หน้าแรก คอลัมนิสต์ ควันหลง 8 ปี!...

ควันหลง 8 ปี!

6.10.22 | 10:54 น.

กระบวนการใช้กฎหมายในการเมืองไทยช่วงหลังจากการรัฐประหาร 2557 ต่อเนื่องหลังเลือกตั้ง 2562 เป็นต้นมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นเหมือน “หวยล็อก” ที่คาดเดาได้เสมอ กล่าวคือ ผลที่เกิดขึ้นหลังจากการร้องเรียนในคดีการเมือง เรื่องมักจบลงด้วยฝ่ายรัฐบาลเป็น “ผู้ชนะ” และแทบจะกลายเป็น “ผู้ชนะตลอดกาล” ดังที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วในหลายเรื่องหลายคดี

ผลที่เกิดเช่นนี้ย่อมทำให้ฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้ามที่มีความเห็นต่างทางการเมืองรู้สึกว่า กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นที่ยอมรับ อันทำให้เกิดความคาดหวังว่า คำตัดสินจากฝ่ายตุลาการที่จะใช้ในการสร้าง “บรรทัดฐานทางกฎหมาย” เพื่อเป็นเครื่อง “กำกับ” กระบวนการทางการเมืองในอนาคต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของประเทศ และอาจกลายเป็นต้นทางของความขัดแย้งทางการเมืองได้ไม่ยากด้วย

ดังนั้น บทความนี้จึงอยากชวนตามต่อคดี 8 ปี … เราคงต้องยอมรับว่าคำตัดสินกรณีของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความอยู่รอดทางการเมือง เพราะไม่ว่าจะมีการเรียกร้องในเรื่องข้อกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลเอกประยุทธ์ ผลของคำชี้ขาดจึงมีแต่เพียงเดียวคือ “ไม่ผิด” จนต้องยอมรับพลเอกประยุทธ์เป็น “เอกบุรุษ” ที่ฝ่ายค้านและฝ่ายต่อต้านไม่อาจทำอะไรได้เลย ส่งผลให้พลเอกประยุทธ์เป็น “บุรุษผู้เป็นอมตะ” ทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่การกระทำเช่นนี้มีความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระเป็นราคาค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ความอยู่รอดของผู้นำในรัฐบาลสืบทอดอำนาจจึงแทบไม่แตกต่างจาก “ระบอบรัฐประหาร” ที่ผู้นำทหารจะสถาปนาตัวเองให้เป็น “ผู้มีอำนาจสูงสุด” ในทางการเมืองที่ใครจะคัดค้านและเห็นแย้งไม่ได้ หรือกล่าวได้ว่า ผู้นำรัฐประหารคือ “ผู้สถาปนาความถูกต้อง” ทางการเมือง และไม่จำเป็นต้องนำพากับความเป็น “นิติรัฐ” ผู้นำทหารจึงมีอำนาจในมืออย่างไม่จำกัด ด้วยอาศัยกฎหมายที่คณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างขึ้นเอง เช่น มาตรา 17 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม หรือมาตรา 44 ในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นต้น

ดังนั้น รัฐบาลสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้งจึงต้องหาทางมี “เกราะแข็งแรงป้องกันตัวเอง” ไม่ต่างจากยุครัฐประหาร ด้วยการส่งคนที่ผู้นำรัฐประหารได้คัดเลือกแล้วด้วยความไว้วางใจ เข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็น “นักการเมือง” ได้อย่างปลอดภัย ผู้นำทหารจึงกลายเป็นนักการเมืองที่ยังมีอำนาจทุกอย่างไว้ในมือเพื่อปกป้องตัวเองได้ไม่ต่างจากยุครัฐประหาร โดยเฉพาะการควบคุมทหาร-ตำรวจ การควบคุมองค์กรอิสระ และการควบคุมการตรวจสอบในทุกเรื่องที่ไม่ให้เกิดการเอาผิดได้

Advertisement

ฉะนั้น ผู้นำทหารที่เปลี่ยนตัวเองจาก “นายกรัฐมนตรีทหารในเครื่องแบบ” ไปสู่ “นายกรัฐมนตรีทหารนอกเครื่องแบบ” จึงแตกต่างจากนักการเมืองพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งโดยทั่วไป เพราะ “นายกรัฐมนตรีทหารนอกเครื่องแบบ” จะไม่ตกเป็นผู้กระทำผิดในทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น … เขาจึงเป็น “ผู้ถูกต้องตลอดกาล” ในระบบตรวจสอบและธรรมาภิบาลของรัฐไทย ดังจะเห็นได้ว่าจวบจนปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์เป็น “อมตะทางการเมือง” หรืออาจเป็น “นายกฯตลอดกาล” ที่ไม่มีใครสามารถเอาผิดด้วยข้อเรียกร้องใดๆ ได้เลย

ตัวอย่างของการตีความการเริ่มต้นนับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นภาพสะท้อนของการเป็นผู้ชนะในทุกกรณีอย่างชัดเจน และยังสะท้อนผ่านความเห็นทางกฎหมายอย่าง “พิศดารพันลึก” ทั้งที่ในทางรัฐศาสตร์แล้ว เวลาของการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวไม่มีความซับซ้อน โดยจะเริ่มนับจากประกาศตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นจุดชี้ขาด แต่สำหรับ “นิติกรนายก” แล้ว การตีความทางกฎหมายต้องเอื้อให้กับผู้นำทหารที่จะไม่ถูกสะดุดด้วยการนับเวลา เพื่อที่จะอยู่ในอำนาจได้นานที่สุด

ในสภาวะเช่นนี้จึงเสมือนเราอยู่ใน “สังคมแห่งการตีความ” แต่ต้องตระหนักว่าเป็นการตีความเพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ตีความเพื่อการสร้าง “นิติรัฐ” และไม่ใช่ตีความเพื่อขยายขอบเขตเสรีภาพของประชาชน ผลที่เกิดจึงไม่ใช่การสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยแต่อย่างใด

สังคมแห่งการตีความเช่นนี้ ทำให้ไทยได้กลายเป็น “รัฐศรีธนญชัย” คือ ใช้การตีความทางกฎหมายเอื้อให้กับผู้นำได้อยู่ต่อในอำนาจไปได้อย่างชอบธรรม อีกทั้งสอดรับกับความเป็น “รัฐทหารแปลงรูป” หลังเลือกตั้ง 2562 ที่กติกาในรัฐถูกสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยเดินหน้าไปในอนาคต

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะคาดหวังอย่างไรกับบทบาทขององค์กรอิสระที่ตัวบุคคลถูกแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหาร ดังจะเห็นได้ว่าเสมอว่า แม้รูปคดีและการกระทำความผิดจะเหมือนกัน แต่คำชี้ขาดจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะต้องเป็น “ผู้ผิด” เสมอ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่า เป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ จนเกิดคำถามในใจคนมากมายว่า กระบวนการทางกฎหมายที่ใช้ในทางการเมืองมีความ “เที่ยงตรงและเที่ยงธรรม” เพียงใด

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนชัดว่า การเมืองไทยอยู่ภายใต้ “อำนาจแห่งคำตัดสินขององค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกในทางทฤษฎีว่า การเมืองไทยเป็นระบอบ “ตุลาการธิปไตย” (Juristocracy) แต่คำตัดสินนี้ไม่ได้ถูกใช้เพื่อการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เราคาดหวัง

นับจากนี้ พลเอกประยุทธ์จะถูกบันทึกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในอำนาจได้ยาวนานที่สุดคนหนึ่ง เทียบเคียงได้กับจอมพล ป จอมพลถนอม และพลเอกเปรม แต่ก็อยู่ได้ด้วย “อภินิหารทางกฎหมาย” ที่มี “ความมหัศจรรย์พันลึกทางการเมือง” อย่างคาดไม่ถึง และมีราคาขององค์กรอิสระเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายในทางการเมือง

แต่การอยู่ในอำนาจได้นานเช่นนี้อาจต้องแลกด้วยความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย และการทำลายเครดิตของตัวผู้นำเอง … จากนี้ไม่มีใครตอบได้ว่า “หวยเลขท้ายสองตัว 68” ออกแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะผู้นำอยากได้ “เลขท้าย 70”!