หัวข้อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นอีกหนึ่งปมร้อน
นักวิชาการ ฝ่ายการเมือง เรียกร้องทบทวน แก้ไขเนื้อหา
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญร่างแรก บัญญัติให้การแก้ไข ทำได้ยากยิ่ง
จริงอยู่ กฎหมายแม่บทการปกครองประเทศสูงสุด ไม่ควรปรับแก้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ยากถึงขั้น ที่ในความเป็นจริงอาจแก้ไขไม่ได้เลย
ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ
รัฐธรรมนูญฉบับแก้ยากที่สุดนั้น ควรเป็นฉบับมีที่มายึดโยงประชาชน เนื้อหาดี มีมาตรฐาน
แต่ร่างฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ มีแต่ด่าง ดวง รอยตำหนิ
กลับบัญญัติให้แก้ไขยากมาก กลายเป็นว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ปกปักรักษา สืบทอดร่างอย่างนี้เอาไว้นานๆ
แปลกประหลาดสิ้นดี
พิมพ์เขียวรัฐธรรมร่างแรก บัญญัติ หัวข้อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 261 หลักเกณฑ์และวิธีการ รวมถึงการโหวตลงคะแนน 3 วาระ เป็นต้นว่า วาระ 1 รับหลักการ เสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่สองสภา ในจำนวนนี้ต้องเป็น ส.ว. (ลากตั้ง) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.เท่าที่มีอยู่
วาระสาม เสียงเห็นชอบให้นำประกาศใช้มากกว่ากึ่งหนึ่ง และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ส.จากพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกอยู่ในสภา ไม่น้อยกว่า 10 คน เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 10% ของแต่ละพรรค และ ส.ส.พรรคต่ำสิบ หากรวมกันทุกพรรคแล้วมี 10 คนขึ้นไป ต้องเห็นชอบไม่น้อยกว่า 10% ของจำนวน ส.ส.ของทุกพรรค และ ส.ว.ลากตั้ง เห็นชอบไม่น้อยกว่า หนึ่งในสามของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
การกำหนด ทุกพรรคต้องเห็นชอบด้วยนี่แหละ กุญแจล็อกให้แก้ยาก ถึงแก้ไม่ได้เลย
หากย้อนไปก่อน 22 พฤษภาคม 2557 อย่างที่ชอบอ้าง ก็พอมองออกว่า เขียนแบบนี้จะแก้ได้หรือไม่ แม้แต่ไม่เขียนไว้ พรรคการเมืองก็ยื่นร้อง ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความวุ่นวายว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ร่างใหม่นี้จะไม่โหดหินยิ่งกว่าหรือ เมื่อจะผ่านวาระ 3 ได้
คู่กรณี-คู่ขัดแย้งทางการเมือง ต้องเห็นชอบด้วยทั้งหมด
พรรคเล็กเสียงข้างน้อยต้องเอาด้วย
เรื่องนี้ นิกร จำนง สมาชิก สปท.ชี้ว่าผิดหลักการ
เท่ากับว่า เสียงส่วนน้อย (มาก) ล็อกเสียงส่วนใหญ่-เสียงข้างมาก ไม่มีความหมายอันใดเลย
ประชาธิปไตยสากลที่ไหนกัน
กรธ.จะมีเจตนารมณ์ เป้าประสงค์ใดก็ตามแต่
แต่เขียนล็อกอย่างนี้ ไม่เป็นผลดีแน่
การกำหนดให้แก้ยาก อาจมีปัญหา อย่างที่ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ให้ข้อคิด-เป็นเหตุเป็นผล ที่ว่า กรธ.วางโครงสร้าง ออกแบบใหม่ การแก้ปัญหาเอาไว้ แต่หากทว่า กลไกใหม่ไม่ทำงาน เดินหน้าต่อไม่ได้ จะทำอย่างไร ฉะนั้นต้องนำไปคิดอ่าน ทบทวน ในขณะที่
ยังไม่สายเกินแก้ ข้อเสนอยึดทางสายกลาง ไม่ยากเกินไป แต่ก็ไม่ง่ายเกินไป ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
นักวิชาการ-ฝ่ายการเมืองชี้ให้เห็นแล้วว่า การเขียนล็อกให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากนั้น มีแต่ผลเสีย
ผลดียังมองไม่เห็น
กรธ.ที่มีความมุ่งมาดปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ควรทบทวนแก้ไขเสีย เพื่อให้ประเทศชาติมีทางออก
บ้านเมืองยุค อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในปัจจุบัน
มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเป็นว่าเล่น แก้มาแล้ว 1 ครั้ง ครั้งที่ 2 กำลังจะมีขึ้นตามมา และไม่แน่ว่าจะมีครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ก่อน-หลังประชามติอีกหรือไม่
ทั้งที่คุมทุกกลไก มีอำนาจพิเศษ และไม่มีใครวางยา
แต่ก็ต้องแก้ ปลดล็อก ให้มีทางออกแก้ปัญหา
รัฐบาลที่ก่อกำเนิดจากรัฐธรรมนูญมีชัย ที่เต็มไปด้วยกับดัก กลับมีการออกแบบให้แก้ยาก
กลายเป็นว่าของตัวเอง นึกอยากแก้เมื่อไหร่ก็แก้ แต่ของคนอื่นเขียนเงื่อนไขวางยา แก้ยากไปจนถึงแก้ไม่ได้เลย เมื่อมองจากพื้นฐานความขัดแย้งทางการเมืองในความเป็นจริง
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บทการปกครองประเทศสูงสุด
ไม่ควรกำหนดเงื่อนไข ให้แก้ง่ายเกินไป เหมือนเด็กเล่นขายของ
แต่ก็ต้องไม่ยากเกินไป
เพื่อให้ประเทศมีทางออก บันไดหนีไฟในยามฉุกเฉิน ไปไหนไม่ได้

