หน้าแรก คอลัมนิสต์ เหลียวหลังแลห...

เหลียวหลังแลหน้า “ความขัดแย้งและสันติศึกษา”

25.09.22 | 13:50 น.

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าสันติศึกษาและการศึกษาความขัดแย้งคืออะไร หากมีความเข้าใจร่วมกันเพิ่มขึ้น ก็หวังว่าจะช่วยให้สันติศึกษาและการศึกษาความขัดแย้งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันอุดมศึกษาและจากสังคมเพิ่มขึ้นด้วย ในที่นี้ จะบอกเล่าความเป็นมา และกล่าวถึงบุคคลบางคนซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องนี้ พร้อมทั้งให้มุมมองพอสังเขปในเรื่องอุปสรรคและโอกาสการพัฒนาสาขาวิชาสันติศึกษาและการศึกษาความขัดแย้งต่อไปอนาคต

ก่อนอื่น คิดว่าควรผูกเรื่องสันติศึกษา (peace studies) กับการศึกษาความขัดแย้ง (conflict studies) ไว้ด้วยกัน โดยถือว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องฝาแฝดที่แยกกันไม่ได้ อันที่จริง ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา การศึกษาเรื่องสันติภาพไม่มุ่งหวังว่าจะป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งขึ้น หากมุ่งหวังให้มีการแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีที่สันติ ดังนั้น เราจึงต้องศึกษาบริบทและสาเหตุของความขัดแย้ง ทำความเข้าใจกับสภาวะที่พึงประสงค์ (เรียกสภาวะนั้นว่าสันติภาพ) แล้วจึงมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ สันติศึกษาและการศึกษาความขัดแย้ง ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Peace and Conflict Studies (PCS)

(สห) สาขาวิชา [(inter) discipline] ว่าด้วยการศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษา เป็นการบูรณาการภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยพันธกิจที่สำคัญ 3 ประการคือ 1) การวิจัยสันติภาพและความขัดแย้ง, 2) การจัดการศึกษาสันติภาพ (peace education), และ 3) การทำกิจกรรมสันติภาพ (peace activism) การเชื่อมโยงพันธกิจทั้งสามเข้าด้วยกันสอดคล้องกับข้อเสนอที่ Johan Galtung เคยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Peace: Research, Education, Action (ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1975) และตรงกับพันธกิจหลัก 4 ประการของสถาบันอุดมศึกษา คือ 1) จัดการเรียนการสอน, 2) ทำวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่, 3) ประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อบริการวิชาการ, 4) และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ทั้งนี้ พึงดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม

สรุปเป็นความเห็นง่าย ๆ คือ สถาบันอุดมศึกษาจะสามารถสร้างเสริมสันติภาพในสังคมไทยได้ด้วยการสนับสนุนสาขาวิชา “การศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษา” (ศข.สศ.) และขอเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกับคำว่าความขัดแย้งและสันติศึกษาควบคู่กันไป

นิยามศัพท์

Advertisement

การศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษาเป็นศาสตร์ (science) ว่าด้วยความขัดแย้งของมนุษย์ ตลอดจนการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ ศาสตร์นี้ครอบคลุมอรรถาธิบายและสมมุติฐานการเกิดความขัดแย้ง ทั้งในระดับย่อย ระดับเล็ก ระดับกลาง และระดับใหญ่ การรวมจุดเน้นไว้พร้อมกันที่ความขัดแย้งและสันติภาพ จึงทำให้สาขาวิชานี้แตกต่างจากสาขาอื่น ๆ ที่มักมีจุดเน้นจุดเดียว สาขาวิชานี้มีวัตถุประสงค์ให้ภาคีความขัดแย้งทุกฝ่ายเป็นฝ่าย “ชนะ” ศาสตร์ว่าด้วยสันติภาพ (irenology) นั้น เปรียบต่างจากศาสตร์ว่าด้วยสงคราม (polemology) ที่มุ่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวได้รับชัยชนะ

การวิจัยความขัดแย้งและสันติภาพ มีระเบียบวิธี ใช้เครื่องมือและมีเทคนิคที่หลากหลายเช่นเดียวกับการวิจัยในสาขาสังคมศาสตร์อื่น ๆ วิธีที่ใช้มีอาทิ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม, การรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ, การวิเคราะห์เชิงสถิติ, การทดลอง, การสำรวจภาคสนาม, และกรณีศึกษา เป็นต้น การวิจัยในสาขาวิชานี้อยู่ที่จุดตัดระหว่างกิจกรรมสันติภาพ (peace activism) และศาสตร์สมัยใหม่ การวิจัยและการปฏิบัติจึงเสริมซึ่งกันและกัน การวิจัยความขัดแย้งทำให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบของทฤษฎี โดยที่ทฤษฎีนั้นกลั่นกรองจากการวิจัยภาคสนามและจากปฏิสัมพันธ์กับคนทำงานสันติภาพและกับภาคีความขัดแย้งนั่นเอง

การศึกษาสันติภาพ (Peace Education) มีเป้าหมายเพื่อ (1) ยุติสงคราม (2) ลดความรุนแรงในครอบครัว สังคม และทางการเมือง (3) ส่งเสริมการรับรู้ว่าความขัดแย้งคือโอกาสการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและ (4) พัฒนาและทำให้เป็นจริง ซึ่งวิสัยทัศน์สันติภาพและความสมัครสมานในหมู่ประชากรโลก ไม่ว่าหมู่ประชากรนั้นจะมีชาติพันธุ์ใด ถือศาสนาใด มีเพศสภาพหรือมีภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมใด

วิวัฒนาการของการศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษา
การศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษาเป็นศาสตร์สาขาใหม่ ซึ่งมีวิวัฒนาการที่แบ่งเป็นช่วง ๆ ได้ดังนี้

1) ช่วงแรกเป็นการเริ่มบุกเบิก (ค.ศ. 1918-1945)

ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองมีการพัฒนากลไกเชิงสถาบัน, การจัดกิจกรรมสันติภาพ และการวิจัย ซึ่งนำไปสู่สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations IR) และการจัดตั้งสถาบันด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นหลายแห่ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมสันติภาพผ่านการวิจัยการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ดังกล่าว

2) ช่วงที่สองเป็นการวางรากฐาน (ค.ศ. 1946-1964)

หน่วยงานด้านการศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษาเติบโตขึ้น มีการพิมพ์เผยแพร่ “วารสารการแก้ไขความขัดแย้ง” ในปี ค.ศ. 1957

3) ช่วงที่สามเป็นการสร้างความมั่นคง (ค.ศ. 1965-1985)

การศึกษาและการวิเคราะห์มุ่งเน้นความเข้าใจถึงธรรมชาติความขัดแย้งรุนแรงในสามระดับคือ ความรุนแรงในสังคม ความรุนแรงระดับชาติ และความรุนแรงระหว่างรัฐ อีกทั้งมีความพยายามที่จะเข้าใจธรรมชาติของความรุนแรงที่ยืดเยื้อ

4) ช่วงที่สี่เป็นการประกอบสร้างใหม่ (ค.ศ.1985-2005)

ข้อท้าทายของช่วงนี้คือการสิ้นสุดสงครามเย็นและการประกอบสร้างระเบียบโลกใหม่ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของนักวิชาการหลายคนในช่วงเวลานี้ได้แก่ ความซับซ้อนของความขัดแย้ง, ความขัดแย้งอสมมาตร, ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, และความขัดแย้งยืดเยื้อที่แก้ไขยาก

5) ช่วงที่ห้าเป็นการศึกษาความขัดแย้งในบริบททางภูมิศาสตร์ที่ต่างกันออกไป (ค.ศ. 2006 – )

นักวิชาการและนักปฏิบัติหลายคนพยายามขยายสาขาวิชาการศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษาให้ไปไกลกว่ามุมมองตะวันตก และทำให้เป็นมุมมองสากล (cosmopolitan) มากขึ้น โดยให้ครอบคลุมวัฒนธรรมและพื้นที่ต่าง ๆ ของโลก มีการศึกษาจากมุมมองของแอฟริกา เช่น จากวัฒนธรรม Ubuntu, จากวัฒนธรรมของชาวกานาและโตโก, จากมุมมองของเอเชีย เช่น จากวัฒนธรรมญี่ปุ่น (ยิวยิตสู) วัฒนธรรมอินเดีย (สัตยาเคราะห์ และ tetralemma หรือการมีห้าทางเลือกให้ตัดสินใจ)

นึกถึงครูบาอาจารย์ด้านความขัดแย้งและสันติศึกษา

แม้จะกล่าวได้ว่าไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่ครอบคลุมกว้างไกลไปทั้งหมด (grand theory) แต่ก็มีนักคิด/นักปฏิบัติเรื่องสันติภาพและความขัดแย้งหลายคนที่มีบทบาทสูง ในโอกาสนี้ ขอยกตัวอย่างนักคิดคนสำคัญบางคนเพื่อน้อมระลึกถึง ดังนี้

Adam Curl เป็นชาวเควกเกอร์ ผู้บุกเบิกและผู้อุทิศตนในการศึกษาและการปฏิบัติสันติภาพ เขามีแนวคิดว่าอำนาจที่อสมมาตรเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสันติภาพ หลังจากได้พบกับองค์ทะไล ลามะ เคอร์ลได้ฝึกภาวนาในสายธรรมของวัชรยาน และปาวารณาตนเป็นทั้งชาวพุทธและชาวเควกเกอร์

David Bohm มีแนวคิดเรื่องการสานเสวนา (dialogue) ที่ลึกซึ้ง ปาริชาด สุวรรณบุบผาผู้บุกเบิกการสานเสวนาระหว่างศาสนิกชน มักอ้างถึงอยู่โบห์มเสมอ

Johan Galtung เป็นปรมาจารย์เรื่อง สันติภาพ ความรุนแรง และการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง เมื่อมองย้อนไปถึงผลงานของตนเองในช่วงชีวิต 50 ปี เขาสรุปว่าผลงานเหล่านั้นครอบคลุมหัวข้ออยู่ 25 หัวข้อ ซึ่งล้วนอยู่ในบริบทของสันติศึกษาและการศึกษาความขัดแย้ง (ดู 50 Years: 25 Intellectual Landscapes Explored) หนังสือเล่มที่มีการอ้างอิงถึงอยู่บ่อยครั้งของเขาคือ Peace by Peaceful Means ชัยวัฒน์ สถาอานันท์เคยเชิญเขามาประเทศไทย

John Paul Lederach เป็นชาวเมนโนไนต์ เขาได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพหลายแห่ง เช่น โซมาเลีย ไอร์แลนด์เหนือ นิการากัว โคลอมเบีย เนปาล ฟิลิปปินส์ หนังสือ Moral Imagination ของเขาเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่า 4 เรื่อง ที่เป็นการสัมผัสกับพลังธรรมแห่งจินตนาการ เขาเสนอว่าสารัตถะของการสร้างสันติภาพมี 4 ประการคือ 1) ความเป็นใจกลางของสัมพันธภาพ 2) การฝึกการใฝ่รู้อย่างย้อนแย้ง 3) การเปิดพื้นที่แก่การกระทำที่สร้างสรรค์ และ 4) การพร้อมรับความเสี่ยง

ในเรื่องการสร้างเสริมสันติภาพ (peacebuilding) นักปฏิบัติการ (practitioners) หลายคนยอมรับว่าเลเดอรัคมีบทบาทสำคัญในการขยับเลื่อนความสนใจไปจากผู้แสดงระหว่างประเทศมายังผู้แสดงในพื้นที่ความขัดแย้ง และยอมรับว่าภาคประชาสังคมสามารถประสานได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน จึงเป็นผู้แสดงจากระดับกลางสู่บนและล่างที่สำคัญ (middle-out approach) เลเดอรัคสนิทสนมกับมารค ตามไท ซึ่งเคยเชิญเขามาประเทศไทย

ขอแนะนำนักวิชาการด้านการไกล่เกลี่ยสองคนคือ John Windslade และ Gerald Monk ที่โดยเทียบเคียงแล้วนับได้ว่าเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ เหตุที่ขออ้างถึงเขาทั้งสองก็เพราะคิดว่าการอาศัย “เรื่องเล่า” มีความสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง

พวกเขาเขียนหนังสือเรื่อง “การปฏิบัติการไกล่เกลี่ยที่ใช้เรื่องเล่า” ซึ่งเสนอลักษณะเด่น 9 ประการ แต่จะยกมาเป็นตัวอย่างเพียง 4 ประการ ดังนี้ 1) ให้สมมุติว่าผู้คนใช้ชีวิตของเขาผ่านเรื่องราว/เรื่องเล่า ชีวิตคือเรื่องเล่า หากปราศจากเรื่องเล่า ชีวิตเราจะไม่เหลืออะไร 2) หลีกเลี่ยงข้อสันนิษฐานูแบบสารัตถนิยม (essentialist) เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนได้ ยากที่จะมีใครดีหรือเลวตลอด จึงไม่ควรติดป้ายให้แก่เขา หากควรมองหาโอกาสการแปลงเปลี่ยนในทางที่ดีที่อาจเกิดขึ้นได้ 3) เข้าข้องเกี่ยวกับการฟังสองสถาน การฟังสองสถานจะรับฟังไม่เพียงแต่เสียงความเจ็บปวดของเรื่องราวความขัดแย้ง หากยังฟังความหวังของอีกเรื่องราวหนึ่งที่อยู่ข้างเคียงด้วย เช่น ฟังความรู้สึกโกรธและได้ยินเรื่องราวความภูมิใจด้วย ฟังทั้งความหวังและความสิ้นหวัง ฟังทั้งความชอกช้ำและการได้รับการยอมรับ 4) ดำเนินการสนทนาที่ทำให้เป็นเรื่องภายนอกตัว ไม่ทำตัวเป็นศูนย์กลาง อย่าถือตนเป็นจุดอ้างอิง อย่า take it personally

เล่าเรื่องงานสันติศึกษาและสันติวิธีในสังคมไทย

จะขอเล่าโดยสังเขปว่าสันติศึกษาและสันติวิธีมีความเป็นมาอย่างไรในสังคมไทย

กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ก่อตั้งขึ้นในปี 2519 และดำเนินกิจกรรมด้านสันติวิธีและสิทธิมนุษยชนตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพื่อประยุกต์ศาสนธรรมให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา การส่งเสริม และการอบรมสันติวิธีมาตั้งแต่ต้น (จากคำนำหนังสือสร้างสันติด้วยมือเรา ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เรียบเรียง) ในตอนเริ่มต้น บาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, โกศล ศรีสังข์, และนิโคลัส เบนเน็ตต์ ฯลฯ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญใน กศส.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสปีสากลแห่งสันติภาพ พ.ศ. 2529 ได้จัดประชุมนานาชาติเรื่อง Higher Education and the Promotion of Peace ในโอกาสเดียวกัน ศ. ประชุมสุข อาชวอำรุงและ ศ. ยุพิน พิพิธกุล เป็นบรรณาธิการหนังสือ “ประมวลความรู้เรื่องสันติภาพ” โดยการสนับสนุนของทบวงมหาวิทยาลัย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งอาจารย์กลุ่มหนึ่งเพื่อศึกษาและส่งเสริมสันติวิธีประมาณปี พ.ศ. 2539 ผู้ร่วมงานประกอบด้วย มารก ตามไท, โคทม อารียา, สำลี ใจดี, ฉันทนา หวันแก้ว เป็นต้น

ศ. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ก่อตั้งศูนย์ข่าวสารสันติภาพ ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ. วันชัย วัฒนศัพท์ก่อตั้งสถาบันสันติศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประมาณปี พ.ศ. 2539
นายพิชัย รัตนพล นางจิราพร บุนนาค รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สันติวิธี

ศ. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก่อตั้งสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลที่สถาบันพระปกเกล้า โดยมี ศ. วันชัย นภาศัพท์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก ปัจจุบัน สำนักดังกล่าวได้จัดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) จนมาถึงรุ่นที่ 13 ในปัจจุบัน อีกทั้งมีการวิจัยพัฒนาตัวชี้วัดและวัดระดับสันติภาพสังคมไทย (2563 และ 2565) เป็นต้น

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง มี ศ. อมรา พงศาพิชญ์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก

มหาวิทยาลัยมหิดลจัดตั้งศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ในปี 2547 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดตั้งสถาบันสันติศึกษาที่วิทยาเขตหาดใหญ่ และตั้งสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ที่วิทยาเขตปัตตานี นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ด้วย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) จัดหลักสูตรสันติศึกษาภาษาไทยในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และต่อมาในปี 2560 ได้จัดหลักสูตรภาษาอังกฤษด้วย ผู้มีบทบาทหลักคือ พระครูปลัดปัญญาวรวัฒน์ ศ. โดยชื่อของท่านที่มักเรียกขานกันตลอดมาคือพระมหาหรรษา

มูลนิธิเบอร์ฮอฟร่วมกับองค์กรสันติศึกษาอีก 7 แห่ง ก่อตั้งศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaboration) ในปี 2557

ฯลฯ

ในด้านการศึกษาสันติภาพ

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจัดการเรียนการสอนเรื่องสันติภาพในระดับปริญญาตรี โดยได้จัดพิมพ์เอกสารการสอนชุดวิชาสันติศึกษาในปี 2532

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเรียนการสอนเรื่องมนุษย์กับสันติภาพ เป็นวิชาเลือกในหมวดการศึกษาทั่วไป ตั้งแต่ปี 2534 โดยมี ศรีเพ็ญ ศุภพิทยากุล เป็นผู้รับผิดชอบ

มหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง อาทิ ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ราชภัฏยะลา มีการจัดการเรียนการสอนเรื่องสันติภาพ

ศูนย์สันติศึกษาพัฒนาเด็กเล็ก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กอายุ 1.3-2.6 ปี และ 2.6-3.6 ปี

สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์ ศึกษาสถานการณ์ในการสอนสันติศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทยพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนรายวิชาสันติศึกษาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป และหมวดวิชาเลือกเสรี ระดับปริญญาตรี จำนวน 16 รายวิชา จำนวน 14 แห่ง จากจำนวนสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งหมด จำนวน 173 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 8.09

ฯลฯ

มองไปข้างหน้า

การศึกษาความขัดแย้งและสันติศึกษาต้องการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา เรื่องนี้เสนอได้แต่การทำให้เป็นจริงเป็นเรื่องยาก แต่อยากเสนอให้พยายามอยู่ดี โดยพยายามหาจุดร่วม เช่น จุดหมายที่น่าจะมีร่วมกัน จุดหมายนั้นอาจหมายรวมถึง ทำอย่างไรจึงจะช่วยลดความรุนแรง (เกิดสันติภาพเชิงลบ) ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำอย่างไรจึงจะช่วยกันป้องกันโอกาสการเกิดความรุนแรงทางตรงในทางการเมือง ทำอย่างไรรัฐบาลและสภาความมั่นคงจะมีนโยบาย มีแผนยุทธศาสตร์เรื่องความปรองดองซึ่งนำไปปฏิบัติจริง ทำอย่างไรสังคมไทยจะเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม สิทธิของชนกลุ่มน้อย เป็นต้น

ในเรื่องวิธีการนั้นก็แล้วจุดเน้นหรือปรัชญาของแต่ละองค์กรและปัจเจกบุคคล แต่อยากเสนอว่า การเสริมสร้างสันติภาพมีหลายด้านที่ควรจะทำไปพร้อมกัน คือ ด้านการวิจัยสันติภาพและความขัดแย้ง, การจัดการศึกษาสันติภาพ (peace education), และการทำกิจกรรมสันติภาพ (peace activism) เพราะการวิจัยทำให้ได้ความรู้ใหม่ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมหรือการจัดให้มีกิจกรรมสันติภาพช่วยให้เข้าใจภาคีความขัดแย้งและอาจเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันไปในตัว การวิจัยทำให้การจัดการเรียนการสอนมีเรื่องราวมาเล่าที่ช่วยให้เข้าใจทฤษฎีต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นต้น

หน่วยงานด้านสันติศึกษาและการแก้ไขความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยควรมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย แหล่งทุน และสาธารณชนเพิ่มมากขึ้น และควรพัฒนาสามารถในสื่อสารกับสังคมอย่างมีประสิทธิผล หากเป็นไปได้ ควรมีการทำงานร่วมกันให้มากขึ้น และมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเป็นระยะ ๆ

ฯลฯ

อุปสรรคในการเสริมสร้างสันติภาพและการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งของหน่วยงานสันติศึกษา

ปัจจุบัน นักศึกษาโดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษามีจำนวนลดลง

บัณฑิตสาขาสันติศึกษาอาจมีปัญหาในการหางานทำ

แม้ในสังคมไทยจะมีการกล่าวถึงสันติวิธีบ่อยครั้งมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าอำนาจนิยมและการใช้กำลังยังคงเป็นมโนทัศน์หลัก ทำให้การแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธียังขาดประสิทธิผล โดยเฉพาะในชายแดนใต้และในทางการเมือง

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังมีทัศนะอนุรักษ์นิยม ขาดทักษะการสื่อสารสันติ และมีช่องว่างระหว่างอาจารย์บางคนกับเยาวชนที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

คำส่งท้าย

งานที่มีคุณค่าย่อมยากและต้องพากเพียร งานสันติศึกษาก็เช่นกัน

งานสันติศึกษาควรมีแนวจริยศาสตร์แห่งการช่วยเหลือผู้อื่น (Altruism) และการทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ดูหนังสือ The Most you Can Do ของ Peter Singer)

นักสันติวิธี ควรเป็นทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติ พึงพัฒนางานอย่างสม่ำเสมอ และพึงพัฒนาสันติภายในโดยการภาวนา เพื่อให้มีทั้ง “แรงบันดาลใจ” และ “ใจบันดาลแรง” คือทำงานอย่างเบิกบาน ไม่ตรากตรำงานจนเกินไป รักชีวิต รักผู้อื่นไปพร้อมกัน

งานสันติศึกษาหรือสันติวิธี ใช่ว่าจะวางแผนได้อย่างละเอียดล่วงหน้า บางทีต้องปรับเมื่ออยู่หน้างานหรือในภาคสนาม ควรมีการตื่นรู้ (แบบเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ถ้าเป็นไปได้) และความเฉลียวพบ (serendipity) ที่มีนิยามว่า “ความสามารถหรือปรากฏการณ์ในการพบสิ่งที่มีคุณค่าหรือสิ่งที่ชอบ โดยไม่ได้มุ่งหาตั้งแต่ต้น”

อยากฝากข้อคิดเรื่อง phronesis แก่ผู้บริหารทั้งหลาย คำคำนี้อาจแปลว่า ปัญญาปฏิบัติ โดยหมายถึงปัญญาหรือความฉลาดเฉลียวที่สอดคล้องกับการกระทำในทางปฏิบัติ อีกทั้งยังมีวิจารณญาณและอุปนิสัยที่ดีด้วย

สมหมาย ปาริฉัตต์ เขียนบทความชื่อ “ประชามติร่าง รธน. ใหม่ วัฒนธรรมทางการเมืองสันติวิธี” ลงหนังสือพิมพ์วันที่ 22 กันยายน 2565 ซึ่งมีข้อความลงท้ายว่า “ประชามติยังเป็นหนทางไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์ และสันติวิธีเพื่อการเมืองที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ป้องกันความรุนแรงในการแก้ปัญหาความในทุกประเด็น ไม่เฉพาะแต่รัฐธรรมนูญเท่านั้น”

“บทความนี้นำเสนอในการเสวนาสาธารณะเรื่อง “การเดินทางและอนาคตของสันติศึกษาในสังคมไทย”

เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายน 2565 ณ อาคารเรือนไทยมหิดล มหาวิทยาลัยมหิดล

โคทม อารียา