ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐอเมริกา โดยจะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ทั้งหมด และเลือกตั้งวุฒิสมาชิก 1 ใน 3 คือประมาณ 33 คน โดยที่ประธานาธิบดีจะยังดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ 4 ปี คือในอีกสองปีเศษ ๆ ข้างหน้า สำหรับการเมืองในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีเมื่อเริ่มทำงานมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จนคะแนนนิยมตกต่ำลง และพรรคของเขามักแพ้เลือกตั้งกลางเทอม ตัวอย่างเช่นพรรคเดโมแครตสมัยประธานาธิบดีโอบามา ก็แพ้เลือกตั้งกลางเทอม ทำให้การบริหารงานในช่วงสองปีสุดท้ายของโอบามาขลุกขลักมาก เพราะไม่มีเสียงข้างมากในสภา วุฒิสภาสามารถขัดขวางการเสนอชื่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดของเขา ต่อมาสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ วุฒิสภาเปิดโอกาสให้ทรัมป์เสนอชื่อผู้พิพากษาคนใหม่ให้ผ่านการรับรองของวุฒิสภาได้เพียง 8 วันก่อนวันเลือกตั้ง ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมครองเสียงข้างมาก 6 ใน 9 เสียงของคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุด
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ประธานาธิบดีไบเด็น ไปช่วยพรรคเดโมแครตหาเสียงกลางเทอมที่มลรัฐฟิลาเดลเฟีย และกล่าวสุนทรพจน์ความตอนหนึ่งว่า “อดีตประธานาธิบดีทรัมป์และพวกริพับลิกันสาย MAGA เป็นภัยต่อประชาธิปไตยของอเมริกาอย่างชัดเจน … พวก MAGA เป็นพลังที่มุ่งมั่นจะนำพาประเทศให้ถอยหลัง ถอยกลับไปยังอเมริกาที่เราไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่มีสิทธิ์ในความเป็นส่วนตัว ไม่มีสิทธิ์คุมกำเนิด ไม่มีสิทธิแต่งงานกับคนที่คุณรัก” คำว่า MAGA ย่อมาจาก Make America Great Again หรือ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ซึ่งเป็นสโลแกนหาเสียงเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ในปี 2563 ต่อมาสมาชิกรัฐสภาและผู้นำทางการเมืองสังกัดพรรคริพับลิกันหลายคน ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่เหนียวแน่น เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมขวาจัดที่มาแรงในสหรัฐ
เป็นการยากที่จะมีนิยามให้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่า นโยบายฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวานั้นคืออะไรหรือแตกต่างกันอย่างไร เพราะคำทั้งสองคำนี้มักถูกมาใช้เพื่อโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งมานานแล้ว และพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมักไม่ต้องการนิยามตัวเองว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาหรือฝ่ายกลาง แต่เราพอบอกตามการเรียกของสื่อมวลชนหรือฝ่ายวิชาการได้ว่า โดยเปรียบเทียบแล้ว พรรคเดโมแครตของสหรัฐอยู่ฝ่ายซ้ายและพรรคริพับลิกันอยู่ฝ่ายขวา กระนั้น ชาวอเมริกันชอบคิดว่าตนเองอยู่ในพวก “พอประมาณ” ที่ไม่เลือกข้าง การศึกษาของ the Pew Research Centre for the People & the Press พบว่า ชาวอเมริกัน 39% ระบุตนเองว่าเป็นฝ่ายอิสระ (independents) ขณะที่ 31% และ 30% ระบุว่าตนอยู่ในฝ่ายเดโมแครตและริพับลิกันตามลำดับ
มองย้อนไปยังประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของคำดังกล่าว ฝ่ายซ้ายเคยถูกเรียกว่า “ฝ่ายเคลื่อนไหว” (party of movement) โดยมีคุณค่าหลักด้านความก้าวหน้า สิทธิมนุษยชน สันติภาพ เสรีภาพและความเท่าเทียมกัน เป็นต้น ฝ่ายขวาเคยถูกเรียกว่า “ฝ่ายระเบียบ” (party of order) โดยมีคุณค่าหลักด้านความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเชื่อทางศาสนาหลัก การสนับสนุนความเป็นชุมชน การเน้นอัตลักษณ์ประจำชาติและชาตินิยม การต่อต้านผู้อพยพ การสนับสนุนหน่วยครอบครัว (รวมถึงการต่อต้านการทำแท้ง) การคัดค้านความเสมอภาคทางเพศสภาพ (รวมทั้งคัดค้านกลุ่ม LGBTQN+ และการแต่งงานเพศเดียวกัน) เป็นต้น ส่วนฝ่ายกลางคือ “ฝ่ายพอประมาณ” (party of moderation) ที่เน้นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยปฏิบัติในสังคม และการลดการเบียดเบียนธรรมชาติ โดยมีฐานความเชื่อในเรื่องความพอเพียง ความพอดี การปฏิบัติที่มีประสิทธิผล และความสมดุลระหว่างระดับความเท่าเทียมกันและระดับการจัดช่วงชั้นทางสังคม
แต่ทั้งนี้ก็ไม่แน่เสมอไป
ในยุโรป ฝ่ายขวากำลังประสบความสำเร็จในการได้รับเลือกตั้งมากขึ้น ล่าสุด ในการเลือกตั้งทั่วไปของอิตาลีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (วันที่ 25 กันยายน) พรรคฝ่ายขวา 3 พรรคจับมือกันอย่างแน่นแฟ้น ประกอบด้วยพรรคภราดาแห่งอิตาลี (Brothers of Italy) พรรคสันนิบาต (League) และพรรคพลังอิตาลี (Forza Italia) การร่วมมือกันในการเลือกตั้งหมายความว่า ในเขตเลือกตั้งหนึ่ง ๆ ถ้าสำรวจความนิยมแล้วพบว่าพรรคใดพรรคหนึ่งในสามพรรคมีผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมสูงกว่า อีกสองพรรคจะเปิดทางให้โดยไม่ส่งผู้สมัครไปแข่งหรือแย่งคะแนนกันเอง ปรากฏว่าได้ผลดี โดยคาดว่าพรรคภราดาแห่งอิตาลีจะได้คะแนนนิยมประมาณ 26% พรรคสันนิบาต 8.8% และพรรคพลังอิตาลี 8.1% แต่ถ้าคิดเป็นที่นั่งในสภา ทั้งสามพรรครวมกันจะได้ที่นั่งเกินกึ่งหนึ่ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ กล่าวกันว่าพรรคภราดาแห่งอิตาลีคือพรรคที่สืบทอดมาจากพรรคริพับลิกันฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว พรรคนี้ได้คะแนนนิยมเพียง 4% อย่างไรก็ดี คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นคงเป็นเพราะความสามารถของหัวหน้าพรรคที่เป็นสุภาพสตรีชื่อ จีออร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) และเธอจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอิตาลี ส่วนหัวหน้าพรรคสันนิบาตชื่อซาลวินีนั้น เคยเป็นที่นิยมอย่างมากและเคยเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยผู้เข้มงวดที่เคยห้ามมิให้เรือที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากทะเลหลังเรือคว่ำเข้าเทียบท่าเรือของอิตาลีมาแล้ว กล่าวกันว่าเขาจะขอเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง หัวหน้าพรรคพลังอิตาลีนั้น ชื่อแบร์ลุสโกนี เขาเป็นนักการเมืองผู้คร่ำหวอดและเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายสมัย
ในราชอาณาจักรสวีเดน ผู้มีหน้าที่ที่จะมอบอาณัติให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลคือประธานรัฐสภา หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปรากฏผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายนว่า พรรคร่วมฝ่ายขวาอันประกอบด้วยพรรคการเมือง 4 พรรค รวมกันเป็นเสียงข้างมาก 176 เสียง ในสภาที่มี 349 ที่นั่ง ที่นั่งที่เหลือเป็นของพรรคร่วมฝ่ายกลาง-ซ้ายที่ครองอำนาจมานาน คราวนี้ได้คะแนนเสียงรวมกัน 173 เสียง เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมา ประธานรัฐสภาจึงมอบหมายให้ อุลฟ์ คริสแตรส์ซัน หัวหน้าพรรคโมเดเรตเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่าคริสแตรส์ซันจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจากพรรคร่วม 2-3 พรรค แต่ก็หวังการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายขวาในสภาที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล สวีเดนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ฝ่ายขวาเพิ่งชนะการเลือกตั้งและกำลังจัดตั้งรัฐบาล
ประเทศอังกฤษคงจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2567 การเลือกตั้งจะมีทุก 5 ปี และการยุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งก่อนกำหนดมีกฎเกณฑ์ที่ทำให้ปฏิบัติยาก พรรคอนุรักษ์นิยมได้เป็นรัฐบาลต่อเนื่องกันมา 12 ปีแล้ว แต่หัวหน้าพรรคคนก่อนคือ บอริส จอห์นสัน ประสบเรื่องอื้อฉาวจนต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคจึงดำเนินการสรรหาหัวหน้าคนใหม่ โดยมีคู่แข่งในรอบสุดท้ายก่อนการลงคะแนนโดยสมาชิกพรรคสองคน คือ อดีตรัฐมนตรีคลังชื่อ ริชี สุนัก (เชื้อสายอินเดีย) เขาเสนอนโยบายที่ค่อนไปทางกลาง-ซ้ายเล็กน้อยคือจะจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น แต่อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศชื่อ ลิซ ทรัสส์ ไม่เห็นด้วย คือเห็นว่าควรช่วยผู้ประกอบการโดยลดภาษี เพื่อให้เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทุนได้ฟื้นตัวก่อนจึงจะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ปรากฏว่าสมาชิกเลือกทรัสส์เป็นหัวหน้าพรรค และควีนเอลิซาเบธทรงแต่งตั้งเธอเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 กันยายน นายกรัฐมนตรีทรัสส์ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษี และอาจจัดงบประมาณ 1 แสนล้านปอนด์ เพื่อตรึงราคาพลังงานซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดการเงิน และทำให้นักลงทุนจำนวนมากทิ้งเงินปอนด์และพันธบัตรรัฐบาลในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นโยบายนี้จะนับเป็นการขยับเลื่อนไปทางขวามากกว่านโยบายของจอห์นสันเสียอีก ผลจะเป็นอย่างไรก็คงต้องดูกันต่อไป
ก่อนหน้านี้หลายเดือน เมื่อวันที่ 3 เมษายน มีการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศฮังการี ในวันถัดไป ปรากฏผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการคือ พรรค Fidesz-KDNP ที่เป็นพรรครัฐบาลฝ่ายขวาชนะไปด้วยคะแนน 53.59% ซึ่งนับเป็นที่นั่งในรัฐสภาทั้งหมด 135 ที่นั่งจาก 199 ที่นั่ง (ทั้งส.ส. เขตและ บัญชีรายชื่อ) และเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของที่นั่งในสภา ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านได้รับคะแนนเสียง 35.04% นับเป็นที่นั่งในรัฐสภา 56 ที่นั่ง และพรรค Mi Hazánk (พรรคบ้านเกิดเมืองนอนของเรา) ได้รับคะแนนเสียง 6.17% ได้ที่นั่งในรัฐสภาจำนวน 7 ที่นั่ง (เฉพาะส.ส. บัญชีรายชื่อ) นายกรัฐมนตรีคนเดิมคือ วิคตอร์ ออร์บัน จึงได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 4 (2565-2569) พรรค Fidesz-KDNP ที่เป็นรัฐบาลมา 3 สมัย มีอุดมการณ์การเมืองแบบเอียงขวาด้านวัฒนธรรมและสังคม ยึดแนวคิดประชาธิปไตยแบบคริสเตียน สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบตลาด มีค่านิยมด้านวัฒนธรรมและสังคมแบบแบบอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม ต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ และยอมรับว่าไม่ไว้ใจสหภาพยุโรป (Soft Euroscepticism) รัฐบาลฮังการีขัดแย้งกับสหภาพยุโรปในหลายเรื่อง เช่น ไม่ต้องการคว่ำบาตรรัสเซียมากนัก และไม่อยากรับผู้ลี้ภัยหรือผู้ย้ายถิ่นจากตะวันออกกลาง ฮังการีเป็นประเทศหนึ่งที่จัดว่ามีนโยบายเอียงขวาอย่างต่อเนื่อง
ลองมาดูสถานการณ์ในประเทศฝรั่งเศสดูบ้าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง ในการรอบนี้เหลือผู้สมัครสองคนคือ เอมมานูแอล มาครง ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่เป็นสายกลาง และ มารีน เลอเปน ผู้นำพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ผลปรากฏว่ามาครง วัย 44 ปี ชนะเลอเปน วัย 53 ปี ด้วยคะแนนเสียง 58.55% ต่อ 41.45% ได้ดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 2 เลอเปนลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และเคยพ่ายให้แก่มาครงมาแล้วในปี 2560 แม้ว่าเลอเปนจะพ่ายแพ้ แต่คะแนนนิยมของเธอเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะการลดน้ำเสียงชาตินิยมที่ต่อต้านการลี้ภัยและไม่เห็นด้วยกับสหภาพยุโรปลง โดยหันมาใช้นโยบายประชานิยมและการรณรงค์เรื่องค่าครองชีพแทน เช่น เสนอที่จะลดภาษีเงินได้แก่คนอายุต่ำกว่า 30 ปีทุกคน ลดภาษีมูลค่าเพิ่มของเชื้อเพลิงจาก 20% เหลือ 5.5% และเลิกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้าที่จำเป็นอื่น ๆ อีก 100 รายการ ในประเด็นนี้ มาครงหาเสียงโดยระบุว่า จะใช้จ่ายเงินหลายพันล้านยูโรเพื่อควบคุมราคาพลังงาน และเสนอว่า จะไม่เก็บภาษีเงินได้เงินโบนัสในส่วนที่ต่ำกว่า 6,000 ยูโร ส่วนนโยบายที่แตกต่างชัดเจนคือเรื่องการรับเงินบำนาญ มาครงจะพยายามทำตามนโยบายที่ทำไม่สำเร็จเมื่อครั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก คราวนี้เขาเสนอว่าจะค่อย ๆ เพิ่มอายุผู้จะรับเงินบำนาญจาก 62 ปี เป็น 65 ปี โดยจะประคองไม่ให้กองทุนเงินบำนาญต้องติดลบ ส่วนเลอเปนเห็นว่าควรจะคงอายุผู้ได้รับเงินบำนาญไว้ที่ 62 ปี และลดเหลือ 60 ปีสำหรับคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 ปี
มาครงจะต้องเผชิญศึกหนักในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง เพราะพรรคการเมืองของเขาไม่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเหมือนในสมัยแรกของเขา ผลการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรอบสองเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พรรคแนวร่วมรัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนน้อยลง คือได้ 234 เสียง ต่ำกว่าเสียงข้างมาก 289 เสียงอยู่หลายสิบเสียง พรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยแนวร่วมฝ่ายซ้ายนำโดยฌัง-ลุค เมลังชองได้ 141 ที่นั่ง และพรรคชาตินิยมขวาจัดอย่างพรรคแนวร่วมแห่งชาติของ เลอเปน คว้ามาได้ 90 ที่นั่ง เนื่องจากในอีก 5 ปีข้างหน้า มาครงที่เป็นตัวแทนสายกลางไม่สามารถลงสมัครได้เป็นสมัยที่สาม ทั้งเมลังชอง (ฝ่ายซ้าย) และเลอเปน (ฝ่ายขวา) ต่างก็พยายามวางตำแหน่งของตนเพื่อเพิ่มโอกาสการเป็นประธานาธิบดีในสมัยหน้า
คราวนี้มาพิจารณาสถานการณ์การเลือกตั้งของไทยดูบ้าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งเป้าว่าจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 (ถ้าไม่มีการยุบสภาก่อน) นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้มีการหาเสียงโดยแจกเงินแจกของเป็นการล่วงหน้า ดังนั้น ในช่วงเวลา 180 วันก่อนการเลือกตั้ง กกต. จึงได้ออกระเบียบพร้อมคำอธิบายว่า อะไรเข้าข่ายการหาเสียงล่วงหน้าโดยมิชอบบ้าง
ผมสังเกตผลการหยั่งเสียงของการเลือกตั้งในอิตาลีเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว น่าสนใจตรงที่ว่าผลออกมาตรงกันหมดคือ การหยั่งเสียงล่วงหน้าหลายวันตรงกับการหยั่งเสียงผู้ที่ออกจากคูหา (exit poll) และตรงกับผลการนับคะแนน แต่ผลการหยั่งเสียงของไทยอาจคล้ายกับของฮังการี คือพอที่จะตรงบ้างในเขตเมือง แต่ในต่างจังหวัด ผลการหยั่งเสียงมักคลาดเคลื่อนเยอะ
หนังสือพิมพ์ฉบับลงวันที่ 27 กันยายนรายงานผลสำรวจความเห็นโดยสำนัก “นิด้าโพล” ว่า ประชาชนสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าอันดับ 1) 24.16% ตอบว่ายังหาคนถูกใจไม่ได้ อันดับ 2) 21.60% สนับสนุน แพทองธาร ชินวัตร 3) 10.56% สนับสนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 4) 10.12% สนับสนุนพล.อ. ประยุทธ์จันทร์โอชา 5) 9.12% สนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 6) 6.28% สนับสนุนพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 7) 2.40% สนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล ฯลฯ เมื่อถามประชาชนว่าสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใด ปรากฏว่า 1) 34% สนับสนุนพรรคเพื่อไทย 2) 13.56% สนับสนุนพรรคก้าวไกล 3) 5.56% สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ 4) 2.32% สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย
ผมไม่แน่ใจว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาตรงกับผลสำรวจความเห็นข้างต้นหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งและการเมืองไทยนั้นแปลกกว่าที่อื่นเขา ที่อื่นเขาอาจหาเสียงตามอุดมการณ์ทางการเมืองที่ได้แบ่งคร่าว ๆ เป็น ซ้าย กลางและขวา โดยมีนโยบายรูปธรรมและการประชันวิสัยทัศน์ สำหรับการเมืองไทย ฝ่ายขวาและฝ่ายรัฐได้พิฆาตฝ่ายซ้ายมาตลอด ส่วนฝ่ายกลาง ๆ หน่อยก็มักถูก “ฆ่าตัดตอน” เป็นระยะ ๆ เหลือแต่ฝ่ายขวาที่อยู่ยั้งแบบอมตะนิรันดร์กาล พรรคไทยรักไทยที่อวตารมาเป็นพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน เคยเสนอนโยบายที่โดนใจประชาชน และพรรคก็ได้นำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาปฏิบัติ ส่วนพรรคอนาคตใหม่ได้เสนอนโยบายไว้เช่นกัน แต่ปรากฏว่าทั้งสองพรรคถูกกำจัดโดยอำนาจที่สี่ (ที่อวตารมาจากอำนาจข้าราชการประจำมาเป็นอำนาจองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบ โดยอ้างว่าต้องกำจัดฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยออกไป โดยไม่มองตัวเองเลย) กระนั้นก็ตาม ผลการสำรวจยังปรากฏว่าประชาชนสนับสนุนบุคคลและพรรคที่ฟื้นชีพมาจากพรรคไทยรักไทยและพรรคอนาคตใหม่อยู่ดี ส่วนพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญอีกสองพรรคคือพรรคไทยสร้างไทยและพรรคเสรีรวมไทย ต่างได้รับเสียงสนับสนุนเหนือพรรคร่วมรัฐบาล (ยกเว้นพรรคพลังประชารัฐ) แต่ดูเหมือนว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่รู้สึกหรือเสดงออกอะไรมากต่อกระแสเช่นนี้
การเลือกตั้งของไทยนอกจากจะต้องพึ่งกระแสแล้ว ยังต้องพึ่งกระสุนด้วย แต่เราไม่มีข้อมูลมากนักในเรื่องนี้ มีแต่ข่าวลือว่า ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลชอบรับประทานกล้วย ในรูปของเงินเดือนนับแสนบาท ไม่ทราบว่าการขอเป็นรัฐมนตรีบางกระทรวงจะเกี่ยวกับโอกาสการกักตุนกระสุนมากน้อยแค่ไหน อ้างกันว่าจำเป็นต้องมีกระสุนเพื่อใช้ตรึง ส.ส. ที่มีอยู่มิให้หลุดไปไหน และเพื่อดึงดูดใจผู้มีคะแนนนิยมดี ให้มาลงเลือกตั้งในสังกัดพรรคที่เปี่ยมกระสุน หรือเพื่อเกื้อหนุนหัวคะแนนที่จะมาช่วยในยามเลือกตั้ง หรือเพื่อใช้เป็นกระสุนให้ถึงมือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในยามเลือกตั้ง ที่กล่าวมานี้คงไม่มีมูล หรือว่ามีมูลแต่ กกต. และ ปปช. ยังมองไม่เห็น หรือเห็นแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้
มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการเลือกตั้ง ผู้สนใจการเมืองมักยกเรื่องกระแสกับกระสุน ดังนั้น เพื่อใช้คำศัพท์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ผมก็เปิดพจนานุกรมหาคำที่ขึ้นต้นพยางค์ด้วย “กระ” ตามด้วยพยางค์ที่เริ่มด้วยอักษร “ส” พบคำศัพท์ที่พอใช้ได้อยู่คำหนึ่ง คือ “กระสวน” ซึ่งราชบัณฑิตฯนิยามว่า “แบบ, แบบตัวอย่างสำหรับสร้างหรือทำของจริง” ซึ่งน่าจะตรงกับภาษาอังกฤษว่า pattern ที่แปลกลับเป็นภาษาไทยได้ว่า “แบบรูป” และ “กระสวน” คำถามก็คือ การเลือกตั้งไทยมีแบบรูปหรือกระสวนอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ
ผมนึกถึงกฎหมายเลือกตั้ง พรรคใหญ่สองพรรคเคยร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เพื่อเปลี่ยนจากระบบผสมแบบสัดส่วนตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาเป็นระบบผสมแบบคู่ขนานตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540, 2550, และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี 2564 อย่างไรก็ดี เมื่อการแก้กฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ 2564 ใกล้จะเสร็จ พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งลังเลใจ ที่คาดว่าระบบผสมแบบคู่ขนานจะเอื้อให้ได้ ส.ส. เพิ่มขึ้นนั้นชักไม่แน่ใจ จะหวนกลับกลางคันมาเป็นระบบผสมแบบสัดส่วน (ที่เรียกว่าหาร 500) ได้ไหม แต่คงมีคนทักท้วงว่า เปลี่ยนกลางคันคงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญปี 2564 จึงยอมล้มแผนหวนกลับในนาทีสุดท้าย ทำให้คราวนี้ กระสวนหรือแบบรูปการเลือกตั้งคงจะเป็นระบบผสมแบบคู่ขนาน แต่ผมอดคิดไม่ได้ว่า ผู้มีอำนาจมีนิติศรีธน
ชัยช่วยเดินหมาก จะมีการพลิกแพลงในเรื่องนี้อีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ
แบบรูปที่ต้องวางให้ดีแบบรูปที่หนึ่งคือการกระจายกระสุนไปสู่ว่าที่ผู้สมัครที่มีโอกาสได้ชัย สู่หัวคะแนนและสู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้แนบเนียน แบบรูปที่สองคือการใช้อำนาจรัฐเพื่อแอบสนับสนุนผู้สมัครสายอำนาจ ผ่านเครือข่ายของกระทรวง ของผู้รักษากฎหมาย ของสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ในสังกัด ฯลฯ กระสวนในทั้งสองแบบรูปดังกล่าว หรือในแบบรูปอื่น ๆ นั้น ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ลงลึกพอที่จะป้องปรามได้อย่างมีประสิทธิผล
สรุปก็คือ กระแสในส่วนของสังคมตะวันตกเป็นการแยกขั้ว (polarisation) ระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ชัดเจนขึ้น โดยฝ่ายขวากำลังมีเรี่ยวแรงนำ ส่วนการเมืองของไทยนั้น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมครองเวทีอยู่แล้ว แต่กระแสกำลังมุ่งไปสู่ฝ่ายกลาง ๆ มากขึ้น ส่วนกระสุนก็เตรียมกันไป แต่ต้องพยายามอั้นให้ยิงไม่ออก ดังนั้น ถ้าการหาเสียงมีแบบรูปหรือกระสวนที่ตรงไปตรงมา มีการเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม มีการรวมตัวของพรรคการเมืองที่มีนโยบายใกล้เคียงกันเพื่อลดการตัดคะแนนกันในการเลือกตั้ง มีการวางตัวเป็นกลางของฝ่ายราชการ ฯลฯ แล้วละก็ ผลการเลือกตั้งจะเป็นไปตามกระแสหรือเป็นไปตามธรรมชาติของความนิยมของประชาชนมากขึ้น
โคทม อารียา

