สัปดาห์นี้คงจะมีการเขียนเล่าเรื่องผลสะเทือนจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากันมากมาย ทั้งในหน้าสื่อกระแสหลักและสื่อทางสังคม โดยเฉพาะเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ หนึ่งในอภิมหาเศรษฐีของอเมริกาได้รับการเลือกตั้งเป็นว่าที่ประธานาธิบดีแห่งประเทศที่เป็นมหาอำนาจที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
ที่สำคัญ อเมริกาเป็นหนึ่งในต้นแบบของประชาธิปไตยในโลกด้วย
ในเบื้องแรก ผมไม่ค่อยได้สนใจเรื่องการเลือกตั้งของอเมริกาในรอบนี้มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะรอบนี้ไม่ได้อยู่ในอเมริกา และอีกส่วนก็เหมือนกับรู้สึกว่าทรัมป์ ยังไงก็ไม่น่าจะได้รับชัยชนะ ด้วยประเด็นการหาเสียงที่สุดแสนจะสุดโต่ง ทั้งปลุกเร้าความเกลียดชังระหว่างพลเมือง ซึ่งถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความมหัศจรรย์ในทางการเมืองวัฒนธรรม เพราะโดยทั่วไปนักการเมืองจะหลีกเลี่ยงแนวทางการหาเสียงแบบนี้
กลับกลายเป็นว่าทรัมป์ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างค้านสายตาคนจำนวนไม่น้อย และอย่างสะใจของคนอีกจำนวนหนึ่งเช่นกัน (ในโค้งสุดท้ายผมเชื่อว่าเขาน่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ)
ความจริงก็คือความจริงครับ
แต่เป็นความจริงหลายชุดที่น่าพิจารณา
ความจริงชุดแรก คือ ชัยชนะในการเลือกตั้งในรอบนี้ เป็นชัยชนะที่มีลักษณะที่ย้อนกลับไปสู่ยุคเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ จอร์จ บุช จูเนียร์ จากรีพับลิกัน ชนะ อัล กอร์ จากเดโมแครต แบบที่ชนะกันคนละสนาม นั่นคือ ถ้ารวมคะแนนทั้งประเทศ ที่เรียกว่า popular vote อัล กอร์ จะชนะ เหมือนในรอบนี้ที่ฮิลลารี คลินตัน ก็ชนะแบบเดียวกัน
แต่ในอีกระบบหนึ่ง คือ การเลือกตั้งในแบบคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) นั้น ทรัมป์ชนะ นั่นหมายความง่ายๆ คือ เขากำชัยได้ในหลายรัฐมากกว่า และระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น เขาไม่ได้นับคะแนนแบบทั้งประเทศง่ายๆ แต่นับจากใครสามารถเอาชนะในรัฐต่างๆ ได้มากกว่ากัน ดังนั้น พูดง่ายๆ คือ ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบนี้ ทรัมป์มีความเป็นตัวแทนของมลรัฐมากกว่า
นี่คือหนึ่งในรากฐานของสังคมอเมริกา นั่นคือระบบสหพันธรัฐ ที่ประเทศเขามีรากฐานจากข้อตกลงของแต่ละมลรัฐที่เป็นอิสระมารวมตัวกัน ดังนั้น ประธานาธิบดีก็ถือเป็นตัวแทนของทุกมลรัฐ
ระบบนี้มีประโยชน์เช่นกัน แม้ว่าอาจจะไม่สะท้อนเสียงทุกคนแบบที่หลายคนต้องการ แต่ก็เป็นการคงไว้ซึ่งธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นรากฐานของประเทศเขา เรื่องแบบนี้ตัดสินยากว่า “เสียงทุกเสียงต้องถูกนับ” นั้นมีความหมายอย่างไรในแต่ละประเทศ บรรดาตัวแทนของมลรัฐที่มาร่วมกันก่อร่างสร้างประเทศของเขา (founding fathers) เขาเชื่อเช่นนี้
ระบบคณะผู้เลือกตั้งช่วยให้รัฐเล็กๆ ไม่ถูกละเลย ผู้สมัครก็ต้องตระเวนไปยังรัฐเล็กๆ เพื่อขอคะแนน และที่สำคัญ รัฐไหนที่มีปัญหามากหน่อย ก็จะได้รับการเหลียวแลเป็นพิเศษ เพราะมีผลต่อคะแนน ถ้าผู้สมัครฝ่ายไหนชนะในมลรัฐนั้นก็จะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งทั้งมลรัฐนั้นไปเลย (เว้นรัฐเล็กๆ อย่างเมนและเนบราสก้า ที่ไม่ใช้ระบบดังกล่าว)
ในการเลือกตั้งครั้งนี้และหลายครั้งที่ผ่านมา จะเห็นว่าส่วนที่เลือกเดโมแครต จะอยู่ทางฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกของประเทศเป็นส่วนที่ในอดีตนั้น เป็นส่วนที่เปิดต่อโลกภายนอกมากที่สุด คือ ทางตะวันออก สู่ยุโรป/แอตแลนติก และทางตะวันออก สู่เอเชีย/แปซิฟิก (แม้ว่าในวันนี้สนามบินจะมีหลายที่ที่เข้าสู่อเมริกาได้ แต่การเชื่อมโยงทางทะเลก็สำคัญ ยิ่งในกรณีอย่างแคลิฟอร์เนีย จะเห็นว่าในรัฐเองแม้จะเป็นเดโมแครต แต่ส่วนที่เป็นรีพับลิกันก็มีมาก แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในส่วนเมืองท่าเลย เช่น ลอสแองเจลิส ซานฟรานซิสโก ซานโฮเซ และ ซานดิเอโก้ พวกนี้เป็นเดโมแครต)
คะแนนที่เลือกเดโมแครตมักจะอยู่ในตัวเมืองใหญ่ของแต่ละมลรัฐ แม้จะไม่ใช่รัฐติดชายฝั่งตะวันตกและตะวันออก ขนาดเท็กซัสเองที่เป็นมลรัฐที่ใหญ่สุดอยู่ทางใต้ เมืองอย่างดัลลัส หรือซานอันโนนิโอ ก็เป็นเมืองที่เลือกเดโมแครต แม้ว่ารีพับลิกันจะชนะเป็นเสียงข้างมากจากความนิยมนอกเมืองใหญ่ และกวาดชัยชนะเอาคะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปครอง
เมื่อเราเข้าใจภูมิศาสตร์การเมืองของสหรัฐ อเมริกาในการเลือกตั้งในรอบนี้ เรื่องที่สามที่น่าสนใจก็คือ มลรัฐที่อาจจะมีการพลิกผันเรื่องคะแนน (Swing States) ต่างๆ ซึ่งมลรัฐเหล่านี้อาจแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
หนึ่งคือ ฟลอริดา เพราะเคยมีประวัติมาก่อนว่ามีข้อกังขาเรื่องการเลือกตั้งสมัยบุช กับ กอร์ ที่ชนะกันไม่มาก และมีปัญหาเรื่องการนับคะแนน และเมื่อบุชชนะที่มลลรัฐนี้ เขาก็เลยชนะ ได้เป็นประธานาธิบดี เพราะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐนี้ทั้งหมด
ในการเมืองอเมริกา เขาเข้าใจฐานคะแนนของมลรัฐได้ไม่ยาก ทางตะวันออก นิวยอร์ก เป็นมลรัฐใหญ่สุด 29 คะแนน และเลือกเดโมแครต ทางใต้ เท็กซัส มี 38 เสียง เป็นของรีพิบลิกัน ทางตะวันตก มีแคลิฟอร์เนีย มี 55 เสียง เป็นของ
เดโมแครต ดังนั้น รัฐใหญ่อีกรัฐหนึ่งก็คือ ฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ มี 29 และในครั้งนี้สุดท้ายตกเป็นของรีพับลิกัน
พูดง่ายๆ ฟลอริดา ถือเป็นหนึ่งในมลรัฐใหญ่หนึ่งใน 4 และเป็นมลรัฐเดียวที่คะแนนพลิกผันบ่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าเทียบกับอีกสามมลรัฐที่พูดถึงไปแล้ว
ทีนี้สมรภูมิต่อไปที่เขาจับตาดูกัน ก็คือ พวกรัฐขนาดกลางๆ สิบกว่าเสียงถึงยี่สิบเสียง ซึ่งมักกระจุกตัวอยู่ทางตะวันออกค่อนมาทางใต้ และทางบริเวณที่เรียกว่า “มิดเวสต์” หรือฝั่งกลางประเทศที่ค่อนไปทางติดทะเลสาบมิชิแกน ในรอบนี้มลรัฐสำคัญก็คือ โอไฮโอ (18) นอร์ธแคโรไลนา (15) เพนซิลเวเนีย (20) มิชิแกน (16) วิสคอนซิน (10) อินเดียน่า (11) พวกนี้อาจไม่ได้เยอะมาก แต่เป็นก้อนและอาจจะพลิกผัน ที่สำคัญการจะพลิกไม่พลิกนั้นขึ้นอยู่กับชุดปัญหาที่มีลักษณะคล้ายกัน นั่นคือ เป็นพื้นที่ที่เคยรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรม แต่ในวันนี้มีลักษณะที่ตกต่ำลง โดยเฉพาะในส่วนนอกเมืองใหญ่ที่เป็นเมืองเจริญ และเป็นเขตมหาวิทยาลัย
ชัยชนะในรอบนี้สำหรับทรัมป์ ไม่ว่าจะในนามของตัวเขาเอง หรือในนามของรีพับลิกัน แม้ว่าในช่วงแรกอาจจะมีการชุมนุมประท้วง (ผมเชื่อว่าจะมีต่อไปจนจบสมัย เหมือนสมัยบุช นั่นแหละครับ ผมยังเคยเดินประท้วงเลยครับตอนเรียนอยู่ที่นั่น) แต่สิ่งที่คนอเมริกันเขารับได้ ไม่ใช่แค่ว่าเพราะมันเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยเท่านั้น
แต่มันเป็นเรื่องของการยอมรับว่าประเด็นที่ทรัมป์ปลุกเร้าขึ้นมา โดยเฉพาะในเรื่องการต้องการให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (ทั้งที่ไม่รู้ว่ายิ่งใหญ่สมัยไหน) มันขายได้กับผู้คนในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของเดโมแครตมาก่อน (อย่างน้อยก็ในสองครั้งที่ผ่านมา) และถ้าต้องการจะชนะใจของผู้คนที่นั่น ฝ่ายเดโมแครตก็จะต้องทำงานหนักอีกครั้งในครั้งถัดไป
ที่ผมพูดแบบนี้เพราะครั้งนี้แม้ว่าฮิลลารีจะอ้างว่าตนนั้นชนะเสียงทั้งประเทศ แต่คะแนนวุฒิสมาชิกและ ส.ส.เขตนั้น รีพับลิกันก็ชนะ ซึ่งก็แปลว่า เดโมแครตนั้นมีจุดอ่อนบางประการในตัวนโยบายที่ผ่านมา และในด้านการหาเสียง รวมทั้งตัวคุณสมบัติของผู้สมัครนั่นแหละครับ ดังนั้น การที่จะมีการชุมนุมประท้วงถึงขนาดคัดค้านทรัมป์ไม่ให้เป็นประธานาธิบดี ลามไปถึงขนาดปิดประเทศ คงจะไม่เกิดขึ้นและไม่สามารถทำลายรากฐานของประชาธิปไตยของอเมริกาได้ ทั้งนี้ ก็ต้องย้ำว่าไม่ใช่เพราะพวกเขาสมาทานหลักการประชาธิปไตยจนไม่ลืมหูลืมตา
แต่เป็นเพราะเขายอมรับว่ากติกาประชาธิป ไตยแบบบ้านเขา มันมีการเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาในประเทศของผู้คนอีกส่วนหนึ่ง ที่เขาต้องอยู่ร่วมด้วยนั่นแหละครับ
สําหรับในอีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญ ก็คือ ข้อกล่าวหาที่ว่าประเด็นการหาเสียงของทรัมป์นั้นมีความสุดโต่ง โดยเฉพาะเรื่องของแนวนโยบายต่างประเทศ แนวทางเศรษฐกิจ การเหยียดผิว เหยียดศาสนา และต่อต้านการเปิดประเทศให้ผู้อพยพ สิ่งเหล่านี้อาจจะดูไม่น่ายอมรับได้ แต่ทำไมคนอเมริกันถึงยอมรับได้ โดยเฉพาะในบ้านเรากองเชียร์การเมืองอเมริกันที่ “ไม่เอาทรัมป์” หรือ “กองไม่เชียร์” นั้นอาจจะรู้สึกดูถูกเหยียดหยามประชาธิปไตยแบบสุดขั้วของอเมริกาที่ได้คนอย่างทรัมป์
สิ่งที่ผมอยากจะชวนให้คิด อาจไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกังวลหรือไม่กังวลแทนคนอเมริกันว่า ความจริงแล้วทรัมป์คงทำไม่ได้ เพราะโครงสร้างการเมืองอเมริกันคงไม่ปล่อยให้ทรัมป์ทำอะไรตามอำเภอใจได้ง่ายนัก
เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่คนอเมริกันต้องกังวลมากกว่ากองเชียร์จากบ้านเรา แต่เรื่องสำคัญก็คือ ถ้าถามใจของฝ่าย “กองไม่เชียร์” ทรัมป์ในบ้านเรา เราคงต้องถามว่าในใจของเราก็มีลักษณะแบบสุดโต่งเหมือนกับทรัมป์แบบนี้แค่ไหนทั้งที่เกลียดทรัมป์ออกหน้าออกตา
เรากล้าถามตัวเองไหมว่าเราต้องการสามสิบบาทไหม คนจนเป็นภาระไหม เราอยากถูกเก็บภาษีไหม (การไปซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีโอเคไหม) เราเสียหายจากการจำนำข้าวไหม เราอยากให้ชาวนาเลิกปลูกข้าวไหม เรามีมุมมองเรื่องชายแดนเราอย่างไร เราต้องการให้คนต่างด้าวได้สัญชาติไทยไหม (อเมริกาใครเกิดในประเทศเขาได้สัญชาติเลย) เรามีมุมมองเรื่องศาสนาอื่นอย่างไร เราเชื่อในความยิ่งใหญ่ของประเทศเราในอดีตแบบที่กองเชียร์ทรัมป์เชื่อหรือไม่
ที่สำคัญเวลาบอกว่าพวกกองเชียร์ทรัมป์ไม่มีการศึกษาและฐานะยากจน ขาดสำนึกทางการเมือง ผมอยากทราบว่ากองไม่เชียร์ทรัมป์ในบ้านเราถ้าเป็นพวกมีการศึกษาแล้วมี “ความทรัมป์ในตัวเรา” มากจนน่าตกใจขนาดนี้ ข้อสรุปที่ได้จากการไม่เชียร์ทรัมป์อย่างออกหน้าออกตาในบ้านเราคงน่าขนลุกพิลึก
สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดอาจไม่ใช่แค่ว่าทรัมป์จะพูดอย่างทำอย่างหรือไม่ หรือกองเชียร์ทรัมป์ในอเมริกานั้นไม่มีความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงเสียจนเลือกคนที่จะสร้างปัญหาให้พวกเขาเองไหม
แต่ผมว่ากองไม่เชียร์ทรัมป์นอกประเทศนั่นแหละครับ ที่อาจจะมีความเป็นกองเชียร์ทรัมป์ในแบบไม่รู้ตัวเสียมากกว่า
ยิ่งในโครงสร้างการเมืองวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์การเมืองของประเทศที่ไม่ได้มีรากฐานสาธารณรัฐคลาสสิกแบบอเมริกา ผมว่ากองไม่เชียร์ทรัมป์ที่เป็นทรัมป์มากโดยไม่รู้ตัวนี้แหละครับที่น่าห่วงกว่ากองเชียร์ทรัมป์ตัวจริง เพราะระดับความเข้าใจการเมืองของอเมริกันนั้นอาจจะไม่มีในบางมุม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องรากฐานอุดมการณ์ประชาธิปไตยของอเมริกา
ไม่ว่า ทรัมป์ รีพับลิกัน หรือเดโมแครตนั้น เขายืนบนรากฐานประชาธิปไตยบางประการ ดังนั้น แม้ว่าจะพูดถึงเรื่องของความเป็นฝ่ายขวา หรืออนุรักษนิยม แต่ในอเมริกาส่วนสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นเรื่องของเสรีภาพ
ภายใต้การปกครองด้วยกฎหมายนั่นแหละครับ และที่กล่าวไปในตอนต้น รากฐานเรื่องเสรีภาพและกฎหมายนั้นก็ยังต้องวางอยู่บนเรื่องของการร่วมชีวิตกันของมลรัฐต่างๆ ของผู้คนมากหน้าหลายตา รากฐานของรีพับลิกันในอเมริกาเป็นพรรคที่ตั้งต้นมาจากการยกเลิกทาส เป็นพรรคของลินคอล์น ที่เราเชิดชูว่านำมาสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตย แม้ว่าในวันนี้พรรครีพับลิกันจะถูกมองว่าเป็นอนุรักษนิยม แต่อเมริกันชนไม่ว่าจะอยู่ฟากสีไหนทางการเมือง เขามีรากฐานบางอย่างที่ไม่ถอยออกจากประชาธิปไตยในระดับรากฐาน และมีมากกว่าเรื่องการเลือกตั้งอย่างแน่นอน
บททดสอบของประชาธิปไตยในสังคมอเมริกา จึงไม่ใช่แค่การเคารพกติกาประชาธิปไตย หรือผลจากการเลือกตั้ง แต่มันหมายถึงเรื่องราวที่สะสมอันยาวนานของดินแดนที่เชิดชูเสรีภาพ ความเป็นปัจเจกบุคคล การปกครองโดยกฎหมาย และการอยู่ร่วมกันของมลรัฐ บางครั้งการเลือกตั้งอาจทำให้เห็นว่าเขาคิดอะไร ส่วนเขาจะทำจริงไหมนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเขาต้องสู้กันอีกหลายยกในสภา และในสาธารณะ เนื่องจากในตอนนี้ทรัมป์ถือว่าเป็นว่าที่ประธานาธิบดีของทุกคน ไม่ใช่ของฝ่ายที่สนับสนุนเขาเท่านั้น
มาถามตัวเราดีกว่าว่ามีความเป็นทรัมป์ในตัวเราแค่ไหน ยิ่งถ้าเป็นทรัมป์แต่ไม่เอาทรัมป์ แถมไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นทรัมป์ แล้วยังไม่เอารากฐานประชาธิปไตยด้วย อันนี้น่าห่วงจริงๆ ครับ

