หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปรากฏการณ์ควา...

ปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำ กับดักจากเมืองสู่ชายขอบ

20.09.22 | 12:00 น.

จากอดีตถึงปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำที่เกาะติดอยู่กับสังคมไทยยังดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องทั้งๆ ที่รัฐบาลทุกยุคไม่ว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่างมุ่งมั่นในการที่จะบริหารจัดการประเทศเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีความเสมอภาคทางสังคม

แต่ในความเป็นจริงนอกเหนือจากประเทศไทยจะเผชิญกับปรากฏการณ์ของความเหลื่อมล้ำมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม แต่ในทางกลับกันเมื่อกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมสภาวการณ์ดังกล่าวใช่ว่าจะเกิดเฉพาะในบ้านเราแต่ทั่วโลกต่างสัมผัสกับมิติที่สังคมไม่ปรารถนาเช่นเดียวกัน

ที่น่าสนใจหากส่องไปที่ความเหลื่อมล้ำซึ่งปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมอยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะบ้านเราหรือต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจหรือความยากจนที่คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานและก่อนหน้านี้องค์กรต่อต้านความยากจนของอังกฤษหรือที่รู้จักกันในนาม “อ็อกแฟม” ได้ประมาณการว่าในปี ค.ศ.2016 ประชากรที่ร่ำรวยซึ่งมีเพียง 1% จะมีความร่ำรวยมากกว่าครึ่งหนึ่งของความร่ำรวยทั้งหมดหรือประมาณ 60% ของทรัพยากรจะตกอยู่ภายใต้การครอบครองของคนเพียง 1% ในโลกเท่านั้น

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการประเมินสภาวการณ์ทางสังคมที่มีต่อความยากจนซึ่งส่งผลให้เกิดมิติของความเหลื่อมล้ำที่เกาะเกี่ยวกับสังคมจะผ่านพ้นมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม แต่หากพิจารณาให้เห็นปรากฏการณ์แห่งความเป็นจริงพบว่ามิติของความเหลื่อมล้ำนับวันจะทวีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งวันนี้เมื่อโลกกำลังทะยานเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันภายใต้ปรากฏการณ์ของดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโลกได้ในทุกมิติโดยเฉพาะสังคมไทยด้วยแล้วปัญหาของความยากจนหรือความเหลื่อมล้ำที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกำลังได้รับก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีรัฐบาลใดสามารถที่จะทลายกำแพงเพื่อเข้าไปป้องกันและแก้ไขได้

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่องค์กรซึ่งมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบได้มีการจัดทำฐานข้อมูลและรวบรวมสถิติต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมาอย่างต่อเนื่องก็ตามต่อกรณีของฐานข้อมูลที่มีการเปิดเผยจะพบว่าหนึ่งในปรากฏการณ์ ที่ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอันดับต้นๆ คือเรื่องของการศึกษา และในขณะเดียวกันถ้าพิจารณาจากการจัดอันดับปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโลกจะพบว่าประเทศไทยมีสถานะติด 1 ในร้อยของโลก ซึ่งจากมูลเหตุแห่งปัญหานี้องค์กรภาครัฐจึงมีการระดมแนวคิดที่สังเคราะห์ออกมาเป็นแผนพัฒนาฯ หรือยุทธศาสตร์สำหรับการขับเคลื่อนประเทศ

เมื่อกล่าวถึงแผนพัฒนาฯ หรือยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับสังคมและประเทศให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลต้องยอมรับว่าด้วยความหลากหลายของปัญหาที่ซับซ้อนและทับถมจนตกมาเป็นมะเร็งร้ายที่อยู่คู่กับสังคมจวบจนทุกวันนี้ก็อาจจะมาจากนโยบายหรือความไม่ต่อเนื่องในการบริหารจัดการ หรือแผนดังกล่าวอาจจะยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติหรือเกาไม่ถูกที่คันก็ว่าได้ต่อกรณีของปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวจะเห็นได้ว่าระยะหลังผู้นำประเทศหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในหลากหลายองค์กรโดยเฉพาะภาครัฐมักจะนำวลีหรือคำกล่าวซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นประโยคเด็ดที่โดนใจและเข้าถึงสังคมมาใช้อยู่บ่อยๆ ซึ่งวลีดังกล่าวคงจะได้แก่ “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

สำหรับการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อจะได้สอดคล้องกับคำว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหากจะให้ปรากฏการณ์นั้นๆ เป็นจริงและจับต้องได้ในเชิงประจักษ์จำเป็นอยู่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องหันมาทบทวนหรือสังเคราะห์ข้อมูลให้เป็นรูปธรรม และเหนือสิ่งอื่นใดภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไม่ลืมแนวคิดของการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคนรากหญ้าหรือชายขอบของประเทศได้มีส่วนมีเสียงในการเดินหน้าแก้ปัญหาไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้เมื่อไปคลี่ดูคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 ซึ่งหนึ่งในมิติของคำแถลงที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวความตอนหนึ่งว่า “ประเทศไทยในขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงระยะของการเปลี่ยนผ่านและต้องต่อสู้กับปัญหาใหม่ๆ หลายประการ อาทิ จากการต่อสู้กับความยากจนในอดีตก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำในหลายรูปแบบ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำของโอกาสและความเหลื่อมล้ำของรายได้ทรัพย์สิน ฯลฯ”

และในคำแถลงนั้นนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ดังนั้นรัฐบาลนี้จึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง มีการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง แก้ปัญหาปากท้องและสร้างรายได้ให้ประชาชนให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำคนไทยในทุกช่วงวัยจะมีความพร้อมทั้งหลักคิด คุณธรรมและจริยธรรม และมีศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21” (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2562)
จากการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นและคาดหวังต่อการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การแก้ไข แต่ในความเป็นจริงด้วยสภาวการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่นำมาซึ่งผลกระทบต่อสังคมในหลากหลายมิติย่อมจะเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการนำไปสู่การแก้ไขได้ดังปรารถนา

ประกอบกับวันนี้หากมองไปที่ในแวดวงทางการเมืองจะพบว่าพรรคการเมืองต่างๆ มุ่งไปที่การนำเสนอจุดขาย หรือการสร้างกระแสในแนวนโยบายเพื่อผูกใจในการได้มาซึ่งคะแนนเสียงอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งที่กำลังจะย่างกรายเข้ามาในอีกไม่ช้านี้ กระแสของการขายฝันให้กับประชาชนภายใต้การอ้างว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินหรือเจ้าของอำนาจอธิปไตยอันแท้จริงนั้นกำลังรุกคืบเข้าสู่สังคมทั้งในเมืองและชายขอบ

ที่น่าสนใจวันนี้ถึงแม้ปรากฏการณ์ของความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะกระจายไปทั่วทุกสารทิศทั้งในเขตเมือง หรือสุดชายแดนที่เรียกกันว่าชายขอบของประเทศก็ตามแต่หากพิจารณาถึงความเหลื่อมล้ำในบางมิติจะพบว่าคนเมืองยังพร้อมไปด้วยปัจจัยขั้นพื้นฐานและมีโอกาสที่จะได้รับการดูแลแก้ไขปัญหามากกว่าผู้ซึ่งอยู่ชายขอบของประเทศ และปรากฏการณ์ของความเหลื่อมล้ำที่ส่งสัญญาณให้เห็นมาอย่างยาวนานและจับต้องได้คือเรื่องของ “การศึกษา” ยิ่งเด็กและเยาวชนซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนด้วยแล้วเขาเหล่านั้นต่างประสบกับปัญหาอย่างแสนสาหัสและน่าเวทนายิ่ง

ปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กชายขอบและจับต้องได้ในเชิงประจักษ์คือโอกาสของการเข้าถึงและการรับรู้จะเห็นได้ว่ายิ่งการเรียนผ่านระบบออนไลน์ หรือเครือข่ายตลอดจนช่องทางที่กระทรวงกำหนดจะพบว่าเด็กชายขอบยังขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า หรืออินเตอร์เน็ตฯลฯ จากการเข้าไม่ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวจึงเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าอดีตเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นเยี่ยงนั้นอยู่เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม จากสภาพการณ์ปัญหานี้หากย้อนกลับไปในปี 2563 สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา : ปวงชนเพื่อการศึกษา ซึ่งในงานนั้น ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ และที่ปรึกษา กสศ. ได้สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาซึ่งสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความสำคัญกับปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทรงห่วงใยเด็กๆ ในชนบทห่างไกลที่ต้องอยู่บ้านและเด็กจะเรียนกับใครเพราะพ่อแม่ต้องออกมาทำงาน ครอบครัวไม่มีโทรทัศน์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต จึงทรงจัดทำถุงยังชีพด้านการศึกษาเพื่อให้ครู ตชด.” (ไทยรัฐวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 หน้า 12)

จากมิติหรือปรากฏการณ์ของความเหลื่อมล้ำดังกล่าววันนี้ถึงแม้จะมีทุกภาคส่วนตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา แต่ถ้าจะให้เข้าถึงแก่นแท้ของปัญหาอย่างแท้จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนการบริหารจัดการภายใต้แนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าหรือจะเกาให้ถูกที่ดันเฉพาะในบางห้วงเวลาที่เป็นกระแสเท่านั้น

หากเป็นดังว่าปัญหาของความเหลื่อมล้ำก็คงจะเกาะเกี่ยวกับสังคมไทยไปอีกนานเท่านาน

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร