หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ระบอบที่ไม่ได้ดีที่สุด’ แต่เราไม่ควรจะไปอยู่ ใน ‘ระบอบที่ดีกว่านี้’ หรอก

28.09.22 | 10:41 น.

มีคำถามท้าทายสำหรับผู้แสวงหาคำตอบเกี่ยวกับระบบระบอบการปกครองว่า หากมีประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการ แต่เป็นเผด็จการที่ทำไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสวงหาความมั่งคั่งแบบทุนนิยม ตลอดจนเคารพยอมรับให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนได้ไม่แตกต่างจากการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยแล้ว การปกครองระบอบเผด็จการนั้นจะสามารถยอมรับได้หรือไม่

ที่เป็นคำถามท้าทายก็เพราะเราต่างรู้และยอมรับกันว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด” แต่เป็น “ระบอบการปกครองที่แย่น้อยที่สุด”

เพราะหากจะชี้วัดเฉพาะด้วยประสิทธิภาพโดยรวมแล้ว ประชาธิปไตยก็คงจะได้คะแนนน้อยในด้านนี้ ทั้งในเรื่องความรวดเร็ว และประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐประเทศ หรือสังคมส่วนรวม

ส่วนระบอบที่ถ้าวัดด้วยประสิทธิภาพในการปกครองประเทศ หรือแก้ปัญหา “เผด็จการ” นั้นเป็นระบอบที่ชนะกันแบบไม่เห็นฝุ่น ด้วยการตัดสินใจที่เบ็ดเสร็จฉับไว และสามารถเลือก “วิธีการที่ดีที่สุด” เพื่อการแก้ปัญหาได้

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เพียงการตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก แต่ยังรวมถึงหลักการที่ยอมรับว่าประชาชนคือ องค์ประธานแห่งอำนาจรัฐ มีสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยถ้วนทั่วเสมอหน้ากัน โดยมีกฎหมายเป็นต้นธารแห่งการใช้อำนาจรัฐทั้งปวง ตลอดจนเป็นเครื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแห่งการใช้อำนาจรัฐรวมถึงสิทธิหน้าที่และสถานะของประชาชนทุกคนในรัฐ ซึ่งถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วในกฎหมายเช่นกัน แต่กฎหมายที่จะให้อำนาจรัฐเช่นนั้นก็จะต้องไม่ขัดต่อหลักการที่ต้องเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่ละคนด้วย สิ่งนี้คือ “หลักนิติรัฐ”

Advertisement

ในระบอบการปกครองที่ยอมรับใน “หลักนิติรัฐ” นี้เอง รัฐจึงละทิ้งคนส่วนน้อยเพียงเพื่อประโยชน์ของ
รัฐประเทศ หรือคนส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิงเลยไม่ได้ เพราะถ้าจะต้องแก้ปัญหา หรือตัดสินใจอะไรแล้ว ระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐจะไม่อนุญาตให้เลือกวิถีทางที่ดีที่สุดหรือรวดเร็วที่สุด แต่จะต้องเป็นวิถีทางที่แค่เพียงพอบรรลุวัตถุประสงค์อันเป็นสาระของเรื่องนั้นได้แต่ส่งผลกระทบต่อทุกคนในสังคมและรัฐประเทศนั้นน้อยที่สุด

กล่าวให้ถึงที่สุด ประชาธิปไตยไม่อนุญาตให้สังเวยชีวิตคนที่ไม่มีความผิดแม้เพียงหนึ่งคนเพื่อให้คนไม่ว่าจะกี่ล้านคนก็ตามมีความสุขหรือพอใจได้ เป็นระบอบที่ไม่ยินยอมให้ยิงเครื่องบินที่มีผู้โดยสารในเครื่องเพียงยี่สิบคน แม้ว่าข้อเท็จจริงโดยสิ้นสงสัยจะปรากฏว่าเครื่องบินนั้นกำลังจะเข้าก่อวินาศกรรมซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตของผู้คนนับพันนับหมื่นก็ตาม

ตรงข้ามกับระบอบเผด็จการซึ่งเป็นระบอบที่สามารถละทิ้งหรือละเลยสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนไปได้ หากสิทธิหรือเสรีภาพนั้นจะเป็นข้อจำกัดซึ่งการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือผลประโยชน์ในระยะยาวนั้นได้ สิทธิเสรีภาพที่รัฐอาจละเลย หรือละทิ้งได้นั้นรวมถึงสิทธิในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย ระบอบเช่นนั้นจึงอนุญาตให้เอารัฐจับเอาคนที่ติดโรคระบาดที่ไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่แค่ไหน ไป “จำกัด” หรือ “กำจัด” ได้ หากมั่นใจได้ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการป้องกันโรคระบาดที่สมบูรณ์ที่สุดเพื่อประโยชน์ของคนในรัฐประเทศนั้น

นี่คือข้อน่ากลัวที่สุดของระบอบเผด็จการที่เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับประสิทธิภาพและความรวดเร็วเหนือกว่าการปกครองที่ยอมรับหลักนิติรัฐ

ทั้งนี้ แม้ว่าระบอบประชาธิปไตยที่มีนิติรัฐนั้น อาจมีกรณีที่คนบางส่วนยอมจะต้องเสียสละซึ่งสิทธิหรือเสรีภาพของพวกเขาบ้าง เพื่อให้สังคมส่วนรวมหรือรัฐประเทศได้ประโยชน์ แต่นั่นก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่การเสียสละนั้นจะต้องสมเหตุสมผล และได้รับการตอบแทนเยียวยา ตัวอย่างของเรื่องนี้ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ก็ได้แก่หลักการที่ว่ารัฐจะยึดที่ดินคืนไปจากประชาชนโดยพลการไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อนำไปทำประโยชน์ต่อสาธารณะที่มีความชัดเจนว่าจะนำไปทำอะไร และจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินนั้นด้วย ดังนั้นการดำเนินโครงการใดๆ ของรัฐในระบอบประชาธิปไตยอย่างไรก็ต้องช้ากว่าการที่รัฐนั้นใช้อำนาจยึดเอาที่ดินของประชาชนมาได้ทันที แต่เชื่อว่าเราทั้งหลายน่าจะรู้สึกดีกว่ากับหลักประกันว่าอยู่ดีๆ จะไม่มีใครมายึด หรือไล่เราออกจากบ้านกันแบบดื้อๆ

หลักการสำคัญอีกอย่างหนึ่งของหลักนิติรัฐ คือ “หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะ” ที่เป็นหลักการที่รับรองว่าประชาชนสามารถใช้ชีวิตในรัฐประเทศได้อย่างมีความมั่นคงแน่นอนในสิทธิ หน้าที่ และสถานะตามกฎหมาย ที่รัฐจะมายกเลิกหรือพรากไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมที่บอกให้ทราบไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วไม่ได้

หลักความมั่นคงแห่งนิติฐานะนี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ในรัฐประเทศได้โดยคาดหมายได้ว่า ถ้าตนกระทำการหรือปฏิบัติตนอย่างใดจะได้ผลลัพธ์หรือผลกระทบเช่นไร และหากจะต้องถูกจำกัดสิทธิประโยชน์หรือสถานะนั้น ก็จะเป็นเพราะเงื่อนไขใดโดยชัดเจน

เป็นหลักการที่รับรองว่าไม่มีใครจะมายึดบ้านเราไปดื้อๆ ตามข้างต้นนั่นแหละ

มีตัวอย่างอยู่เช่นกันในโลกปัจจุบันถึงประเทศที่ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง มีการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจที่ดูจากภายนอกแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศเสรีนิยม ทุนนิยมอะไรเลย ทั้งประชาชนในประเทศนั้นก็ยังปรากฏเห็นว่ามีสิทธิหรือเสรีภาพตามสมควร เข้าออกประเทศหรือไปไหนมาไหนได้โดยอิสระ มีวิถีชีวิตที่ไม่ได้ผิดจากประชาชนในโลกเสรี แต่สิ่งที่ขาดไปในประเทศที่กล่าวไปนี้ คือการเคารพในหลักนิติธรรม และหลักความมั่นคงในนิติฐานะของประชาชน

ดังนี้ ประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการอาจจะอนุญาตให้คุณร่ำรวยได้ รวยที่สุดในโลกก็ยังได้แต่เพราะปราศจากความมั่นคงในนิติฐานะนี้ คุณไม่มีวันรู้เลยว่าคุณจะร่ำรวยเช่นนั้นได้ถึงเมื่อไร หรือการวางแผนทางธุรกิจของคุณนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะรัฐสามารถสั่งห้าม ยึดคืน หรือกำหนดว่ากิจการหรือกิจกรรมทางธุรกิจของคุณนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามเมื่อไรก็ได้ ถ้ารัฐเห็นว่าคุณกำลังเริ่มจะรบกวนความมั่นคงแห่งอำนาจรัฐ ซึ่งบางครั้งสาเหตุที่มาหยุดคุณนั้น เป็นเพียงเพราะการพูดหรือแสดงออกประโยคเดียวหรือครั้งเดียวที่ผู้มีอำนาจรัฐรู้สึกระคายไม่พอใจ

ระบอบเช่นนั้นอาจเปิดโอกาสให้คุณประกอบธุรกิจได้เท่าที่เขาอนุญาต แต่การอนุญาตนั้นจะถูกเรียกคืนเสียเมื่อไรก็ได้ หรือธุรกิจของคุณที่เคยถือเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายและสร้างความมั่งคั่งให้กับคุณมหาศาล แต่เมื่อวันใดที่รัฐเห็นสมควร ก็อาจจะประกาศให้ธุรกิจของคุณเป็นเรื่องผิดกฎหมายและห้ามแสวงหาผลกำไรจากการนั้นก็ได้เช่นกัน

จริงอยู่ว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าประชาชนที่ได้รับประโยชน์หรือได้รับการอนุญาตจากรัฐอาจจะถูกจำกัดหรือเปลี่ยนแปลงลดทอนสิทธิประโยชน์หรือความเป็นอิสระได้ เช่น วันหนึ่งรัฐก็อาจจะเห็นสมควรจำกัดกิจกรรมทางธุรกิจบางอย่างได้หากเห็นสมควร แต่ด้วยการเคารพต่อหลักนิติรัฐและความมั่นคงของนิติฐานะนี้ การจำกัดหรือห้ามโดยรัฐนั้นก็จะต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน มีช่วงเวลาเพื่อการปรับเปลี่ยน ยอมรับว่าสิ่งที่ได้กระทำมาก่อนหน้าที่รัฐจะเปลี่ยนแปลงนั้นถือว่าชอบด้วยกฎหมายเท่าที่ผ่านมา ส่วนต่อไปจะต้องดำเนินการอย่างไร ตลอดจนมีการเยียวยาย้อนหลังในกรณีที่ผู้ที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ใดไปแล้วถูกยกเลิกในภายหลัง ทั้งหมดนี้จะเป็นไปตามวิถีทางแห่งกฎหมาย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายในลักษณะดังกล่าวของการปกครองที่มีนิติรัฐ จึงไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีๆ ฟ้าจะผ่าลงมาใส่คุณ และสิ่งที่คุณเคยทำถูกทำได้ กลายเป็นผิดกฎหมายต้องห้ามไปเสียทั้งหมด

ประเทศที่ปกครองในระบอบเผด็จการก็อาจจะให้เสรีแก่ประชาชนที่จะแสวงหาความบันเทิงได้เช่นเดียวกับชาวโลกเสรี แต่นั่นก็จะต้องเป็นความบันเทิงที่อำนาจรัฐนั้นเห็นชอบแล้วว่าจะไม่รบกวนหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ และความบันเทิงที่ได้รับอนุญาตแล้วนั้น วันดีคืนดีก็อาจจะไม่อนุญาตก็ได้ หรือที่เคยทำได้โดยเสรีก็อาจจะถูกจำกัดขึ้นมาโดยคาดเดาอะไรล่วงหน้าก็ไม่ได้ด้วย

เช่นเดียวกับที่รัฐอาจอนุญาตให้คุณมีชีวิตส่วนตัวมีครอบครัวได้ แต่ไม่รับประกันว่าวันดีคืนดีผู้นำประเทศจะสั่งระดมพลกะทันหัน และพรากเอาสามี หรือพ่อของผู้คนไปรบได้อย่างไม่ให้แม้แต่เวลาเตรียมตัว หรือบอกลากัน

นี่จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมแม้ประชาธิปไตยจะไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ก็เป็นระบอบที่แย่น้อยที่สุด สำหรับเราทุกคนที่ไม่รู้เลยว่าเราอาจจะต้องเป็นผู้เสียสละให้แก่ “ประสิทธิภาพ” ของส่วนรวม หรือรัฐประเทศได้ในเรื่องใด

นอกจากนี้ ระบอบประชาธิปไตยยังเป็นระบอบมีข้อดีอย่างยิ่งที่ยอมให้เราตัดสินใจผิดและตัดสินใจใหม่ได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ความเสียหายอันเป็นผลแห่งการตัดสินใจผิดนั้นบางกรณีอาจจะยาวนาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะคงอยู่ตลอดไป โดยการตัดสินใจนั้นกระทำได้อย่างน้อยก็โดยการเลือกตั้งทั่วไปตามแต่ระบบและรูปแบบการกำหนดตัวองค์ผู้ใช้อำนาจที่แตกต่างกัน

เช่นนี้การที่ผู้มีอำนาจข่มขู่ประชาชนว่า ถ้าเรียกร้อง หรือเคลื่อนไหวอย่างนั้นอย่างนี้อาจจะไม่ได้เลือกตั้งนั้น เป็นคำขู่ที่ขัดต่อหลักการอันเป็นสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตยทั้งสองหลักการ คือหลักการที่เราสามารถ “ตัดสินใจใหม่” ในทางการเมืองได้ผ่านกลไกการเลือกตั้ง และหลักนิติรัฐที่กฎหมายจะต้องให้ความมั่นคงแน่นอนและต้องคาดหมายได้

การที่เราจะได้เลือกตั้งได้เมื่อใดนั้นถูกกำหนดไว้โดยชัดเจนแล้วโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่คาดหมายได้โดยไม่ควรจะมีเหตุแทรกซ้อนใดๆ มาขัดขวาง โดยเฉพาะเหตุแทรกซ้อนนั้นมาจากการโต้แย้งคัดค้านผู้มีอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนจะกระทำได้อยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย

เว้นแต่คนพูดแน่ใจว่าเขาอยู่ในระบบระบอบ หรือสนับสนุนระบบระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งการใดๆ ก็อาจจะไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือกรอบกติกาใดก็ได้ หากสุดแต่อำเภอใจของผู้มีอำนาจ ที่มีตัวเขาเองให้การสนับสนุน

กล้า สมุทวณิช