หน้าแรก คอลัมนิสต์ การจัดสวัสดิก...

การจัดสวัสดิการสังคมอย่างถ้วนหน้าทุกวัย

9.10.22 | 12:20 น.

ในบรรดาวันสำคัญทางสังคม ขอยกตัวอย่างวันที่เป็นสากลดังนี้ 1) วันสังคมสงเคราะห์โลก (World Social Work Day) ตรงกับวันอังคารของสัปดาห์ที่สามของเดือนมีนาคม 2) วันไม่ใช้ความรุนแรงสากล (International Day of Non-Violence) ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของมหาตมะ คานธี คือวันที่ 2 ตุลาคมของทุกปี 3) วันยุติโทษประหารชีวิตสากล (World Day Against the Death Penalty) ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม โดยในปีนี้ เครือข่ายยุติโทษประหารชีวิตซึ่งประกอบด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม สมาคมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ร่วมรณรงค์โดยเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมาธิการการกฎหมาย ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. การใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนโทษประหารชีวิต พ.ศ. … 4) วันยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีสากล ซึ่งองค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันดังกล่าว (ขอถือโอกาสนี้แสดงความเสียใจต่อญาติมิตรของเด็ก สตรี และเหยื่อความรุนแรงจำนวน 38 คนที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่หนองบัวลำภู)

น่าสังเกตว่า เรามีวันสังคมสงเคราะห์โลก แต่ยังไม่มีวัน “สวัสดิการสังคม” โลก จากการค้นหาผ่าน Google โดยสังเขป พบหลักการขอ

การสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม (Social Welfare) ดังนี้

หลักการสังคมสงเคราะห์

1. ช่วยผู้ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้

Advertisement

2. ช่วยให้ตรงกับความต้องการ

3. ช่วยตามความจำเป็น

4. ช่วยพัฒนาความสามารถของบุคคลให้เพิ่มขึ้น

5. ช่วยอย่างเสมอภาค

6. ช่วยรักษาเกียรติของผู้ได้รับความช่วยเหลือ

หลักการของสวัสดิการสังคมได้แก่

1. สิทธิมนุษยชน (Human Rights)

2. ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs)

3. ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice)

4. การมีส่วนร่วมของคนในสังคมทุกระดับ (Participation)

5. ความโปร่งใส (Transparency)

ขอตีความตามภาษาของผมเองว่า ในด้านหลักการแล้ว การสังคมสงเคราะห์เป็นหน้าที่ของรัฐและเอกชน ส่วนสวัสดิการสังคมเป็นทั้งหน้าที่ของรัฐและสิทธิของประชาชน และทั้งสองหลักการน่าจะไปด้วยกันได้

ที่อยากจะยกเรื่องสวัสดิการมาอภิปรายในที่นี้ ก็เพราะเขาบอกว่าใกล้จะถึงวันเลือกตั้งแล้ว จึงอยากฝากให้พรรคการเมืองช่วยกันคิดนโยบายที่จะขยายสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะสวัสดิการที่รัฐเป็นผู้จัดหา ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยประชาชนมีส่วนร่วมตามสมควร อย่างน้อยก็ในด้านจ่ายภาษีและจ่ายค่าเบี้ยประกัน ฯลฯ การเลือกตั้งเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย อีกทั้งเป็นเส้นทางสู่ความอยู่ดีกินดีของประชาชน ที่จะรู้รัก-รู้เลือกคนที่จะมาบริหารจัดการเงินภาษีอากร ให้ประโยชน์ตกแก่ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ก่อนอื่นขอย้อนสู่อดีตถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 โดยขออ้างถึงนโยบายของคณะราษฎรผ่านการประกาศหลัก 6 ประการ โดยประการที่ 3 คือ “จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก” และต่อมาปรีดี พนมยงค์ได้เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2476 โดยมีแนวคิดที่สำคัญคือ การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ซึ่งแปลมาจากคำว่า Social Assurance คำศัพท์นี้ถ้าจะแปลตรงตัวก็คือ “การประกันสังคม” แต่ปัจจุบัน คำว่าประกันสังคมจะตรงกับคำว่า Social Security นั่นเอง การประกันสังคม (Social Assurance) ที่ปรีดีเสนอมีสาระสำคัญคือ “การจัดตั้งเทศบาลทั่วประเทศเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ให้ราษฎรใช้สิทธิของตนร่วมจัดการเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนถึงระดับชาติผ่านสหกรณ์เศรษฐกิจชุมชน รัฐจะจัดสรรเงินทุนพร้อมที่ดินกว่า 320 ล้านไร่ ให้แก่ราษฎรกว่า 11 ล้านคนที่ขาดแคลน เพื่อใช้แรงงานของตนถากถางทำกิน ครบสามปัจจัยการผลิต ทุน ที่ดิน แรงงาน … รัฐบาลจะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ แม้แต่เด็ก คนป่วย คนพิการ คนชรา ซึ่งทำงานไม่ได้ ก็จะได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล”

อภิชาต สถิตนิรามัย และอิสร์กุล อุณหเกตุในหนังสือชื่อ “ทุน วัง คลัง (ศักดิ)นา: สมรภูมิเศรษฐกิจการเมืองไทยกับประชาธิปไตยที่ไม่ลงหลักปักฐาน” ได้สรุปความเห็นลงท้ายว่า “การบุกเบิกพัฒนาที่ดินทั้งในเขตเมืองและชนบทของชนชั้นปกครองเก่า ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางด้านสินทรัพย์ระหว่างชนชั้นเพิ่มขึ้นสูงมาก… เมื่อชนชั้นปกครองใหม่หลัง พ.ศ. 2475 ต้องการกระจายการถือครองที่ดิน … จึงต้องประสบกับการตอบโต้ทางการเมืองอย่างหนักหน่วง จนกระทั่งนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินไม่ประสบความสำเร็จเลย … เมื่อถูกซ้ำเติมเรื่องอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเกือบทั้งหมดในขณะนั้นคือที่ดิน … มีผลทำให้ระบอบการปกครองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยไม่สามารถลงหลักปักฐานได้ในสังคมไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา”

ต่อมาในปี 2516 ป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้เขียนบทความที่มีผลต่อความคิดของคนไทยอย่างสำคัญ ชื่อว่า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” วาดภาพสวัสดิการที่รัฐพึงจัดสรรให้ประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ทารกที่อยู่ในครรภ์จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แนวคิดเรื่องสวัสดิการสังคมที่เป็นสิทธิถ้วนหน้า ทุกวัย จึงค่อย ๆ ต่อยอดจากแนวคิดเรื่องประชาสงเคราะห์ มาสู่การสวัสดิการสังคม ซึ่งมีรูปธรรมชัดเจนขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ประกันสังคมในปี 2533

ปัจจุบัน มีการจำแนกสวัสดิการสังคมในระบบประกันสังคม กับสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า จากข้อมูลเรื่องรัฐสวัสดิการที่รวบรวมโดยเดชรัต สุขกำเนิด พบว่าผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมมีสิทธิประโยชน์ดังนี้

เบิกค่าคลอดบุตรได้ 13,000 บาท/ครั้ง และแม่จะได้รับเงินสงเคราะห์จากการลาคลอด เท่ากับ 50% ของเงินเดือนในเวลา 90 วัน

ได้รับเงินสงเคราะห์บุตร (แรกเกิดถึง 6 ปี) เดือนละ 800 บาทต่อคน คราวละไม่เกิน 3 คน

ได้รับเงินทดแทนการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตรา 30-50% ของค่าจ้างเฉลี่ย แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

เข้ารับการรักษาพยาบาลตามการรับรองสิทธิ์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ในกรณีทุพพลภาพร้ายแรง จะได้รับเงินชดเชยรายได้ 50% ของค่าจ้างเป็นรายเดือนตลอดชีวิต

เมื่ออายุครบ 55 ปี จะได้รับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ

ผู้จัดการศพของผู้ประกันตนรับค่าทำศพ 40,000 บาท

จากข้อมูลเรื่องรัฐสวัสดิการที่รวบรวมโดยเดชรัต สุขกำเนิด พบว่าระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า (หรือสำหรับกลุ่มจำเพาะที่ไม่จำเป็นต้องประกันตน) บุคคลจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้

ผู้อยู่ในวัยเรียนเรียนฟรีได้ 15 ปี

ผู้ป่วยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ในการเข้ารับการรักษาพยาบาล

ผู้ยากไร้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ

คนพิการได้รับเบี้ยยังชีพ 800 – 1,000 บาทต่อเดือน

ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพ 600 – 1,000 บาท

แม้ว่าระบบการประกันสังคมและสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังสามารถพัฒนาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นได้อีกมาก ให้เหมือนหรือใกล้เคียงกับในประเทศสแกนดิเนเวียที่มีระบบรัฐสวัสดิการที่ก้าวหน้า อันที่จริง ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา มีระบบสวัสดิการสังคมที่รัฐรับผิดชอบส่วนหนึ่ง และให้ธุรกิจเอกชนรับผิดชอบเป็นหลักในหลายเรื่อง เช่น การประกันสุขภาพ การจัดให้มีเงินบำนาญชราภาพ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฝรั่งเศส รัฐจัดสวัสดิการการศึกษา (เกือบ) ให้เปล่า แต่สวัสดิการสำหรับคนทำงานและผู้เกษียณอายุ จะใช้ระบบร่วมกันจ่าย (เสริมเพิ่มเติมโดยจ่ายเงินประกันให้บริษัทเอกชนได้อีกต่างหาก) กล่าวคือใช้ระบบประกันสังคมที่ผู้ประกันตน นายจ้างและรัฐบาลร่วมกันจ่ายเป็นรายเดือนเข้ากองทุนประกันสังคม กองทุนบำนาญ เป็นต้น จึงยังผลักภาระส่วนหนึ่งแก่ประชาชนมากกว่าระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าของประเทศที่รัฐสวัสดิการมีความเข้มแข็งอย่างเช่นประเทศสแกนดิเนเวีย

สรุปว่า เป้าหมายการจัดสวัสดิการสังคมของไทยคือ สำหรับคนที่ไม่สามารถทำงานได้ (เด็ก เยาวชน คนว่างงาน คนป่วย คนพิการ ผู้สูงอายุ) รัฐจะช่วยดูแลให้ทุกคนมีปัจจัยในการดำรงชีพที่เพียงพอ สำหรับคนในวัยทำงาน ควรใช้ระบบประกันสังคมแบบช่วยกันจ่ายระหว่างผู้ประกันตน นายจ้างและรัฐ อุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือการมีบุคคลในวัยทำงานจำนวนประมาณ 20 ล้านคน ที่เป็นแรงงานนอกระบบ และไม่สมัครเข้าระบบประกันสังคมหรือระบบการออม เช่น มีแรงงานนอกระบบเข้ากองทุนการออมแห่งชาติเพียงประมาณ 3 ล้านคน อุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ รัฐเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำ (ประมาณ 17.5%) เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ขณะที่ประเทศสแกนดิเนเวีย รัฐเก็บภาษีได้ประมาณ 40% ของ GDP ทำให้มีงบประมาณสำหรับสวัสดิการสังคมที่ถ้วนหน้าและทุกวัยอย่างเพียงพอ

จากข้อมูลเรื่องรัฐสวัสดิการที่รวบรวมโดยเดชรัต สุขกำเนิด พบว่า ในการปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคมของไทยนั้น เรื่องที่มีผู้เห็นว่าอยู่ในความสำคัญลำดับแรกคือ การจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม และลำดับที่สองคือการปฏิรูประบบภาษี เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสแกนดิเนเวีย พบว่าประเทศเหล่านั้นเก็บภาษีทรัพย์สินได้ไม่มากนัก สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์เก็บได้ประมาณ 2% ของ GDP แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญเมื่อเทียบกับไทยคือ เงินสมทบการประกันสังคมที่เขาเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยถึงเกือบ 20% ของ GDP ขณะที่ไทยเก็บได้ประมาณ 1% ของ GDP เท่านั้น จึงขอฝากให้นักเศรษฐศาสตร์ช่วยไปคิดต่อว่าจะปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อเก็บเงินสมทบการประกันสังคมมากขึ้นได้อย่างไร เพราะเงินสมทบนี้คือเงินที่จะมาจ่ายคืนให้แก่ประชาชนผ่านสวัสดิการสังคมนั่นเอง

ในเรื่องการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นรัฐสวัสดิการนั้น มีการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมอยู่ไม่น้อย เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We-Fair) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ในที่นี้ขอนำข้อเสนอของเครือข่ายที่ได้จากการสัมภาษณ์นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้นำคนหนึ่งของเครือข่าย ดังนี้

1. เงินสนับสนุนเด็กและเยาวชนถ้วนหน้า เด็กแรกเกิดจนถึง 0-6 ขวบ ต้องได้เบี้ยเด็ก 600 บาทครบทุกคน ปัจจุบันเด็กที่มีช่วงอายุเท่านี้มีอยู่ประมาณ 4.2 ล้านคน แต่มีผู้ที่ได้รับเพียง 1.4 ล้านคน หายไป 2.8 ล้านคน

2. การศึกษาถ้วนหน้า เรียนฟรีมีคุณภาพ เครือข่ายฯอยากผลักดันให้เด็กไทยเรียนฟรีตั้งแต่ระดับอนุบาล-ปริญญาตรี

3. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีคุณภาพเท่าเทียม เครือข่ายฯมีข้อเสนอให้ยุบรวมกองทุนประกันสังคม กองทุนบัตรทอง และกองทุนประกันสุขภาพของข้าราชการเข้าด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ

4. ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เครือข่ายขอเสนอว่ารัฐบาลควรจะจัดบ้านให้เช่าในราคาถูก ลดดอกเบี้ยที่อยู่อาศัยไม่เกินร้อยละ 2 จัดหาที่ดินให้เกษตรกร เก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า จัดให้มีธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน และการปฏิรูปที่ดิน

5. งานและหลักประกันรายได้ ควรปรับค่าแรงขั้นต่ำตามระดับเงินเฟ้อ และอายุการทำงาน เครือข่ายเสนอให้ปรับค่าจ้างเป็นรายปี มีโครงสร้างค่าจ้างเหมือนโครงสร้างของข้าราชการ รวมถึงสิทธิลาคลอด 180 วัน

6. ประกันสังคมถ้วนหน้า เครือข่ายเสนอให้แรงงานทุกคนมีประกันสังคม ตอนนี้แรงงานนอกระบบประมาณ 20 ล้านคน เข้าสู่ประกันสังคมราว 3 ล้านคน จึงเสนอให้รัฐออกค่าประกันสังคมให้แรงงานนอกระบบเดือนละ 100 บาท

7. บำนาญถ้วนหน้า ตอนนี้ไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 10 ล้านคน ปัจจุบันได้ตามสิทธิที่ 600-1,000 บาทต่อเดือน ตามขั้นบันไดอายุ เครือข่ายฯขอเสนอให้ทุกคนได้ตามสิทธิ โดยใช้เกณฑ์เส้นความยากจน

8. สิทธิทางสังคม พหุวัฒนธรรม ประชากรกลุ่มเฉพาะ

เบี้ยคนพิการถ้วนหน้า ตอนนี้ไทยมีคนพิการราว 2 ล้านคน รัฐมีเบี้ยให้คนละ 800 บาท แต่สำหรับคนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือมีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะได้เพิ่มเป็น 1000 บาท เครือข่ายฯขอเสนอว่าทุกคนควรได้อย่างเท่าเทียมกัน

เครือข่ายสนับสนุนให้การข้ามเพศถือเป็นสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

พนักงานบริการทางเพศต้องเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

ชนเผ่าพื้นเมือง หรือผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ต้องได้รับความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และบริการสาธารณะอื่น ๆ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2565 We-Fair จัดให้มีการอภิปรายเรื่อง”หนทางสู่รัฐสวัสดิการ: ความเป็นไปได้ของสังคมไทย” นิมิตร์ เทียนอุดม ได้อภิปรายบทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสู่ความเป็นไปได้ของระบบบำนาญประชาชน  อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสังคมไทยไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ หากสังคมไทยยังปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการอยู่ ภาคประชาชนจะขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการ แต่กระนั้น นายกรัฐมนตรีได้ออกมาพูดหลายครั้งถึงความสำคัญของการออมเพื่อใช้ในวัยชรา

เมื่อ 5 ปีก่อน เอมมานูแอล มากร

ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในสมัยแรก เขาได้มีนโยบายหาเสียงที่จะเพิ่มอายุของวัยเกษียณ จากปัจจุบันเกษียณอายุที่ 62 ปี เป็น 65 ปี แต่มีการประท้วงมากมายจนทำไม่สำเร็จ เมื่อได้รับเลือกตั้งในสมัยที่สอง เขาไม่ละความพยายาม ประกาศว่าจะค่อย ๆ เพิ่มวัยเกษียณ เช่น ครั้งละ 4 เดือนต่อปี ในปีแรกวัยเกษียณของคนกลุ่มแรกจะเป็น 62 ปี 4 เดือน จนในที่สุดวัยเกษียณจะเป็น 65 ปีในอีก 9 ปี เป็นต้น แต่เนื่องจากคราวนี้พรรคของมากรงมีเสียงข้างมากธรรมดาไม่เด็ดขาด เขาจะต้องเผชิ

อุปสรรคมากในการผ่านกฎหมายตามที่วางนโยบายไว้ ถามว่าทำไมเขาถึงเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จากตัวอย่างของประเทศสแกนดิเนเวียที่เก็บเงินสมทบการประกันสังคมในอัตราที่สูงได้ ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินสมทบจนถึงวัยเกษียณที่บางประเทศในยุโรปเพิ่มถึง 65-70 ปีแล้ว กรณีของฝรั่งเศสยังไม่เลวนัก เพราะอัตราการเกิดเกือบคงตัวแต่อายุขัยก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปัจจุบัน คนวัยทำงาน 1.8 คนต้องสมทบเงินเพื่อดูแลคนนอกวัยทำงาน 1 คน ผลก็คือเงินกองทุนประกันสังคมจะไม่พอจ่ายอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

สำหรับประเทศไทย รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ว่า นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ “การออม” เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต สร้างวินัยการออมในทุกช่วงวัย โดยมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นกลไกส่งเสริมการออมของประชาชนรายย่อย ถ้าออมวันละ 30 บาทจะได้เงินบำนาญ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อถึงวัยเกษียณ 60 ปี ผมคิดว่าจากประสบการณ์ของฝรั่งเศส ควรเตรียมการที่จะเพิ่มวัยเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี โดยค่อย ๆ เพิ่มก็ได้

ข้าราชการคงเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงน้อยกว่าเพื่อน กระนั้นมีข้อเสนอการปรับปรุงกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เช่น ให้ออมได้มากกว่า 12% สมาชิกจะสามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอื่นเข้ามายัง กบข. และสามารถเลือกแผนการลงทุนได้ และยังมีข้อเสนอให้แก้กฎหมาย กบข. เพื่อรื้อใหม่ทั้งระบบ เป็นต้น

สำหรับผู้มีงานทำในระบบ มีการกล่าวถึงการบังคับให้ออมโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากการสำรวจพบว่า มีลูกจ้างภาคเอกชนเพียง 19% ที่สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และในจำนวนนี้มีเพียง 21% เท่านั้นที่มีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณมากกว่า 3 ล้านบาท  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ายังมีลูกจ้างภาคเอกชนอีกจำนวนมากที่ยังมีเงินออมไม่เพียงพอไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ แต่การบังคับออมของลูกจ้างในระบบ จะต้องแก้ไขกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเพื่อนคือผู้ทำงานนอกระบบที่กล่าวกันว่ามีอยู่ประมาณ 20 ล้านคน รัฐคงต้องสร้างแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเรื่องนี้ มีข้อเสนอของพิสิฐ ลี้อาธรรมว่า รัฐบาลต้องสร้างแรงจูงใจการออมให้แก่ประชาชนนอกระบบ โดยอาจจะให้พันธบัตรแก่ประชาชนวงเงินหนึ่ง และให้ประชาชนเข้ามาออมส่วนหนึ่งและต้องทยอยออม แต่จะเบิกมาใช้ได้เมื่อยามเกษียณเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ จะทำให้แรงงานนอกระบบมีเงินออมยามเกษียณ รัฐบาลจะต้องลดแลกแจกแถม ให้เขามีเงินในบัญชี แต่เอาเงินมาใช้ได้เมื่อยามเกษียณเท่านั้น ซึ่งแนวทางจะเป็นอย่างไร พิสิฐคิดว่าควรจะเปิดกว้างไว้ โดยให้คณะกรรมการการออมมาเป็นคนคิด เขาได้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาเพื่อจัดตั้งหน่วยงานและคณะกรรมการการออมแห่งชาติ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจของคณะกรรมการฯในการเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการออมทั้งหมด ถ้าจะมีเงื่อนไขของกองทุนต่าง ๆ ที่แก้ไขยาก ก็จะเขียนกฎหมายให้คณะกรรมการมีอำนาจเสนอแก้ได้ด้วย เช่น การประกันสังคมเขียนว่าสมาชิกจะได้รับเงินยามเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี ก็อาจแก้เป็น 60 ปี เป็นต้น โดยเสนอเป็นมติคณะรัฐมนตรี ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแก้ไขได้เลยไม่ต้องผ่านสภาฯ

ผมเห็นว่ามีประเด็นขับเคลื่อนสวัสดิการสังคมที่ควรได้รับความสำคัญในลำดับต้นอยู่สองเรื่อง คือ 1) เก็บภาษี รวมทั้งเงินสมทบการประกันสังคม ให้มากขึ้น 2) แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการออมและให้รัฐบาลอย่าเพียงแต่เสนอให้การออมเป็นวาระแห่งชาติ ต้องทำวาระนี้ให้เป็นจริงด้วย อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนเรื่องสวัสดิการสังคม ต้องการความร่วมมืออย่างกว้างขวาง รัฐบาล ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมต้องร่วมมือกันคิด ร่วมมือกันทำ จึงจะยังความสมบูรณ์พูนสุขถ้วนหน้า ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน

โคทม อารียา