หน้าแรก คอลัมนิสต์ แปรสู่การลงมื...

แปรสู่การลงมือทำ โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

13.11.16 | 13:45 น.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(แฟ้มภาพ)

ท่านผู้นำ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ถ่ายทอดความคิดที่มีต่อสื่อมวลชนในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “สื่อต้องคิดให้ประชาชนร่วมมือกับผม”

ความร่วมมือที่ “ท่านผู้นำ” ต้องการก็คือ ความเข้าใจในแผนระยะยาว 5 ปีในการช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ดีขึ้น

ที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ด้วยพยายามจะบอก คือ “ได้วางแผนระยะยาว ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง”

“ขอให้ย้อนกลับไปดูว่าผมพูดอะไรไปบ้างก่อนหน้านั้น” ท่านผู้นำกล่าว และว่า “เราต้องกำหนดเป้าหมายไว้ล่วงหน้าว่าปี 2560 จะต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง อะไรที่ต้องเริ่มต้นและต้องส่งมอบงานตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ 20 ปีข้างหน้า”

ซึ่งในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีประเด็นที่อยากรู้อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น “ถ้าปลูกข้าวกันแบบนี้จะกำไรเท่าไร” หรือ “ปัญหาอยู่ที่หนี้สินชาวนา ใครจะแก้ได้ ถ้าไม่เริ่มจากตัวเอง ต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง และจะทำอย่างไรถึงจะมีทางออกว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือทางไหนได้บ้าง” หรือ “เป็นแบบนี้มากี่ปีทำไมไม่เอามาเปรียบเทียบกัน”

Advertisement

ฟังแล้วดูเหมือนว่า “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” กำลังต้องการคำตอบในอีกบางเรื่อง เช่น

“ขอให้กรุณากลับไปย้อนดูว่าผมพูดอะไรไปแล้วบ้างก่อนหน้านี้ แล้วขอให้ดูสิ่งที่ผมกำลังทำ แล้วเขาทำกันหรือยัง และทำกันอยู่ตรงไหนบ้าง ทำกันไปถึงไหน ปัญหาอยู่ที่ว่าทำไมถึงดำเนินการช้า”

ในเนื้อหาไม่แน่ชัดว่า “นายกรัฐมนตรีถามใคร” ว่า “ทำไมดำเนินการล่าช้า”

การที่จะเร่งลงมือให้เกิดการจัดการให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรี คิด พูด และอยากจะทำ ควรเป็นหน้าที่ของใคร

แต่สิ่งที่ “นายกรัฐมนตรี” ทำได้คือ “ขอร้องสื่อช่วยสร้างความเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และควรร่วมมือกันหรือไม่”

คล้ายกับว่า “ความร่วมมือที่นายกรัฐมนตรีต้องการ” คือ “การรวมกลุ่มเกษตรกร การใช้สารเคมี การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ”

แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่สามารถเรียกข้อมูลทั้งหมดมาดูได้ และเมื่อปัญหาของชาวนา ปัญหาของราคาข้าวเป็นปัญหาเรื้อรังที่เคยมีการวิเคราะห์ วิจัย ทำการศึกษากันทั้งในทางลึกและทางกว้างกันมากมาย

ข้อสรุปของการศึกษาทุกครั้งไม่ต่างกันนัก

ต้นทาง คือ ต้นทุนที่สูง ที่นาต้องเช่า พันธุ์ข้าวต้องซื้อ ปุ๋ยแพง ค่าแรง ค่าเช่าเครื่องจักรอีกสารพัด

กลางทาง คือ การทำมาหากินของโรงสี พ่อค้าคนกลาง การสร้างหนี้สินให้ชาวนาไม่มีทางเลือกอื่น ต้องตกในภาวะจำยอม

ปลายทาง คือ ระบบการซื้อการขายที่มีขั้นตอนทำให้เกิดส่วนต่างของราคาที่ชาวนาขาย กับข้าวที่ขายในตลาดมากมาย และสุดท้าย คือ การพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องสร้างหนี้สินเพิ่มมากมาย ต้องขายที่นาเพิ่ม

เรื่องราวเหล่านี้เป็นความรู้คู่แผ่นดินไทยมายาวนาน ใครก็รู้

เป็นความรู้ที่จัดเตรียมไว้พร้อมวิธีแก้ไขเรียบร้อย พร้อมที่จะให้หยิบไปพูด ไปทำได้ทันที

เพียงแต่การพูดนั้นมันง่าย หรือกระทั่งการลงมือทำก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร แต่ที่ขาดไป คือ ความเอาจริงเอาจัง อดทนที่จะทำต่อเนื่องกระทั่งประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แก้ไขแบบขายผ้าเอาหน้ารอดที่ทำกันมาตลอด

“ขอไปที” หมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็เลิกกัน

เท่าที่ดู “ท่านผู้นำ” ได้แสดงถึงความเอาจริงเอาจังที่ขาดหายไปอยู่ไม่น้อย

แต่คำตอบทั้งหมดเหมือนจะอยู่ที่ “ความสงสัยของท่านผู้นำ” ที่ว่า “ที่พูดไปก่อนหน้านี้ เขาทำกันหรือยัง ทำกันอยู่ตรงไหน ทำไปถึงไหน ปัญหาอยู่ที่ทำไมถึงดำเนินการล่าช้า”

ซึ่งประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวนาคงอยากรู้เช่นกัน บางทีอาจจะอยากรู้มากกว่า “ท่านผู้นำ” ที่มีภารกิจมากมาย เพราะคำตอบพวกนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ชะตากรรมของพวกเขา

คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดด้วย เหมือนที่ “นายกรัฐมนตรี” ตำหนิว่า “มาบอกว่าผมโว คุย ฟุ้ง แต่ผมทำในสิ่งที่ทำ โวคือโม้ ไม่ได้ทำ มันต่างกัน”

ซึ่งประเด็นอยู่ที่ “การพูด” กับ “การทำ” นั้นเป็นคนละขั้นตอน

การทำตามที่ “ท่านผู้นำพูด ทำไมถึงล่าช้า”

เป็นคำตอบที่ “สื่อ” คงต้องการรู้มากกว่าที่จะไปกล่าวหาว่า “ท่านผู้นำโว”