พรุ่งนี้แล้วนะครับ วันลุ้นระทึก ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี วันไหน
ถ้าเป็นวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ก็หมดสิทธิกลับเข้ามาทำงานต่อทันที ถ้าเป็นวันที่ 6 เมษายน 2568 ก็มีสิทธิรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีก 2 ปี ถ้าเป็นวันที่ 9 มิถุนายน 2670 ก็มีสิทธิรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีก 4 ปี
ผลการตัดสินออกมาเป็นวันไหนก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญคงให้เหตุผลกับสังคมที่ชัดเจน ว่ายึดหลักการอะไรเป็นพื้นฐานของคำตัดสิน
จากข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นตลอดมา ระหว่างเจตนารมณ์ของการกำหนดเวลาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีห้ามเกินแปดปี กับ วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 6 เมษายน 2560 และวันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ศาลจะยึดข้อใดเป็นหลัก
นับวันเริ่มต้นและวันสุดท้าย การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเจตนารณ์ซึ่งมีมุมมองแตกต่างกันไปว่าความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญมาตรา 158 ไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เป็นหลักการจำกัดอำนาจเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการอยู่ในตำแหน่งยาวนานเกินไป
เจตนารมณ์ กับ วันบังคับใช้รัฐธรรมนูญ อะไรสำคัญกว่า อะไรควรมาก่อน
แต่ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดออกมาอย่างไร ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2566 สภาผู้แทนราษฎรครบวาระ 4 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ต้องพ้นสภาพไปโดยปริยาย ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ภายใน 45 วันหากรัฐบาลอยู่ครบเทอม แต่หากยุบสภาก่อนต้องเลือกภายใน 60 วันหลังจากวันยุบสภา
ด้วยเหตุที่จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า นี่แหละ เลยทำให้กองเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาเบรกกลุ่มต่อต้านให้เพลาการชุมนุมเรียกร้องต่างๆ นานาลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก หยุดอยู่เพียงแค่นี้
บางรายถึงกับออกมาขู่ว่าระวังจะไม่มีการเลือกตั้ง อ้างเหตุความวุ่นวายโน่นนี่ โดยไม่สำนึกแม้แต่น้อยว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของทุกกลุ่มองค์กรในการแสดงความคิดเห็น ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายและใช้ความรุนแรง
ฉะนั้นไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไร การเคลื่อนไหวแสดงออกต่อคำตัดสินของศาล และการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์คงเกิดขึ้นต่อไป จนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะเกิดขึ้น
สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปนี้ จึงทำให้บรรดาพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ มุ่งหน้าไปที่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งกว่าท่าทีการตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้นทุกวัน
ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจหยุด พอแค่นี้จะเป็นผลดีมากกว่าแต่ถ้ายังจะไปต่อ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบเขตอย่างแน่นอน อย่างเก่งสุดก็ลงบัญชีรายชื่อพรรคใดพรรคหนึ่ง
ส่วนจะตอบรับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ ยังไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ ออกมา จนกว่าจะผ่านด่านคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน
ประเด็นที่คิดวิเคราะห์ต่อไปก็คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์รอดและมีสิทธิไปต่อ พรรคไหนจะเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง
ในเมื่อความเป็นจริงทางการเมืองผ่านมาแปดปีปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เป็นช่วงเวลาขาลง ถ้าเปรียบเป็นสินค้าทางการเมืองก็เกิดสภาพช้ำจนขายยากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ประเมินตัวเองอย่างไร ควรตอบรับอีกหรือไม่
พรรคการเมืองที่คิดจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งและเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีย่อมต้องคิดหนัก ได้กับเสีย อะไรมากกว่ากัน จะเป็นตัวเสริมหรือตัวฉุดมากกว่า
ความคาดหวังที่ยังพอมีอยู่บ้างก็อยู่ที่การเมืองเก่า รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 อำนาจวุฒิสมาชิกในการร่วมเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังคงอยู่
ถึงวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์อายุย่างเข้า 70 ปีแล้ว วุฒิสมาชิกยังจะใช้อำนาจครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระ 5 ปีอุ้มต่อไป
ฝ่ากระแสความเปลี่ยนแปลงเป็นยุคของคนรุ่นใหม่ พรรคการเมืองใหม่ โฉมหน้าการเมืองไทยจะรุ่งโรจน์เรืองรองหรือเสื่อมถอยหนักขึ้นไปอีก อ่านได้ไม่ยาก

