น้ำท่วมกรุงเทพฯ
ต้องแก้ไขทั้งระบบน้ำภาคกลาง

อยุธยารวมศูนย์น้ำราว 6 สาย ไหลลงท่วมกรุเทพฯ [ภาพเกาะเมืองอยุธยา ล้อมรอบด้วยแม่น้ำลำคลองเหมือนใยแมงมุม ถ่ายจากเครื่องบินโดย เอนก สีหามาตย์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) เมื่อ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561]
น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2554 มาจาก 3 น้ำ ได้แก่ น้ำเหนือจากภาคเหนือ, น้ำหนุนจากทะเลอ่าวไทย, น้ำฝนจากฟ้า
น้ำเหนือจากภาคเหนือ คือ ปิง, วัง, ยม, น่าน ไหลลงรวมศูนย์ที่ปากน้ำโพ จ. นครสวรรค์ เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นไหลลงอยุธยา
ที่อยุธยามีสองสายน้ำไหลมาเติม คือแม่น้ำสะแกกรัง (จาก จ. อุทัยธานี) และแม่น้ำป่าสัก (จาก จ. เลย) ทำให้มวลน้ำเพิ่มแล้วไหลลงกรุงเทพฯ เพื่อออกอ่าวไทย
กรุงเทพฯ เป็นที่รองรับน้ำไหลจากภาคเหนือ, ภาคกลางตอนบน (ทางการเรียกภาคเหนือตอนล่าง) และภาคอีสาน (บางส่วน) ดังนั้นน้ำท่วมกรุงเทพฯ ถ้าแก้ไขเฉพาะเขต กทม. และปริมณฑล ย่อมไม่จบ เพราะมวลน้ำมีมากมหาศาลจากต้นทางที่นครสวรรค์และกลางทางที่อยุธยา ไหลหลากลงกรุงเทพฯ ไม่ขาดสายจนกว่าจะถึงเวลาน้ำลง “เดือนอ้ายเดือนยี่ น้ำจะรี่ไหลลง”
“ฟลัดเวย์” ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ฟลัดเวย์เป็นทางวิ่งน้ำหลากหรือทางวิ่งน้ำท่วมสำหรับผันน้ำต้นทาง (คือน้ำเหนือ)ตั้งแต่ จ. นครสวรรค์ ลงอ่าวไทยโดยตรง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555” จัดทำโดยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ พ.ศ. 2554 มี 2 เส้นทาง ดังนี้
(1.) ฟลัดเวย์ตะวันตก อยู่ฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอาศัยแม่น้ำท่าจีน
(2.) ฟลัดเวย์ตะวันออก อยู่ฝั่งตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอาศัยแม่น้ำป่าสักและลำน้ำอื่นๆ
ฟลัดเวย์ 2 เส้นทางจะแบ่งเบามวลน้ำเหนือจำนวนไม่น้อยไหลลงอ่าวไทยโดยตรง และไม่ผ่านอยุธยา–กรุงเทพฯ เท่ากับป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจภาคกลางอย่างถาวร ซึ่งรวมอยุธยา–กรุงเทพฯ
คณะรัฐประหาร 2557 ยกเลิกโครงการบริหารจัดการน้ำฯ พ.ศ. 2555 ของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่มีโครงการใหม่ที่ “สร้างสรรค์” ดีกว่าเพื่อบริหารจัดการน้ำ ดังนั้นจึงต้องยกย่องโครงการฯ พ.ศ. 2555 ว่าเหมาะสมที่สุดขณะนี้ที่จะบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างถาวร
ฟลัดเวย์ตะวันออกมีผู้มองเห็นอุปสรรค ว่าปัจจุบันพื้นที่กายภาพเปลี่ยนไปแล้วจึงไม่สะดวก เพราะมีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เต็มไปหมด ตั้งแต่ถนนบางนา–ตราด, สนามบินสุวรรณภูมิ, ถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เป็นต้น นอกจากนั้นถ้าจะทำฟลัดเวย์ต้องเวนคืนที่ดินและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวนมากและใช้เวลานาน สรุปแล้วต้องทบทวนใหม่ (มติชน ฉบับวันที่ 20 กันยายน 2565 หน้า 1)
กรุงเทพฯ พื้นที่ทางตะวันออกโดยธรรมชาติเป็น “แก้มลิง” ที่รองรับน้ำ และเป็น “ฟลัดเวย์” ทางไปของน้ำ
แต่ชนชั้นนำกรุงเทพฯ ปล่อยให้มีการเบียดเบียนที่รองรับน้ำและรุกรานทางไปของน้ำ แล้วปล่อยตามยถากรรมให้มวลน้ำท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชนรากหญ้าในฤดูน้ำหลากสืบเนื่องหลายสิบปีมาแล้ว ถ้ายังไม่ทำอะไรอีกก็เท่ากับปล่อยตามยถากรรมเหมือนที่ผ่านมามากกว่า 50 ปี
ทางที่ควรทำขณะนี้มี 2 เรื่องควบคู่กัน ดังนี้
(1.) รัฐบาลลงทุนทำฟลัดเวย์ตะวันตกและฟลัดเวย์ตะวันออก และ
(2.) กทม. ลงทุนทำทางด่วนน้ำ และบูรณะคูคลองเส้นเลือดฝอยอย่างแข็งแรงและต่อเนื่องจริงจัง
น้ำต้องมีที่ไป ถ้าที่ไปของน้ำถูกเบียดเบียนปิดกั้นโดยมนุษย์ทั้งหลาย มวลมนุษย์เหล่านั้นก็ต้องเดือดร้อนเพราะมวลน้ำ
ภาวะโลกร้อน ไม่ได้ทำให้พายุฝนมีจำนวนมากขึ้น แต่ทำให้มีความรุนแรงมากขึ้นและมีมวลน้ำมากกว่าแต่ก่อนขณะที่พายุฝนจำนวนเท่าเดิม ซึ่งเป็นที่รับรู้ของนักวิชาการสากลทั่วทั้งโลก

