หากใครได้อ่านหนังสือที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกชื่อ Sapiens ซึ่งเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างมีอรรถรสและครอบคลุมมากที่สุด ของ Yuval Harari ผู้ซึ่งได้พยากรณ์ว่าโลกได้บรรลุถึงระดับอารยธรรมขนาดที่ว่า โรคระบาด สงคราม และข้าวยากหมากแพงได้หมดสิ้นไปแล้วและจะไม่หวนกลับคืนมาอีก แต่ความจริงก็คือว่าในปี 2565 โลกก็ต้องประสบกับทั้งโรคระบาด สงครามรัสเซียยูเครน และข้าวยากหมากแพง ดังนั้น หากจะถามคนไทยในตอนนี้ว่ามีความอยู่ดีมีสุขแค่ไหน คนไทยก็คงจะตอบได้โดยพร้อมเพรียงกันว่า ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยนับว่าเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลพวงของโรคระบาดและสงครามซึ่งไม่ได้มีผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ ปัญหาเศรษฐกิจและการตกงานเท่านั้น แต่มีผลระยะยาวไปถึงการแบ่งขั้วทางการเมืองของทั้งโลกและการสลับขั้วการเมืองในหลายประเทศ รวมถึงมาตรฐานทางคุณธรรมอีกด้วย ความอยู่ดีมีสุขจึงเป็นการวัดผลของการพัฒนาที่มากไปกว่ารายได้หรือจีดีพี
ที่จริงความคิดเรื่องความอยู่ดีมีสุขนั้นแพร่หลายมากขึ้นนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นการยอมรับว่าการวัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติคือจีดีพีต่อหัวเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างจำกัดในการวัดความสำเร็จผลของการพัฒนาประเทศ เพราะจีดีพีนั้นไม่ได้รวมองค์ประกอบสำคัญๆ เช่น สินค้าและบริการที่ไม่ได้รวมระบบตลาดเช่นผลผลิต บริการของแม่บ้านที่ดูแลทุกข์สุขของครอบครัว และยังไม่ได้รวมมลพิษทั้งหลายที่เกิดจากการสร้างผลผลิตเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง จึงไม่ได้เชื่อมโยงโดยอัตโนมัติกับความก้าวหน้าในการพัฒนาความอยู่ดีมีสุขของมนุษย์
ดังนั้น ความอยู่ดีมีสุขจึงไม่ได้เกี่ยวกับการที่มีรายได้สูงขึ้นแต่อย่างเดียวและไม่ได้หมายถึงการดำรงชีพที่ดีขึ้นเท่านั้น ในระยะแรกกรอบความคิดเกี่ยวกับความอยู่ดีมีสุขนั้นอาศัยกรอบความคิดของ
อมาตยา เซน ที่ว่าประเด็นของการพัฒนาอยู่ที่ประชาชนที่จะทำอะไรได้หรือไม่ได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับภารกิจและสมรรถภาพ ในกรอบแนวคิดของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในตอนนั้นได้แจกแจงองค์ประกอบของความอยู่ดีมีสุขเป็น 7 ด้านได้แก่ 1.ด้านสุขอนามัยและโภชนาการ 2.การศึกษา 3.ชีวิตการดำเนินงาน 4.ชีวิตครอบครัว 5.การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยากจน การกระจายรายได้และสวัสดิการ 6.สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย และ 7.ประชารัฐซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ดังนั้น ความอยู่ดีมีสุขจึงต้องวัดความสำเร็จทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ความอยู่ดีมีสุขในระดับสากลนั้น วัดจากระดับความพึงพอใจในชีวิตของบุคคลหรือความสุขเชิงอัตวิสัยซึ่งตรงกับคำ ภาษาอังกฤษว่า Subjective well-being การวัดความพึงพอใจนั้นได้ก้าวหน้าอย่างมากในประเทศสหราชอาณาจักรและเยอรมนี ส่วนประเทศไทยเองนั้นก็ได้พูดถึงสังคมที่มีความสุขในเป้าหมายการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นไทยแลนด์ 4.0 ที่มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนโดยให้ความสุขเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนา
งานวิจัยเชิงประจักษ์ในต่างประเทศพบว่า ความสุขเชิงอัตวิสัยหรือความสุขที่ประเมินด้วยตนเอง มีขอบเขตที่กว้างซึ่งรวมเอาความสุขซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์หรือสถานการณ์ในระยะสั้น ความพึงพอใจในชีวิตซึ่งเป็นการประเมินในระยะยาวกว่า ตลอดจนการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีคุณค่า ในต่างประเทศ การวัดความสุขเชิงอัตวิสัยมีประโยชน์ในการออกแบบและติดตามความก้าวหน้าของนโยบายรัฐ
การวัดความสุขเชิงอัตวิสัยที่เปรียบเทียบในระดับนานาชาติที่แพร่หลายได้แก่ รายงานความสุขโลก (World Happiness Report: WHR) ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกใน ค.ศ.2012 เป็นการเก็บข้อมูลโดย Gullup World Poll กว่า 150 ประเทศทั่วโลก ในแต่ละประเทศจะเก็บข้อมูลจากประชากรประมาณ 1,000 คน หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับขนาดของประชากร คำถามที่ใช้ประเมินความพึงพอใจในชีวิตของผู้ตอบมีเพียงคำถามเดียวคือ “คุณรู้สึกว่าตอนนี้คุณอยู่บนบันไดความสุขขั้นที่เท่าไหร่ (จาก 1-10 สูงสุด)” รายงานความสุขโลกจะทำการรายงานทุกสองปีโดยใช้ค่าเฉลี่ยสามปี ซึ่งจากการวัดพบว่า ความสุขของคนไทยลดลงเรื่อยๆ จากลำดับที่ 46 ในปี 2560 มาเป็นลำดับที่ 54 ในปี 2562 และเป็นลำดับที่ 61 ใน 2564 คือตกลง 15 อันดับในช่วงเวลา 5 ปี สำหรับปัจจัยหรือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนมีความพอใจในชีวิต WHR ให้ความสำคัญกับรายได้ การสนับสนุนของสังคม การคาดหมายชีวิตที่มีสุขภาพดี ความมีอิสระในการเลือก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ภาพลักษณ์ของคอร์รัปชั่น และดิสโทเปีย
การสำรวจความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยของประเทศไทยนั้น เป็นการประเมินโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จากคำถาม 10 ข้อถึงความพึงพอใจด้านการศึกษา การทำงาน ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน บ้านและที่พักอาศัย ชีวิตครอบครัว สุขภาพและสังคมและมีการประเมินอารมณ์เชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งมีการสำรวจครั้งเดียวในปี 2555 อย่างไรก็ดี มีการสำรวจข้อมูลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สุ่มตัวอย่างจากทุกจังหวัดจำนวน 69,792 ตัวอย่างในปี 2561 และมีกำหนดจะต้องจัดทำทุก 3 ปี ซึ่งงานวิจัยภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 โดย รศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และอาจารย์
สาวิณี สุริยันรัตกร ได้นำข้อมูลของการสำรวจในปี 2561 มาวิเคราะห์การประเมินความพึงพอใจในชีวิตพบว่า คนไทยมีความสุขวัดเป็นค่าคะแนนที่เป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.7 และมัธยฐาน = 8.0 โดยที่ประมาณ 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างประเมินความสุขตัวเองในระดับ 7-8 และประมาณร้อยละ 4 ประเมินความพึงพอใจในชีวิตในระดับ 0-5 นับว่าคนไทยประเมินตนเองว่ามีความสุขค่อนข้างสูง
การศึกษานี้ยังพบว่าคนไทยรุ่นเบบี้บูมเมอร์ รุ่นเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนแซ่ดมีความคิด ทัศนคติ ความพึงพอใจมีชีวิต และคุณค่าต่อเหตุการณ์ในชีวิตที่ต่างกัน โดยผู้สูงวัยเป็นกลุ่มที่มีความพึงพอใจในชีวิตมากที่สุด และรุ่นเจนแซ่ดมีความพึงพอใจต่ำที่สุด แต่มีคนไทยทั้งสามรุ่นยังให้คุณค่ากับความอบอุ่นของครอบครัว คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ประเมินมูลค่าการมีงานทำของคนในครอบครัวสูงที่สุด ในขณะที่รุ่นเจนวายประเมินมูลค่าเรื่องความไว้วางใจในสังคม ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และการจัดการสิ่งแวดล้อมสูงกว่ารุ่นเจนอื่นๆ
ความแตกต่างทางทัศนคติเหล่านี้ อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจและความเห็นต่างมากขึ้นเรื่อยๆ คนต่างรุ่นจึงควรหาพื้นที่ปลอดภัยมาแลกเปลี่ยนกันในประเด็นทางสังคมและการเมือง เพื่อหาทางเข้าใจกันมากขึ้น

