หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความท้าทายของ...

ความท้าทายของสังคมไทย ในเรื่องของการสังหารหมู่ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

11.10.22 | 13:00 น.

ในห้วงขณะที่ใกล้ๆ กันของการย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลา พ.ศ.2519 ก็เกิดความเศร้าสลดของเหตุการณ์การสังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหดที่ศูนย์เลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งที่จังหวัดหนองบัวลำภู

จนมาถึงวันนี้ท่านผู้อ่านคงได้รับรู้ข้อมูลและความคิดเห็นมากมายที่ปรากฏขึ้นในสื่อและที่ปรากฏรอบตัวของเราในโศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภูกัน

ความสนใจในเรื่องของการสังหารหมู่ที่หนองบัวลำภูเป็นที่สนใจทั่วโลก ตามที่ปรากฏในข่าวต่างประเทศหลายสำนักและมีการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง

ตัวผมเองก็ลองสืบค้นไปในเรื่องของการเมืองและความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในกรณีของสหรัฐอเมริกาที่เขามีต่อเรื่องของการสังหารหมู่ในประเทศของเขาซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง

เรื่องใหญ่ที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังนั้นมีอยู่สองเรื่อง

Advertisement

หนึ่ง คือเรื่องของ “กำเนิดคนรุ่นที่โตมากับการสังหารหมู่” (massacre generation) หมายถึงคำที่ใช้เรียกคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากยุคสมัยของการสังหารหมู่ คำนี้เริ่มมาจากจดหมายแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์ Washigton Post เมื่อปี ค.ศ.2018 ของ Julia Gibson ซึ่งอายุ 18 ปี ซึ่งอธิบายว่าชีวิตของเธอนั้นเติบโตขึ้นมาจากความรุนแรง

บทความในวอชิงตันโพสต์ (A.Vegter and A.Middlewood. “The ‘massare generation’ believes government can prevent mass shootings” Washingtonpost.com 8 June 2022) ที่อ้างกลับไปที่ทรรศนะของจูเลียเมื่อ ค.ศ.2018 ชี้ว่ากลุ่มคนรุ่นราวคราวเดียวกับจูเลียมีความโน้มเอียงไปในเรื่องของมุมมองที่ว่าการสังหารหมู่เป็นเรื่องของการปล่อยปละละเลยของรัฐ และมองว่าโศกนาฏกรรมนี้สามารถป้องกันได้ถ้ารัฐเข้ามามีบทบาท

คำอธิบายในวอชิงตันโพสต์ชี้ว่า คนรุ่นการสังหารหมู่นี้ คือพวกที่อายุ 18 ปีลงมา ซึ่งเติบโตมาตั้งแต่การสังหารหมู่ที่โรงเรียนมัธยม Columbine เมื่อ ค.ศ.1999 ซึ่งหมายความว่าพวกนี้เกิดตั้งแต่ ค.ศ.1982 เป็นต้นมา หรือ (คือนับตั้งแต่ พ.ศ.2525 ตรงนี้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกสักหน่อยในการนับปี)

แม้ว่าการสังหารหมู่โดยเฉพาะในโรงเรียนจะมีมาก่อนที่โรงเรียนโคลัมบาย แต่การสังหารหมู่โดยการกราดยิงที่โคลัมบายเปลี่ยนแปลงวิธีการมองเรื่องการสังหารหมู่สำหรับชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก เรื่องหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตก็คือ คนรุ่นนี้การสังหารหมู่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงต่อความรุนแรงต่อประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และจำไม่ได้ถึงเวลาก่อนหน้านั้นที่ความเสี่ยงต่อความรุนแรงนั้นก็มีมาโดยตลอดเช่นกัน

ประสบการณ์ของคนที่เกิดนับตั้งแต่ ค.ศ.1982เป็นต้นมา โดยเฉพาะในเรื่องของความรุนแรงโดยอาวุธปืนนั้นทำให้กลุ่มนี้มุ่งเป้าที่จะกล่าวโทษว่าใครควรจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และใครคือผู้ที่พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ข้อมูลจากการวิจัยที่เกิดขึ้นแปดชิ้นในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาที่เกี่ยวกับเรื่องการสังหารหมู่ในสหรัฐอเมริกา ภายใต้การสนับสนุนจาก ซีเอ็นเอ็นUSA Today และศูนย์วิจัยในมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง

ส่วนหนึ่งของงานวิจัยพบว่า นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 เป็นต้นมา เยาวชนมีความเชื่อเพิ่มขึ้นว่ารัฐบาลสามารถที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการสังหารหมู่ได้ (จากคำถามหลักๆ ของงานแปดชิ้นนั้น ที่ถามทรรศนะต่อสองประโยคหลักที่ว่า รัฐหรือสังคมควรจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ และคำถามที่ว่าต่อให้รัฐบาลและสังคมพยายามเข้ามาดูแล เหตุการณ์สังหารหมู่ก็ยังจะเกิดขึ้นอยู่ดี)

งานวิจัยยังเห็นร่องรอยที่ชี้ชัดในแง่แนวโน้มว่า ยิ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีอายุน้อยลงเท่าไหร่ จะมีความคิดว่ารัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการเข้ามาป้องกันไม่ให้เรื่องราวที่เศร้าสลดเหล่านี้เกิดขึ้น และสามารถฟันธงได้ว่า คนที่อายุต่ำกว่า 18 เป็นต้นมานับจากปีที่เกิดการสังหารหมู่โดยการกราดยิงในโรงเรียนมัธยมโคลัมบาย (1999) มีทัศนคติไปในทางเดียวกันมากในการมองว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหานี้ และป้องกันปัญหานี้มากกว่าผู้ตอบแบบสอบถามในช่วงวัยอื่น

คำอธิบายหนึ่งจากบทความในวอชิงตันโพสต์ที่พยายามอธิบายว่าทำไมทัศนคติของผู้คนหลังปี ค.ศ.2012 นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก็คือในปีนั้นเป็นจุดตั้งต้นของการรายงานข่าวในเรื่องของความรุนแรงหมู่ในสหรัฐอเมริกา โดยในปีนั้นมีการกราดยิงฝูงชนถึง 16 กรณี ที่นำไปสู่การเสียชีวิตถึง 88 ศพ รวมไปถึงการยิงกันในโรงภาพยนตร์ที่ฉายเรื่องแบทแมน

จุดเปลี่ยนที่สำคัญในปีนั้นก็คือการกราดยิงที่โรงเรียนประถม Sandy Hook ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการถกเถียงพูดคุยกันในเรื่องการป้องกันไม่ให้การสังหารหมู่เกิดขึ้นอีกโดยเฉพาะกับเด็กๆ

นอกจากนี้ ใครก็ตามที่เติบโตขึ้นมาในช่วงทศวรรษหลังการสังหารหมู่ที่โคลัมบายก็จะต้องผ่านการฝึกซ้อมการป้องกันการถูกกราดยิงในโรงเรียน ซึ่งคนในรุ่นก่อนนั้นไม่เคยเจอการซักซ้อมแบบนี้ บทความของวอชิงตันโพสต์ยังชี้ว่า คนที่อายุสักสิบแปดปีน่าจะเคยเข้าร่วมการซักซ้อมดังกล่าวไม่ต่ำกว่าห้าครั้งต่อปี (เหมือนกับที่เรามีการซ้อมการเผชิญเหตุไฟไหม้) โดยการซ้อมรับมือแบบนี้มีผลต่อการที่พวกเขาเริ่มเรียนรู้ในการรับมือหรือนึกถึงว่าการกราดยิงแบบสังหารหมู่นี้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

เป็นไปได้ว่าทั้งการกราดยิงที่ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ และการซ้อมรับมือกับการกราดยิงในโรงเรียนนำไปสู่การทำให้คนในวัยที่เติบโตและมีประสบการณ์กับสิ่งนี้ทั้งวิตกกังวลกับเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลา และก็จะมองว่าการทำร้ายผู้คนด้วยอาวุธปืนเป็นสิ่งที่เขาต้องตระหนักถึงโดยตลอด และมีแนวโน้มที่จะมองว่ารัฐบาลนั้นไม่ทำอะไรเลย (หรือยังทำไม่พอ)

อย่างไรก็ตาม ในหมู่คนรุ่นใหม่นั้นก็ไม่ได้มีความเห็นในระดับเดียวกัน งานวิจัยของ ABC News กับวอชิงตันโพสต์เมื่อปีที่ผ่านมาชี้ถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์ที่มีต่อนโยบายการควบคุมการมีปืน โดยมองว่าบรรดารีพับลิกันที่อยู่ในรุ่นใหม่นี้มีเพียงร้อยละ 40 ที่เชื่อว่ารัฐบาลนั้นสามารถจัดการระงับการสังหารหมู่ด้วยอาวุธปืนได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในเดโมแครตเชื่อว่ารัฐบาลสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ในร้อยละที่สูงกว่ารีพับลิกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี

สอง สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นมาชี้ให้เห็นความจริงในสังคมอเมริกาอีกด้านหนึ่ง นั่นก็คือ เดือนพฤษฎาคมปีนี้การสังหารหมู่ที่โรงเรียนประถมในเมือง Uvalde มลรัฐ Texas ซึ่งถือว่ามีการสูญเสียมากเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ ค.ศ.2012 บทความจากสถานีวิทยุสาธารณะแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Public Radio) ชี้ว่า นับจากการสังหารหมู่ในสหรัฐที่เกิดมานับพันครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใหญ่หรือเล็ก ทำให้มีความพยายามที่จะเข้มงวดกับนโยบายการควบคุมการถือครองอาวุธปืนมากขึ้น เช่น การตรวจประวัติที่เข้มข้นขึ้น หรือมีการห้ามจำหน่ายปืนไรเฟิลที่มีประสิทธิภาพร้ายแรง ความพยายามเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับความเป็นจริงทางการเมืองที่ทำให้การเคลื่อนไหวในเรื่องเหล่านี้สะดุดหยุดชะงักลง

ผมเองก็รับรู้มานานแล้วว่าในสหรัฐ อเมริกานั้น ในรัฐธรรมนูญนั้นให้สิทธิในการครอบครองอาวุธปืน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทางการเมืองของประเทศเขา ในแง่ที่ว่าการมีสิทธิถือปืนนั้นเป็นทั้งเงื่อนไขในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขา และเป็นทั้งสิทธิที่ประชาชนจะสามารถลุกขึ้นสู้กับการรุกรานจากต่างชาติหรือทรราชได้ แนวคิดที่ว่าปืนคือสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอเมริกา หรือเป็นความเป็นชาวอเมริกันนั้นถูกฝังอยู่ในแนวคิดของพรรครีพับลิกันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในมลรัฐทางใต้

ทั้งนี้ ยังไม่นับความเห็นและข้ออ้างในการครองปืนเพื่อป้องกันตนเอง การล่าสัตว์ หรือฝึกซ้อม ซึ่งเป็นอีกคำอธิบายหนึ่งที่มักกล่าวถึงบ่อยๆ ในการถกเถียงสาธารณะในอเมริกาดังที่อ้างอิงจากบทความนี้

ด้วยเงื่่อนไขที่กล่าวมาแล้ว (ไม่นับเรื่องของสมาคมอาวุธปืนที่มีบทบาทในการสนับสนุนพรรครีพับลิกันในการเมืองระดับชาติอย่างเปิดเผย อาทิ ในปี ค.ศ.2020 สมาคมไรเฟิลแห่งชาติใช้จ่ายเงินให้กับทรัมป์ถึง 16 ล้านดอลลาร์ และ 12 ล้านดอลลาร์ ในการสนับสนุนการหาเสียงในระดับสภาคองเกรส) ก็เลยทำให้การพยายามร่วมมือกันของรัฐสภาทั้งจากฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครตเป็นไปได้ยาก และที่ผ่านมารัฐสภาเองก็มีความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างสองพรรคใหญ่ในเรื่องนี้มาโดยตลอด

การไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในกฎหมายการควบคุมเรื่องอาวุธปืนได้อย่างชัดเจนในระดับรัฐสภา ทำให้ประธานาธิบดีต้องออกมาใช้อำนาจของตนในด้านการออกคำสั่งของประธานาธิบดีในการพยายามควบคุมอาวุธปืน ไม่ว่าโอบามา ทรัมป์ และไบเดน แต่อำนาจของประธานาธิบดีมีจำกัด ทำได้ในระดับเทคนิครายละเอียดในบางเรื่อง เช่น ห้ามบางรุ่น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาภาพรวมของการควบคุมอาวุธปืนได้

อำนาจของศาลเองก็จำกัดในเรื่องของสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนในความหมายที่ว่า ถ้าไม่มีการแก้ไขกฎหมายทั้งฉบับ ศาลก็จะต้องยึดตามกฎหมายที่มีอยู่ และตีความโดยไม่ขัดกับหลักการรัฐธรรมนูญที่ชี้ชัดว่าประชาชนมีสิทธิที่จะครองอาวุธปืน

ในปี ค.ศ.2008 ศาลสูงได้ตัดสินว่าประชาชนสามารถครอบครองปืนได้ในบ้าน และในปี ค.ศ.2010 ก็ตัดสินว่ามาตรการควบคุมอาวุธปืนในระดับมลรัฐและท้องถิ่นนั้นจะต้องเคารพสิทธิในการครองอาวุธของประชาชน

หนึ่งในกลุ่มรณรงค์เรื่องของการควบคุมอาวุธปืนมองว่าผลผลิตทางการเมืองที่สำคัญของสมาคมไรเฟิลอาจไม่ใช่เรื่องของการได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่เป็นการใช้ความหมดหวังของสังคมในการทำให้ความก้าวหน้าในการถกเถียงและรณรงค์ในการจำกัดการ
ครองอาวุธปืนนั้นเดินต่อไปไม่ได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าความสิ้นหวังนั้นทำให้การตอบสนองต่อการรณรงค์ควบคุมอาวุธปืนนั้นเป็นอัมพาตนั่นเอง

ความเป็นจริงที่โหดร้ายในสังคมอเมริกันอีกประการหนึ่งก็คือ จำนวนอาวุธที่ประชาชนครอบครองนั้นมีมากกว่าจำนวนประชากรเอง และยังมีความพยายามที่จะบอกว่าต่อให้จำกัดการครองปืนลง ความรุนแรงจากการสังหารหมู่โดยอาวุธปืนก็ยังจะดำเนินต่อไป (D.Shivaram. “Political realities have stopped legislative action after school shootings”. NPR.org. 27 May 2022.)

จากสิ่งที่ผมพบในสองปรากฏการณ์ในสหรัฐที่คนรุ่นใหม่เองรู้สึกว่ารัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันในรายละเอียด และจากภาพรวมที่การเปลี่ยนแปลงยังทำไม่ได้มากนัก ผมลองมาสะท้อนคิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมกลับรู้สึกว่า สื่อและความรู้สึกในสังคมส่วนมากแม้จะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์การสังหารหมู่ในแต่ละครั้ง แต่ทว่าความรู้สึกที่มีต่อวิธีการแก้ปัญหาอาจจะไม่ได้เหมือนกันไปเสียทั้งหมด

จนดูเหมือนราวกับว่าการให้ความสำคัญกับการใช้มาตรการที่รุนแรงในการจัดการกับปัญหา เช่น จัดการกับการค้ายา โดยไม่ได้เน้นถึงกระบวนการสอบสวนถึงต้นตอและเครือข่ายการค้ายาที่เป็นระบบ หรือแม้แต่การย้อนเข้าไปสืบค้นว่าระบบราชการนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของการบริหารผู้คน และให้ความเป็นธรรมและอำนวยความสงบสุขให้กับสังคมได้แค่ไหน รวมทั้งการปรับปรุงระบบความปลอดภัยในหมู่บ้านจากเดิม แต่มักไปเน้นว่าจะเพิ่มโครงการและงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ไล่เรียงมาตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ในระดับประเทศหลายครั้ง และความรุนแรงจากการสังหารหมู่ในระดับเมือง และท้องถิ่นในช่วงที่ผ่านมาอย่างติดๆ กัน ผมคิดว่าเราคงยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนมากนักในระดับประเทศ แม้ว่าประเทศเราจะไม่ได้เอาเรื่องของการ
ถือครองปืนมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางการเมืองเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาอันเนื่องมาจากประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ทาง
การเมือง

แต่เรื่องของการครองปืนดูจะเป็นเรื่องที่ “แตะต้องไม่ได้” ในมิติอื่นมากกว่า โดยเฉพาะการยอมรับอำนาจของรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ และการเชื่อมั่นว่าความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายสำคัญกว่าการปรับเปลี่ยนกฎหมายในระดับหลักการให้สะท้อนและสอดรับกับการพูดถึงความปลอดภัยในชีวิต สิทธิเสรีภาพ

และการ (ไม่) ยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน