หน้าแรก คอลัมนิสต์ ประยุทธ์ หยุด...

ประยุทธ์ หยุดหรือไปต่อ… ฝืนกระแสการเมืองใหม่

29.09.22 | 12:03 น.

พรุ่งนี้แล้วนะครับ วันลุ้นระทึก ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี วันไหน

ถ้าเป็นวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ก็หมดสิทธิกลับเข้ามาทำงานต่อทันที ถ้าเป็นวันที่ 6 เมษายน 2568 ก็มีสิทธิรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีก 2 ปี ถ้าเป็นวันที่ 9 มิถุนายน 2670 ก็มีสิทธิรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีก 4 ปี

ผลการตัดสินออกมาเป็นวันไหนก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญคงให้เหตุผลกับสังคมที่ชัดเจน ว่ายึดหลักการอะไรเป็นพื้นฐานของคำตัดสิน

จากข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นตลอดมา ระหว่างเจตนารมณ์ของการกำหนดเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีห้ามเกินแปดปี กับ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 6 เมษายน 2560 และวันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ศาลจะยึดข้อใดเป็นหลัก

นับวันเริ่มต้นและวันสุดท้าย การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์

Advertisement

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเจตนารณ์ซึ่งมีมุมมองแตกต่างกันไปว่าความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เป็นหลักการจำกัดอำนาจเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการอยู่ในตำแหน่งยาวนานเกินไป

เจตนารมณ์ กับ วันบังคับใช้รัฐธรรมนูญ อะไรสำคัญกว่า อะไรควรมาก่อน

แต่ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดออกมาอย่างไร ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2566 สภาผู้แทนราษฎรครบวาระ 4 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้นสภาพไปโดยปริยาย ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ภายใน 45 วันหากรัฐบาลอยู่ครบเทอม แต่หากยุบสภาก่อนต้องเลือกภายใน 60 วันหลังจากวันยุบสภา

ด้วยเหตุที่จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า นี่แหละ เลยทำให้กองเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาเบรกกลุ่มต่อต้านให้เพลาการชุมนุมเรียกร้องต่างๆ นานาลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก หยุดอยู่เพียงแค่นี้

บางรายถึงกับออกมาขู่ว่าระวังจะไม่มีการเลือกตั้ง อ้างเหตุความวุ่นวายโน่นนี่ โดยไม่สำนึกแม้แต่น้อยว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของทุกกลุ่มองค์กรในการแสดงความคิดเห็น ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายและใช้ความรุนแรง

ฉะนั้นไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร การเคลื่อนไหวแสดงออกต่อคำตัดสินของศาล และการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์คงเกิดขึ้นต่อไป จนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปนี้ จึงทำให้บรรดาพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ มุ่งหน้าไปที่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งกว่าท่าทีการตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้นทุกวัน

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจหยุด พอแค่นี้จะเป็นผลดีมากกว่าแต่ถ้ายังจะไปต่อ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบเขตอย่างแน่นอน อย่างเก่งสุดก็ลงบัญชีรายชื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง

ส่วนจะตอบรับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ ยังไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ ออกมา จนกว่าจะผ่านด่านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน

ประเด็นที่คิดวิเคราะห์ต่อไปก็คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์รอดและมีสิทธิไปต่อ พรรคไหนจะเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง

ในเมื่อความเป็นจริงทางการเมืองผ่านมาแปดปีปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็นช่วงเวลาขาลง ถ้าเปรียบเป็นสินค้าทางการเมืองก็เกิดสภาพช้ำจนขายยากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ประเมินตัวเองอย่างไร ควรตอบรับอีกหรือไม่

พรรคการเมืองที่คิดจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งและเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีย่อมต้องคิดหนัก ได้กับเสีย อะไรมากกว่ากัน จะเป็นตัวเสริมหรือตัวฉุดมากกว่า

ความคาดหวังที่ยังพอมีอยู่บ้างก็อยู่ที่การเมืองเก่า รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 อำนาจวุฒิสมาชิกในการร่วมเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังคงอยู่

ถึงวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์อายุย่างเข้า 70 ปีแล้ว วุฒิสมาชิกยังจะใช้อำนาจครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ 5 ปีอุ้มต่อไป

ฝ่ากระแสความเปลี่ยนแปลงเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ พรรคการเมืองใหม่ โฉมหน้าการเมืองไทยจะรุ่งโรจน์เรืองรองหรือเสื่อมถอยหนักขึ้นไปอีก อ่านได้ไม่ยาก