้นการจอดรถติดต่อราชการนั้นทำได้ยากมาก ดูความระเกะระกะของการจอดรถที่แจ้งวัฒนะก็จะเห็น

หรือตามสำนักงานเขตต่างๆ มีแต่ที่จอดรถของเจ้าหน้าที่เต็มไปหมดทุกเขต ที่จอดรถของประชาชนนี่คือน้อยมากๆ

มาสู่เรื่องของพิพิธภัณฑ์กับเมืองบ้าง ผมคิดว่าเรามองได้อย่างน้อยสี่แบบ คือ พิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์เมือง เมืองพิพิธภัณฑ์ และเมืองในฐานะพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ในเมือง นั้นก็คือพิพิธภัณฑ์อะไรก็ได้ที่เฉพาะทางก็ได้ จะเป็นพิพิธภัณฑ์เรื่องเล็กเรื่องน้อยในระดับชุมชน พิพิธภัณฑ์เฉพาะเรื่อง หรือพิพิธภัณฑ์ระดับชาติระดับโลกที่อยู่ในเมืองนั้นก็ได้ เช่น พิพิภัณฑ์สถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม หรือกระทั่งเรื่องของธรรมชาติ

พิพิธภัณฑ์เหล่านี้มีหลายหน่วยงานดูแล มีเอกชนมาร่วมทำก็ได้ เอาที่สบายใจ มหาวิทยาลัยเองก็ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่ดี ที่นิสิตนักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนภูมิใจและยอมรับ

เพราะพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องของการจัดแสดงเท่านั้น มันต้องมีพื้นที่เก็บรักษาและวิจัยด้วย

(นี่คือสิ่งที่ผมจำได้ในวิชาพิพิธภัณฑ์กับประวัติศาสตร์ไทย ที่เคยเรียนกับ อาจารย์พรชัย สุจิตต์ นอกจากจะจำได้ว่าอาจารย์เก่ง ใจดี เป็นกันเอง ยังจำได้ว่าอาจารย์ย้ำว่าพื้นที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์มีส่วนจัดแสดงไม่มากเท่ากับส่วนเก็บและส่วนวิจัย หมายถึงว่า การจัดแสดงไม่ใช่มีเท่าไหร่เอามาโชว์ แต่ต้องเข้าใจว่าจะเล่าเรื่องอะไรอย่างไร หยิบมาหมุนเวียนแสดง หรือหยิบยืมมาได้อย่างไร เรื่องเล่าและการจัดแสดงจึงสำคัญมาก

พิพิธภัณฑ์จึงมักจะมีทั้งส่วนที่เป็นส่วนการจัดแสดงถาวร และการจัดแสดงพิเศษที่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่เคยมาชมกลับมาใหม่ และทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเมือง

ไม่นับส่วนของของที่ระลึกนะครับ อันนี้ก็สำคัญ

พิพิธภัณฑ์ในแบบที่สองคือ พิพิธภัณฑ์เมือง หมายความว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ว่าด้วยเรื่องเมืองแห่งนั้น เรื่องนี้ก็ยึดหลักจากเรื่องที่แล้ว คือต้องคิดว่าจะทำพิพิธภัณฑ์เมืองก็ต้องมีทั้งส่วนจัดแสดง และส่วนขององค์กรที่จะศึกษาพัฒนาความรู้ ตามเก็บวัตถุต่างๆ หรือถ้าไม่เก็บเองก็อาจจะขึ้นทะเบียนแล้วทำสัญญาหยิบยืมมาใช้ ไม่ใช่มีอะไรก็เอามาโชว์

เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ มันจะต้องสะท้อนถึงสำนึกของความเป็นเมือง คือสำนึกของคนที่มีเป็นเจ้าของเมือง อำนาจเปลี่ยนแปลงเมือง ด้วยว่าเข้าใจกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา และเข้าใจว่าจะอยู่กับคนอื่นในเมืองอย่างไร เข้าใจแก่นแกนของเมือง และมี หรือปลุกจินตนาการว่าเมืองในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร

เนื่องจากประวัติศาสตร์ของเมืองและการเปลี่ยนแปลงเมืองนั้นไม่ได้มีชุดเดียว ดังนั้นข้อถกเถียงที่ว่าด้วยเรื่องของที่มาของเมือง ความเปลี่ยนแปลง ชีวิตของผู้คน และการสร้างสำนึกว่าเมื่อเข้าชมและมีส่วนร่วมแล้ว จะพกพาเอาแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันของเมืองนั้นกลับไปใช้ชีวิตและเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างไรจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างพิพิธภัณฑ์เมืองเหล่านี้

ผมประทับใจการอ้างอิงประโยคหลักๆของนักคิดฝรั่งเศสท่านหนึ่ง (Michel Foucault) ในงานวิจัยของราชวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีของประเทศสวีเดน ที่อธิบายว่า พิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 19 ถูกจัดสร้างขึ้นในฐานะที่เป็น “โลกที่อยู่นอกโลกของตัวเอง เป็นโลกคู่ขนานที่อนุรักษ์รักษาโลกนี้เอาไว้ เป็นโลกที่ทำให้เราได้สะท้อนตัวตนของเรา เป็นพื้นที่แห่งการโต้เถียงกันในการขับเคลื่อนผลักดันเงื่อนไขของโลกแห่งอุดมคติ” (T.Kanakopoulos and M.Pannone. 2018. The City as a Museum: Reshaping the Urban Interiors of Stockholm. KTH Royal Institute of Technology.)

พิพิธภัณฑ์ในแบบที่สามคือ เมืองพิพิธภัณฑ์ ในแง่นี้หมายถึงเมืองที่มีหนึ่งในความน่าสนใจคือความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์ และเป็นจุดเด่นของเมืองนั้นทั้งจากมุมมองของนักท่องเที่ยว และจากผู้คนในเมืองเอง ที่เขาสามารถไปพักผ่อนหย่อนใจ แสวงหาความรู้ในเรื่องต่างๆ ในเมืองนั้น

ไม่ได้จำกัดแต่เรื่องราวของเมืองตัวเอง แต่อาจมีพิพิธภัณฑ์ระดับชาติ หรือระดับโลกในเมืองนั้นๆ ด้วย

ในเว็บไซต์ต่างๆ มักจะมีการจัดลำดับว่าเมืองไหนในโลกเป็นเมืองพิพิธภัณฑ์ ในความหมายว่ามีที่มีชื่อเสียง และมีความหลากหลายของพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

ในส่วนนี้รัฐบาลท้องถิ่นเองก็อาจไม่ได้ทำหน้าที่ในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่อาจสนับสนุนทั้งในแง่การจัดทำข้อมูลให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังสามารถอุดหนุนให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยในพื้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างกรณีของมหานครนิวยอร์กที่นักเรียนนักศึกษาในเมืองนั้นสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองนั้นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือในบางที่อาจจะได้ส่วนลด

มาสู่ประเด็นสุดท้ายก็คือ เมืองในฐานะพิพิธภัณฑ์ ก็คือโครงการที่ท้าทายที่สุด ที่ไม่ได้หมายความถึงเมืองที่ตายแล้ว แต่ถ้าย้อนไปในประโยคอ้างอิงจากงานของนักคิดฝรั่งเศสท่านนั้น ก็น่าจะทำให้เราคิดกันว่า เราจะเชื่อมโยงเรื่องของพิพิธภัณฑ์ในเมือง พิพิธภัณฑ์เมือง และเมืองพิพิธภัณฑ์เข้าด้วยกันได้อย่างไร

หัวใจสำคัญคือเราจะสร้างเมืองให้เป็นพื้นที่ที่มีทั้งส่วนของความก้าวหน้า ส่วนของการอนุรักษ์เอาไว้ได้อย่างไร และทำให้เราอยู่นอกสิ่งที่เราคุ้นเคย ทำให้เรารู้จักคนอื่น ทำให้เรารู้จักตัวเองเพิ่มขึ้น และทำให้เรามีความหวังความฝันที่จะอยู่ร่วมกันในวันนี้และในอนาคตโดยกล้าที่จะถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้อย่างไร