ปฏิกิริยาต่อชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสังคม “อเมริกา” ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสังคม “ไทย” สะท้อนความเหมือนในความต่าง
เหมือนตรงที่เป็น “อาฟเตอร์ช็อก”
ไม่เพียงเพราะผิดหวังที่เห็น ฮิลลารี คลินตัน พ่ายแพ้ หากที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ นึกไม่ถึงว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้ชัยชนะ
ต่างตรงที่ใน “อเมริกา” ปรากฏขึ้นอย่าง “หลากหลาย”
นั่นก็คือ มีทั้งคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ มีทั้งคนผิวสี และมีทั้ง “ผู้อพยพ” ซึ่งประเมินว่าตนอาจจะได้รับผลสะเทือนจากชัยชนะของทรัมป์
คนหนุ่มสาวก็มิได้ชมชอบฮิลลารีล้วนๆ หากแต่ยังมีแฟนของแซนเดอร์อยู่ด้วย
ต่างตรงที่ผลสะเทือนจากชัยชนะของทรัมป์ในสังคมไทยจำกัดกรอบเฉพาะในหมู่ผู้มีการศึกษา หรือสรุปเรียกได้ว่าเป็น “คนชั้นสูง” หรือ “อิลีท” ในสังคม
ลุงสี ป้ามี ที่กุดชุม ไม่ได้รับรู้อะไรไปด้วย
น้ำเสียงหงุดหงิด วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความไม่พอใจ และชื่นชมกับการประท้วงของคนอเมริกันจึงมาจากคนในเมือง มาจากคนชั้นสูง มาจากคนมีระดับ มีการศึกษา
บังเกิด “สมารมณ์” ดำเนินไปอย่างมีอารมณ์ “ร่วม”
ถามว่าเหตุใดความรู้สึกหงุดหงิด วังเวงหวังเหวิด รับไม่ได้ต่อชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสำหรับสังคมไทยจำกัดกรอบอยู่เฉพาะคนชั้นสูงส่วนหนึ่ง
ตอบได้ว่าเพราะ รู้สึกจากที่เคยมี “ประสบการณ์”
อธิบายได้เลยว่า ท่านเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนอก ทั้งยังได้รับการบ่มเพาะมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐ
อธิบายได้เลยว่า ท่านเหล่านี้ส่วนใหญ่คิดว่าตนเป็น “เสรีนิยม”
อธิบายได้เลยว่า ท่านเหล่านี้เคยมีประสบการณ์ทางการเมืองในลักษณาการเดียวกันกับบรรดาคนที่ออกมาประท้วงในอเมริกา
บางคนย้อนกลับไปถึงยุคสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516
บางคนย้อนกลับไปถึงยุคสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519 และคึกคักอย่างมากในสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535
จำนวนเกือบทั้งหมดเคยไปชุมนุมกับ “พันธมิตร” และ “กปปส.”
จำนวนเกือบทั้งหมดผ่านความจัดเจนมาทั้งการชุมนุมก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ท่านเหล่านี้เกลียด “อีปู” พอๆ กับรังเกียจ “ทรัมป์”
สถานการณ์อันเกิดขึ้นที่สหรัฐหลังวันที่ 8 พฤศจิกายน จึงส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อบรรดา “คนชั้นสูง” ในสังคมประเทศไทย
เพราะทำให้เกิดอาการ “ระลึกชาติ”
ทาง 1 จึงเอาใจช่วยและอยากให้สถานการณ์บานปลายเป็นเหมือนกับที่เคยเห็นบริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนสิงหาคม 2551
เป็นเหมือนกับเมื่อตอน “ชัตดาวน์” กทม.ในเดือนมกราคม 2557
ขณะเดียวกัน ทาง 1 ก็หงุดหงิดและกระทั่งบังเกิดอาการงุ่นง่าน เพราะว่าในที่สุดสถานการณ์ของสหรัฐก็มีที่ทางของมันเอง
ไม่มีการกู่ก้องร้องหา “ทหาร” ไม่มีการชี้ทางออกในเรื่อง “รัฐประหาร”
บรรดาศาสตราจารย์ทั้งหลาย ไม่ว่าที่เยล ไม่ว่าที่ฮาร์วาร์ด ไม่ว่าที่คอร์แนล ไม่ว่าที่วิสคอนซิน ไม่มีใครพลิกหาเงื่อนแง่งในรัฐธรรมนูญ
ไม่มีการค้นหา “ช่องทาง” จาก “มาตรา 7”
เพราะ ฮิลลารี คลินตัน ก็ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ เพราะ บารัค โอบามา ก็เปิดทำเนียบขาวนัด สนทนากับ โดนัลด์ ทรัมป์
ความหงุดหงิดใน “กทม.” จะสาหัสกว่าใน “วอชิงตัน”
แท้จริงแล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา ณ วันนี้ ไม่ว่าสถานการณ์ในกรุงเทพมหานครในกาลอดีต
ทุกอย่างดำเนินไปตาม “ความเป็นจริง” อันดำรงอยู่ของสหรัฐ อันดำรงอยู่ของประเทศไทย เรียกตามสำนวนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ
“สภาวธรรม” และดำเนินไปตามหลักแห่ง “ตถตา”

