ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สั่งการให้ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่างๆ ของ สปท. 12 คณะ รวบรวมข้อมูลการทำงานที่ทำไปในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมแถลงผลงานต่อสื่อมวลชนปลายเดือนพฤศจิกายนนี้
“การแถลงรอบนี้ไม่ใช่เพื่อประชาสัมพันธ์เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เพราะถ้าจะประกาศต้องมีผลงานเป็นรูปธรรมก่อน อย่างของขวัญปีใหม่ปี 2558 ที่ สปท.เสนอ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไปที่รัฐบาลทำให้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559”
ถ้อยแถลงของประธาน สปท.สะท้อนถึงมาตรฐานการวัดผลงานด้วยเกณฑ์เชิงคุณภาพ ต้องมีรูปธรรมโดยเกิดผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่ผลงานเชิงปริมาณ รายงานมากมายนับร้อยเรื่อง แต่ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการลงมือทำ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้
ถามว่าปฏิรูป 108 เรื่อง ที่เข้าหลักเกณฑ์ของท่านประธานมีจำนวนเท่าไหร่ อะไรบ้าง ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า ปฏิรูป ไม่ใช่แค่ปะผุ เป็นสิ่งที่ฝ่ายประจำต้องทำอยู่แล้วไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาบริหารจัดการก็ตาม
นอกจากศาลอาญาคดีทุจริตแล้ว เรื่องที่อยุู่ในหมวดเดียวกัน เช่น ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. …. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ร่าง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ร่าง พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขจัดการคอร์รัปชั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นตัวร่างยังไม่มีผลในทางปฏิบัติด้วยสาเหตุใดก็ตาม สมควรนับว่าเป็นผลงานหรือไม่
อย่างไรก็ตาม คำถามในเชิงหลักการมีว่า แถลงผลงานทำไม แถลงเพื่ออะไร แถลงแล้วไม่ใช่ว่า สปท.ได้อะไร แต่ประชาชนได้อะไร มีบทบาทร่วมคิด ร่วมตัดสินใจแค่ไหน
คณะผู้แถลงอาจจะตอบว่าเพื่อให้ประชาชนได้รับรุู้ว่า สปท.มีผลงานเป็นรูปธรรม คุ้มค่ากับเงินภาษีอากรที่ได้รับเป็นผลตอบแทน ประชาชนจะได้ให้ความร่วมมือส่งเสริม สนับสนุน กดดันให้ผลงานเหล่านี้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง เป็นความปรารถนาดี
แต่ความเป็นจริง ประเด็นที่น่าคิดมีว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของสังคมต่อเรื่องเหล่านี้มีแค่ไหน เพียงไร แค่ระดับรับรู้ ยอมรับ ทำตาม
อย่างเซื่องๆ ต้องเชื่อว่าสิ่งที่คณะผู้มีอำนาจคิดแทนให้นั้นดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุดอยู่แล้ว มีสิทธิ เสรีภาพ มีเวทีหรือพื้นที่การมีส่วนร่วมอย่างเปิดกว้างจริงจังแค่ไหน
ตัวอย่างเพียง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. …. หรือกฎหมายจัดการคนทุจริตเจ็ดชั่วโคตร ที่ประกาศว่าจะเปิดช่องทางให้ผู้คนได้รับรู้ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์ ท้วงติงได้เต็มที่เพื่อให้กฎหมายมีความเป็นธรรม เกิดความสมบูรณ์ ถึงวันนี้ยังเป็นคำพูดที่ลอยลมอยู่ในอากาศ
อีกทั้งเรื่องสำคัญที่มีผลต่ออนาคตของประเทศชาติ ประชาชนต่อไปอีก 10 20 ปีข้างหน้า ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลประกาศแล้วประกาศอีก รัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ กับแผนปฏิรูปด้านต่างๆ การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง กฎหมาย การบริหารราชการแผ่นดิน กระบวนการยุติธรรม
นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะเวลา 20 ปี
ถามว่า รูปร่าง หน้าตา เนื้อหาสาระ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ว่านั้นรูปธรรมเป็นอย่างไร
ซึ่งย่อมไม่ใช่แค่ยุทธศาสตร์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 6 ด้าน ซึ่งกลายเป็นแผนระดับรอง ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559
ยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นแผนหลัก แผนใหญ่ จะนำพาประเทศชาติไปทางไหน ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้คนทุกภาคส่วน ประชาสังคมควรมีสิทธิในกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
การบัญญัติกฎหมายรองรับ ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ต้องเปิดช่องทางหรือพื้นที่ให้สังคมได้มีส่วนร่วม
รับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผลตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงปลายทาง อย่างที่รัฐบาลย้ำแล้วย้ำอีก
ไม่ใช่แค่รอรับของขวัญปีใหม่จากผู้มีอำนาจบันดาลให้ วันไหน เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เท่านั้น
สมหมาย ปาริจฉัตต์

