สัมผัส “ปฏิกิริยา” อันแต่การออกมาเล่นบท “แม่ค้า” ขายข้าวสารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะจาก คสช. ไม่ว่าจะจากรัฐบาล ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์
ก็ “ซาโตริ”
มองทะลุ รู้แจ้งว่า “บรรยากาศ” ของ “การเลือกตั้ง” ตามโรดแมปประมาณปลายปี 2560 จะดำเนินไปอย่างไร
เด่นชัดว่าเป็นเรื่อง “ข้าว”
เด่นชัดว่าสัมพันธ์กับวิถีและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร “ชาวนา” อย่างแนบแน่น และสัมพันธ์กับสภาวะของราคาพืชในทางการเกษตร
เริ่มจากข้าว ตามมาด้วยข้าวโพด ตามมาด้วยยางพารา
แม้สังคมประเทศไทยจะเหยียบเข้าสู่เศรษฐกิจ 4.0 แล้วด้วยอัตราเร่งอย่างสูง แต่ก็ต้องยอมรับว่าพื้นฐานของเรายังเป็น “เกษตรกรรม”
เพียงแต่จะเป็นเกษตรกรรมยุค 2.0 หรือว่าเกษตรกรรมยุค 4.0
และในบรรดาพืชในทางการเกษตรทั้งหมดก็ต้องยอมรับว่า “ข้าว” ยังอยู่ในฐานะเป็นเหมือนดั่ง “ราชินี” ที่มากด้วยความสำคัญ มีผลสะเทือนทั้งต่อเกษตรกรและต่อผู้บริโภค
“ข้าว” จึงอยู่ในจุดอันเป็นประเด็น “ร้อน”
ไม่ว่าท่าทีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ มีความแจ่มชัดในทิศทางของตน ไม่มีปิดบัง ไม่มีอำพราง
พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในเรื่อง “จำนำ”
แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะติดชนักจากโครงการรับจำนำข้าว โดยมี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และ นายภูมิ สาระผล พ่วงไปด้วย แต่ไม่มีความหวั่นไหว วอกแวก
คำประกาศอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะมาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะมาจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ยืนยันความถูกต้อง ความชอบธรรมในโครงการรับจำนำข้าว
แม้จะมีความพยายามจะลากดึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าสู่ “ตะแลงแกง”
เช่นเดียวกัน ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์อันแสดงผ่าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้การสดุดีความล้ำเลิศของนโยบาย “ประกันราคา” อย่างเต็มเปี่ยม เท่ากับยืนยันว่า หากมี “โอกาส” ก็จะต้อง “ผลักดัน”
นี่คือ บรรยากาศที่ดีในทางการเมือง บรรยากาศเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเด่นชัด เสริมความแตกต่างระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ด้วย “นโยบาย” หากแต่ยังท้าทายและเรียกร้องให้พรรคการเมืองอื่นได้เสนอตัวเข้ามาด้วย
นี่คือการเมือง “สร้างสรรค์” นี่คือ “ประชาธิปไตย”
ถามว่าบรรยากาศอย่างนี้ ท่วงทำนองของการเมืองอย่างนี้มีจุดเริ่มมาอย่างไร และมีพัฒนาการเติบใหญ่ในแบบใด
บางคนอาจนึกถึง “เงินผัน” ของพรรคกิจสังคมเมื่อปี 2518
แต่หากยอมรับกันตามความเป็นจริงก็ต้องยอมรับบทบาทและการปรากฏตัวของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 เป็นการมาพร้อมกับ “นโยบาย” และ “โครงการ”
เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจ เลือกพรรคไทยรักไทยมาเป็นอันดับ 1 เหนือพรรคการเมืองอื่น จุดตัดอันเป็นการหักเลี้ยวอย่างสำคัญก็คือ
ความสามารถในการแปร “นามธรรม” ของนโยบายเป็น “รูปธรรม” ทางการปฏิบัติ
นับแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 เป็นต้นมา การนำเสนอ “นโยบาย” จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการเมืองไทย ส่งผลต่อการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2548
ส่งผลต่อการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 แม้จะแปรมาเป็นพรรคพลังประชาชน และส่งผลต่อการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 แม้จะแปรมาเป็นพรรคเพื่อไทย
ณ วันนี้ “นโยบาย” ก็ยังเป็น “เครื่องมือ” สำคัญในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ตามโรดแมปประมาณปลายปี 2560 ยิ่งทรงความหมาย
ทรงความหมายต่อ “การเมือง” ทรงความหมายต่อ “ประชาธิปไตย”
เหมือนกับการเลือกตั้งปลายปี 2560 จะจำกัดกรอบอยู่เฉพาะการต่อสู้ของ “พรรคการเมือง” และ “นักการเมือง”
เหมือนกับว่า เมื่อเข้าสู่ “โหมด” ของการเลือกตั้งแล้ว คสช.และรัฐบาลอันมาจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะเป็นเหมือน “กรรมการ” และเฝ้าดูอย่าง “นักสังเกตการณ์” เมื่อการเลือกตั้งเสร็จแล้วก็จากไป
เท่านั้นหรือ

