หน้าแรก คอลัมนิสต์ เหตุเกิดที่กร...

เหตุเกิดที่กระทรวงศึกษาฯ ทิ้งทวนมรดก คสช.

6.10.22 | 11:13 น.
เหตุเกิดที่กระทรวงศึกษาฯ ทิ้งทวนมรดก คสช.

เหตุเกิดที่กระทรวงศึกษาฯ
ทิ้งทวนมรดก คสช.

สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งประชุมลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (หน.คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 เมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2565

ให้ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ไม่ทันข้ามเดือน เกิดกรณีฮือฮาเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 32 ตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 เกิดเสียงวิจารณ์อึงคะนึงว่า กฎหมายใหม่ที่ออกมาล้างมรดก คสช.ถึงที่สุดแล้วสามารถแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย การบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ จนสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายได้จริงหรือไม่

หลักการสำคัญของการร่างแก้ไขคำสั่ง หน.คสช.ฉบับที่ 19 อยู่ตรงมาตรา 7 ของกฎหมายใหม่ ที่ให้ยกเลิกความข้อ 13 ของคำสั่งเดิมที่เขียนว่า การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร…ให้ศึกษาธิการจังหวัดโดยความเห็นชอบของ กศจ.เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

Advertisement

กฎหมายฉบับใหม่ให้ใช้ข้อความใหม่แทน ดังนี้ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา…ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาแล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

สรุปหลักการที่เปลี่ยนแปลงคือ คืนอำนาจการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายจากศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กลับมาเป็นของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กลับมาให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา

เป็นไปตามแนวทางเดิมที่เคยทำกันมาก่อนมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 19/2560 ซึ่งเกิดปัญหาจนต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นอย่างเดิม ปัญหาที่เกิดขึ้นล่าสุดอันเนื่องมาจากคำสั่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่ 547/2565 ย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตพื้นที่มัธยมศึกษา กทม. กรณีที่เกิดข้อสงสัย เคลือบแคลง เหตุเกิดกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และโรงเรียนเล็กอื่น ซึ่งข้อเสนอ ความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษายังไม่ถูกเปิดเผยออกมา

เกิดรายการส่งไลน์ในกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไปหมด อ้างถึงหนังสือเปิดผนึกของสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา ลงวันที่ 1 กันยายน 2565 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ความดังนี้

เนื่องด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2560 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนเตรียมอุดม และกรรมการต่างๆ ได้จัดประชุมวันที่ 24 สิงหาคม 2565 และได้พิจารณาข้อมูลของนายขจิตพันธ์ สุวรรณสิริภักดิ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ อันดับ คศ.5 (4) มีประสบการณ์บริหารสถานศึกษา 22 ปี 11 เดือน และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษานารีเป็นระยะเวลา 5 ปี 11 เดือน มีเหตุผลที่ดีและน่าสนับสนุนในการย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เสนอชื่อ นายขจิตพันธ์ สุวรรณสิริภักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษานารี เพียงชื่อเดียวให้ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมคนใหม่

คณะครูและนักเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้สอบถามและสืบทราบว่านายขจิตพันธ์เป็นผู้มีประวัติการศึกษาที่ดี ประวัติการทำงานที่ดีงาม เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ มาเป็นระยะเวลาหลายปี และได้พัฒนาโรงเรียนต่างๆ จนได้เลื่อนวิทยฐานะเป็นผู้อำนวยการเชี่ยวชาญโรงเรียนศึกษานารี มีนโยบาย วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการพัฒนาโรงเรียน อีกทั้งมีความตั้งใจอย่างต่อเนื่องและจริงจังในการขอย้ายมาพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ผลการพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 8/2565 วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2565 แต่งตั้ง นายบุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เขตพญาไท กทม. เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เขตปทุมวัน กทม.

ข้อเสนอ ความคิดเห็นของกรรมการสถานศึกษา สมาคมผู้ปกครองและครู ได้รับการพิจารณาเป็นส่วนประกอบหนึ่ง แต่ผลการพิจารณาของ กศจ.กทม.ตัดสินใจเลือกอีกคนหนึ่ง

จึงเกิดคำถามตามมาว่า ขั้นตอน การเปรียบเทียบคุณสมบัติ ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ วิสัยทัศน์ ของผู้ได้รับการเสนอชื่อเทียบเคียงกันเป็นอย่างไร

กรณีทำนองนี้กรรมการสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง เห็นอย่าง แต่คณะอนุกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจในชั้นเหนือกว่า เห็นอีกอย่าง เคยเกิดขึ้นมาแล้วและที่โรงเรียนอื่นอีกหรือไม่

แน่นอนว่าตามกฎหมายเดิมอำนาจยังเป็นของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ตัดสินชี้ขาดโดยพิจารณาจากผลของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง

กระบวนการตรงการกลั่นกรองแต่ละขั้นตอนแหละครับที่เกิดข้อครหา ถามหาหลักการและหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นธรรมหรือไม่

ใครจะไปดู ใครจะตรวจสอบทำให้เกิดความเปิดเผยโปร่งใสได้อย่างไร ซึ่งทำได้ไม่ยากเพียงดูจากบันทึกรายงานการประชุมแต่ละขั้นตอนก็จะพบความจริง

ภายใต้โครงสร้างอำนาจราชการรวมศูนย์อยู่เบื้องบน บทบาทของกรรมการสถานศึกษาที่เป็นจริงยังคงเป็นแค่ความหวังต่อไปอีกนาน

เหตุที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับเดิม แม้ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วก็ตาม ยังทิ้งมรดก เกิดคำถามถึงธรรมาภิบาล จนวันสุดท้ายของปีงบประมาณ

สมหมาย ปาริจฉัตต์