การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มิใช่เครื่องมือค้ำประกันว่าสารพันปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศซึ่งใช้ระบอบการปกครองดังกล่าวจะหมดสิ้นหรือยุติลงอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว
ตรงกันข้าม ประชาธิปไตยอาจทำได้แค่เพียงช่วยคลี่คลายให้ปัญหาแบบหนึ่งกลายสภาพไปเป็นปัญหาอีกแบบ พร้อมกับเปิดช่องทางให้ประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลในประเทศนั้นๆ ได้ปรับประสานต่อรองผลประโยชน์ของตนเองผ่าน “ตัวแทน” ท่ามกลางการแปรผันหรือความเคลื่อนตัวของสภาพปัญหาต่างๆ
ชัยชนะในสนามการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็บ่งชี้ถึงลักษณะเด่นที่ว่าของระบอบประชาธิปไตย
ชัยชนะของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ หรือได้มาเพราะโชคช่วย
แม้แต่คนที่เห็นต่างกับเขาจำนวนหนึ่ง ก็ยังยอมรับว่าคะแนนเสียงของทรัมป์วางอยู่บนพื้นฐานที่มิอาจปฏิเสธหรือดูแคลนได้
“เบอร์นี่ แซนเดอร์ส” ผู้ที่เกือบจะได้เป็นตัวแทนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต เห็นว่าผู้สนับสนุนทรัมป์ คือ กลุ่มคนชั้นกลางที่สิ้นหวังกับสถาบันเศรษฐกิจ สถาบันการเมือง และสถาบันสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็น “อำนาจกระแสหลัก” ของสังคมอเมริกันยุคปัจจุบัน
พวกเขาคาดหวังว่าวาจาท่าทีอันก้าวร้าวของทรัมป์ อาจช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่แทบไม่เคยได้รับการเยียวยา
คล้ายคลึงกันกับ “ไมเคิล มัวร์” ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชื่อดัง ซึ่งชี้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเพื่อนร่วมชาติอเมริกันจำนวนมากถูกละเลยเพิกเฉยจากพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรค ส่งผลให้ความโกรธแค้นและความปรารถนาจะล้างแค้นต่อ “ระบบ” ได้ถือกำเนิดและเจริญเติบโตขึ้น
แล้วทรัมป์ก็ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนในการแก้แค้นสถาบันทางอำนาจดั้งเดิมทั้งหลาย
ด้านหนึ่ง ทรัมป์จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้าหรือความพยายามจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะบกพร่องบางประการ ซึ่งดำรงอยู่ในระบอบประชาธิปไตยสหรัฐ
แต่อีกด้าน ชัยชนะของทรัมป์ก็บ่งชี้ถึงอันตรายใหม่ๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า อันเกิดจากทิศทางการ “เลี้ยวขวา” ที่ริเริ่มส่งสัญญาณโดยเขา
แม้ยังไม่มีใครแน่ใจว่าจุดยืนเหยียดผิว เหยียดเพศ กีดกันคนต่างชาติ และไม่แคร์ปัญหาสิ่งแวดล้อมของทรัมป์ จะถูกแปรมาเป็นนโยบายในการบริหารประเทศทั้งหมดจริงหรือไม่
ทว่า ชัยชนะของเขา อาจส่งผลให้พลเมืองสหรัฐจำนวนมากที่มีทัศนคติ “เอียงขวา” อยู่แล้ว เกิดความรู้สึกว่าตนเองสามารถก่อพฤติกรรม ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนความเชื่อดังกล่าว ออกมาในพื้นที่สาธารณะได้
ยังไม่ต้องนับรวมถึงปัญหาใหญ่ในแง่ระบบ
เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐหนนี้ เป็นอีกครั้งหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ผู้ได้คะแนนเสียง “ป๊อปปูลาร์ โหวต” หรือจำนวนเสียงสนับสนุนจากประชาชนผู้เดินทางมาใช้สิทธิลงคะแนนทั่วประเทศมากกว่า ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อผู้สมัครที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีอยู่ในมือมากกว่า
จึงไม่แปลก ที่จะเกิดเหตุการณ์ประท้วงแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อชัยชนะของทรัมป์ตามมา
เพราะนี่คือสภาพการณ์ที่ทรัมป์จะต้องเผชิญหน้าตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของเขา
บนสังเวียนการต่อสู้ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ท่ามกลางสภาพประเด็นปัญหาที่คลี่คลายกลายตัวไปเรื่อยๆ
เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยไม่เคยมี “จุดจบ” หรือ “จุดสิ้นสุด” ในตัวมันเอง (ตราบใดที่ผู้คนของประเทศนั้นๆ ยังเชื่อมั่นยึดมั่นต่อระบอบดังกล่าวอยู่)

