สถานีคิดเลขที่ 12 : โศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภู
เหตุการณ์กราดยิงและสังหารผู้คนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลอุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ตลอดจนบริเวณใกล้เคียง กระทั่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย
คือเหตุสะเทือนขวัญ น่าโศกเศร้า ที่ก่อให้เกิดคำถามมากมาย
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ สังคมไทยน่าจะพยายามดิ้นให้หลุดจากจุดอ่อนของตัวเอง ทั้งการเป็นสังคมอุดมอีเวนต์ สังคมที่ไหลไปตามเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก หรือสังคมที่ตื่นตูมไปกับกระแสดราม่าต่างๆ แบบประเดี๋ยวประด๋าว
แล้วหันมาตั้งสติให้ดีๆ เพื่อร่วมวิเคราะห์ว่าพวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรกันแน่?
เรื่องที่ต้องขบคิดประการแรก คือ เหตุการณ์สังหารหมู่-กราดยิงผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นหนแรกในประเทศไทย แต่ย้อนไปเมื่อปี 2563 เราก็เคยประสบกับเหตุการณ์คล้ายคลึงกันที่นครราชสีมา
น่าสังเกตว่าทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของข้าราชการหน่วยความมั่นคง ซึ่งเป็นทหาร-ตำรวจชั้นผู้น้อย หรืออดีตข้าราชการในสังกัดดังกล่าว
พึงตั้งคำถามว่า มีช่องว่างรูโหว่ตรงไหนบ้างที่เปิดโอกาสให้โศกนาฏกรรมทำนองนี้บังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาห่างกันแค่สองปี?
น่าสะเทือนใจที่โศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภูมาเกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม พอดี
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีสถานภาพเป็นอาชญากรรมที่ลงมือโดยภาครัฐ ซึ่งรัฐควบคุมและกำหนดเกมได้ อีกทั้งคนจำนวนไม่น้อยในสังคมก็มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับความผิดบาปช่วงเช้าวันนั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2565 ณ อำเภอนากลาง (รวมถึงเหตุกราดยิงที่โคราชเมื่อปี 2563) คือ การไล่สังหารผู้คนโดย (อดีต) เจ้าหน้าที่รัฐ ที่รัฐเองก็ควบคุมการใช้ความรุนแรงของพวกเขาไม่ได้ และสังคมก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงลงมือกระทำการอุกอาจเช่นนั้น
เราจะศึกษาบทเรียนจากนครราชสีมาและหนองบัวลำภูอย่างไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้มีสถานการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก
ประการถัดมา ดูจะมีโจทย์ใหญ่อยู่สามข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหลังเหตุการณ์ที่นากลาง ได้แก่ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการครอบครองอาวุธปืน และปัญหาด้านสุขภาพจิตของคนไทย
ถ้ามีความเห็นตรงกันว่า ปัญหายาเสพติด (กลับมา) ระบาดรุนแรงขึ้น คำถามก็มีอยู่ว่าเราควรแก้ไขปัญหาอย่างไร?
ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งมักถูกมองหรือเชื่อว่ามีจุดแข็งในเรื่อง “การรักษาความมั่นคง” กลับไม่ได้มีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เด่นชัด และไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติในการแก้ปัญหาที่เป็นชิ้นเป็นอันนัก
น่าตั้งคำถามพ่วงด้วยว่า สังคมการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2557 ที่ย้อนเวลากลับไปสู่การทำงานการเมืองผ่านการสร้างเครือข่ายกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ขึ้นในท้องถิ่น มีความเกี่ยวพันกับปัญหาการแพร่กระจายของยาเสพติดมากน้อยแค่ไหน?
ในอีกด้านหนึ่ง ก็น่าครุ่นคิดว่าวิธีการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่หลายคนมองว่า “ได้ผล” เมื่อราวสองทศวรรษก่อน นั้นมีจุดบกพร่องอย่างไร? และยังใช้ได้หรือไม่ในบริบทปัจจุบัน?
นี่คือประเด็นที่ต้องถกเถียงและหาทางปรับแก้กันต่อ
เช่นเดียวกับสถิติการครอบครองอาวุธปืนในเมืองไทย ที่นับว่ามีจำนวนสูง (ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย)
หลังโศกนาฏกรรมที่หนองบัวลำภู มีสองแนวคิดที่ออกมาก่อวิวาทะกัน ระหว่างการเสนอให้ติดอาวุธแก่ผู้ปฏิบัติงานกลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม กับการเสนอให้ลด-ปลดการถือครองอาวุธปืนในสังคมไทย
นี่คือเรื่องที่ต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่าเราจะไปทางไหนกันดี?
โจทย์สุดท้าย ที่บางภาคส่วนในสังคมเริ่มหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ก็ได้แก่ การศึกษา-วิเคราะห์เงื่อนปมทางจิตวิทยาหรือปัญหาสุขภาพจิตของ “ฆาตกร”
กระบวนการแนวนี้จะทำให้เรามองเห็นว่าอะไรคือแรงผลักดันที่กระตุ้นให้ปัจเจกบุคคลรายหนึ่งตัดสินใจลงมือก่อเหตุร้ายแรงขนาดนั้น?
เพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจต่อว่า สังคมแบบไหนที่ผลิตคนแบบนี้ขึ้นมา?
ปราปต์ บุนปาน

