หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : ปฏิเสธ อำนาจ ปฏิบัติการ สี่อิ๋วล้างหู อ่างทอง ล้างมือ

29.09.22 | 12:20 น.

วิถีแห่งกลยุทธ์ : ปฏิเสธ อำนาจ ปฏิบัติการ สี่อิ๋วล้างหู อ่างทอง ล้างมือ

ถามว่าเหตุใดการทำพิธี “อ่างทอง ล้างมือ” ของเล้าเจี่ยฮวงจึงมีอันต้องพังราบ พินาศลงภายในพริบตาพลัน
ใครที่อ่าน “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ล้วนได้ “คำตอบ”

บ้างก็ว่าเป็นเพราะการสร้างสายสัมพันธ์อันลึกเร้นของเล้าเจี่ยฮวงกับบางคนในสำนักอสูรของงักปุกคุ้งเป็นเหตุ

บ้างก็ว่าเป็นเพราะมีบาง “สำนัก” ต้องการ “ล้ม” พิธีนี้อยู่แล้ว

กระนั้น ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงบังเกิดปรากฏเมื่อขบวนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเดินทางมาถึงและหยุดยืนกลางห้อง

พนักงานกรมเมืองที่ติดตามคุกเข่าลง เทิด 2 มือขึ้นเหนือศีรษะ

Advertisement

เสนอถาดอันปูแพรเหลืองใบหนึ่ง เจ้าหน้าที่นั้นน้อมกายรับม้วนแพรกล่าวเสียงกังวาน “มีราชโองการ เล้าเจี่ยฮวงรับราชโองการ”

เหล่า “นักสู้” ใจหายวาบ

“มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ด้วยข้าหลวงมณฑลโอ้วน้ำกราบทูลว่า ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเมืองฮ่วงซัว เล้าเจี่ยฮวง บำเพ็ญประโยชน์ช่วยราชการบ้านเมือง ควรแก่การใช้สอยแต่ง ตั้งเป็นที่ปรึกษาทางทหาร

รับใช้แก่ชาติบ้านเมือง อย่าได้เป็นที่ผิดหวังของข้า”

เรื่องนี้จะมองทางด้านเจ้าหน้าที่กรมการเมืองมิได้ เรื่องนี้จะมองทางด้านของเล้าเจี่ยฮวงผู้สนองรับพระบรมราชโองการมิได้

จำเป็นต้องพิจารณาความรู้สึกของคนในยุทธจักร

“กิมย้ง” บรรยายความตามสำนวนแปล น.นพรัตน์ ออกมาว่า คราครั้งนี้เหนือความคาดหมายของเหล่านักสู้ ทุกผู้คนหันไปมองหน้ากัน

สีหน้ากระอักกระอ่วน ทั้งเคลือบแคลงสงสัย

ชาวยุทธจักรทระนงถือดี ปกติไม่เห็นคนของบ้านเมืองอยู่ในสายตา ยามนี้เห็นฮ่องเต้เพียงทรงแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางทหารอันกระจ้อยร่อย เล้าเจี่ยฮวงก็สำนึกตื้นตันแสดงท่าทีพินอบพิเทา

ติดสินบนอย่างเปิดเผย ในใจนึกดูแคลน แขกเหรื่อที่อายุสูงวัยล้วนครุ่นคิดขึ้น

“ดูท่าทีตำแหน่งของเขานี้คงใช้เงินทองซื้อมา เล้าเจี่ยฮวงประพฤติเที่ยงธรรมตลอดมา พอย่างเข้าวัยชราไฉนปล่อยให้ลาภยศมอมเมาจิตใจ ซื้อตำแหน่งหน้าที่โดยไม่เลือกวิธีที่ใช้”

นั่นเองพิธี “อ่างทอง ล้างมือ” จึงถูกขวางด้วยเสียงตวาด “ช้าก่อน”

อย่าว่าแต่บรรยากาศ “ต่อต้าน” จะบังเกิดขึ้นในคฤหาสน์โตใหญ่ของเล้าเจี่ยฮวงแห่งเมืองฮ่วงซัวเลย
“อำนาจ” ถูกมองด้วยสายตาแปลกแปร่งมายาวนานแล้ว

หากอ่าน “มวยไทเก็ก” จากการเรียบเรียงของ คณิต ครุฑหงษ์ เมื่อถึงตอนว่าด้วยประวัติของท่านจางซันเฟิง ก็จะยิ่งบังเกิดอาการ “ตาสว่าง” มากขึ้น

จางซันเฟิงเป็นปฐมอาจารย์ผู้คิดระบบการต่อสู้แบบ “ไท่จี๋เฉวียน” บรรพบุรุษได้พักอยู่ที่ภูเขาเสือมังกร (หลงหู่ซาน) อันเป็นแหล่งพำนักของนักพรตเต๋าแต่โบราณ

บิดาของท่านชื่อจางจุยเหยิน มีสติปัญญาเลิศล้ำ สามารถผ่านการสอบของจักรพรรดิไท่จงแห่งราชวงศ์หยวนได้เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แต่ก็ได้ละความทะเยอทะยานทางโลก และปรารถนาที่จะอาศัยอยู่ตามภูเขามากกว่า

การสละความทะเยอทะยาน (ซิงเกา) นี้ เป็นที่ยกย่องของชาวจีนผู้มีการศึกษาว่าท่านเป็นผู้มีอุดมการณ์สูงส่ง

นี่ย่อมเป็นรากฐานให้กับ “จางซันเฟิง”

จางซันเฟิงเกิดในตอนเที่ยงคืนของวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1247 ตามตำนานกล่าวว่า ท่านเกิดมาพร้อมกับลักษณะแห่งอัจฉริยะ มีหลังโค้งคล้ายหลังเต่า มีร่างกายคล้ายนกกระเรียน

มีดวงตาอันกลมใหญ่ ส่อแววแห่งความเฉลียวฉลาดและความมีอายุยืนยาว ร่างกายสูงถึง 7 ฟุต

เมื่ออายุ 12 ขวบ ก็เริ่มศึกษาหนังสือโบราณของจีน

จากการที่มีความจำดีและความรู้สึกนึกคิดเป็นเลิศจึงไม่ยากที่จะเข้าสู่การเป็นขุนนาง และสามารถเป็นขุนนางในตำแหน่งสูงได้

หลังจากบิดามารดาถึงแก่กรรม จางซันเฟิงก็ตัดสินใจ

1 ได้ลาออกจากตำแหน่งในทางราชการ และ 1 ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อี้โจว และได้แจกจ่ายทรัพย์สินให้แก่ญาติจนหมด

จากนั้นได้ออกเดินทางไปตามภูเขาต่างๆ เป็นเวลาร่วม 30 ปี

เป้าหมายประการหนึ่งเพื่อเยี่ยมเยียนอาราม และอีกประการหนึ่งซึ่งสำคัญ เพื่อแสวงหานักปราชญ์และเรียนรู้จากนักปราชญ์

ท่านสามารถเดินทางได้วันละ 1,000 ลี้ โดยไม่เหนื่อย

ในที่สุดก็ได้มาถึงภูเขาเปาจี บริเวณตอนกลางในภาคตะวันตกของจีน เมื่ออายุได้ 67 ปี จางซันเฟิงได้พบกับนักพรตเต๋าฉายา “มังกรไฟ” (ฮั่วหลง)

นักพรตผู้นี้ได้ถ่ายทอดวิธีฝึกความเป็นอมตะให้จางซันเฟิงฝึกฝนเป็นเวลา 4 ปี มีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย จึงย้ายมาฝึกที่ภูเขาอูตั๋ง 9 ปีผ่านไปจึงได้บรรลุ “เต๋า”

จากนั้นจึงเริ่มจาริกจากเหนือลงใต้

เมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดก็พบว่าพวกญาติๆ ได้ถึงแก่กรรมหมดสิ้น เหมือนๆ กับการหมดสิ้นไปของราชวงศ์หยวน และเข้าสู่ราชวงศ์หมิง เนื่องจากมีเสียงเล่าลือว่าท่านสำเร็จชีวิตนิรันดร์ของเต๋า ก็หวั่นเกรงว่าจะถูกเรียกตัวไปรับราชการอีก

จึงแสร้งทำเป็น “บ้า” กระทั่งได้ฉายาว่า “นักพรตสติเฟื่อง”

คณิต ครุฑหงษ์ ระบุว่า ในปี ค.ศ.1385 จักรพรรดิจีนมีพระราชโองการให้ท่านกลับเข้ารับราชการ ท่านจึงได้หลบซ่อนตัวอยู่แถบชายแดนยูนนาน

จนกระทั่ง ค.ศ.1399 จึงได้กลับไปยังภูเขาอู่ตั๋ง และได้รู้จักเพื่อนที่ดีที่สุดคือ หวันพูจื่อ

ในปี ค.ศ.1407 จักรพรรดิเฉิงจู่ได้ส่งข้าราชการ 2 คน มาที่ภูเขาอู่ตั๋งแต่ไม่พบ ต่อมาจึงมีพระราชโองการให้สร้างอารามใหญ่เพื่อเป็นเกียรติ

ในปี ค.ศ.1459 จักรพรรดิอิ้วจงได้พระราชทานฉายา “อมตะ” ให้

ในความเห็นของ คณิต ครุฑหงษ์ ถ้าพิจารณา “ตำนาน” ให้ดี จะเห็นว่าท่านจางซันเฟิงเกิดตอนปลายราชวงศ์ซ่ง และมีชีวิตอยู่ตลอดราชวงศ์หยวน

จนถึงสมัยพระเจ้าติ้งจงแห่งราชวงศ์หมิง รวมแล้วมีชีวิตถึงกว่า 200 ปี

เป็นชีวิตแห่งการศึกษาเรียนรู้วิชาเต๋า เป็นชีวิตแห่งการฝึกรำดาบในแสงจันทร์ เป็นชีวิตที่ฝึกไท่จี๋เฉวียนในคืนที่มืดสนิท

โดยเชื่อว่าการรำดาบในแสงจันทร์จะส่งเสริมพลังประสาท

โดยเชื่อว่าการร่ายรำไท่จี๋เฉวียนในคืนที่มืดสนิทจะส่งเสริมความกระชุ่มกระชวย การปีนเขาในคืนที่ลมแรงจะทำให้หายใจได้ยาว

แต่ที่แหลมคมยิ่งกว่านั้น คือ การเร้นกายหนีห่างจากการเป็น “ขุนนาง”

เรื่องของจางซันเฟิงเร้าใจอยู่แล้ว เรื่องของ “สี่อิ๋วล้างหู” ซึ่ง บุญศักดิ์ แสงระวี แปลจากข้อเขียนของ “หงอิ้งหมิง” ตีพิมพ์อยู่ใน “สายธารแห่งปัญญา”

ยิ่งชวนให้ติดตาม

มีชายคนหนึ่งชื่อ “สี่อิ๋ว” พระเจ้าหยาวรู้ว่าเป็นคนมีความสามารถจึงคิดจะมอบราชบัลลังก์ให้

แต่เขาไม่ยินดีจะเป็นฮ่องเต้ จึงหนีไปอยู่ในที่ห่างไกล

ไม่นานต่อมา พระเจ้าหยาวก็เชิญอีก เขายังคงไม่ยินดี กลับไปนั่งล้างหูอยู่ริมธาร บังเอิญมีชายชราคนหนึ่งจูงควายมากินน้ำเห็นเข้าก็ถามว่า

“เหตุใดจึงต้องล้างหู”

สี่อิ๋วตอบว่า “พระเจ้าหยาวเรียกข้าพเจ้าไปเป็นขุนนาง ข้าพเจ้าเกรงว่าเสียงของพระองค์จะทำให้รูหูของข้าพเจ้าสกปรกจึงต้องล้างเสียให้สะอาด”

ชายชราจึงว่า “ถ้าท่านหลบเข้าไปอยู่เสียในภูเขาลึกก็จะไม่มีใครรู้จักท่าน ดังนี้ ยังจะมีใครมาเรียกท่านให้เป็นขุนนางอีก แต่ท่านกลับท่องมาอยู่ในโลกภายนอกเช่นนี้จงใจจะให้เขาได้ยินชื่อเสียงของท่าน

เชอะ เกรงว่าน้ำที่ท่านล้างหูจะทำให้ปากควายของข้าพเจ้าสกปรกไปด้วยซ้ำ”

พูดจบชายชราก็จูงควายขึ้นไปกินน้ำยังต้นน้ำ

ไม่ว่ากรณีของเล้าเจี่ยฮวง ไม่ว่ากรณีของจางซันเฟิง ไม่ว่ากรณีของสี่อิ๋ว ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็น 1 ความใส่พระทัยของฮ่องเต้

หาก 1 การปฏิเสธต่อ “ราชการ”

ยิ่งกว่านั้น 1 ยังขึ้นอยู่กับแต่ละ “ยุทธวิธี” ในการบริหารจัดการกับปัญหาเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด

นั่นคือ ถอยห่างจาก “ราชการ”