
น้ำหลาก–น้ำแล้ง
ในสังคมเจ้าขุนมูลนายง
ไทยยังอยู่ในสังคมเจ้าขุนมูลนาย โดยมีชนชั้นนำเป็นมูลนาย ส่วนประชาชนเสมือนไพร่บ้านพลเมืองของรัฐจารีต
น้ำหลาก–น้ำแล้งในไทย มีทั้งเป็นไปตามธรรมชาติและไม่ธรรมชาติ
ฤดูนี้น้ำหลากล้นจะเกินจะเก็บกักได้ จึงต้องปล่อยบางส่วนท่วมไปทั่วทุกหัวระแหง ครั้นฤดูน้ำแล้งก็แห้งผากทุกแห่งทุกหนจนดูเสมือนทะเลทราย
ส่วนการรับมือเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นตามความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่คนไม่เท่ากัน
สมัยอยุธยาคนไม่เท่ากัน
มูลนาย เกณฑ์แรงงานไพร่บ้านพลเมืองไปทำงานโดยไม่จ่ายค่าทำงานนานปีละ 9 เดือน และไพร่บ้านพลเมืองต้องหาอยู่หากินด้วยตนเอง
ไพร่บ้านพลเมือง ยอมจำนนเพราะถูกครอบงำจากคำสอนของพระสงฆ์ในวัด ว่าชาติก่อนทำบุญมาน้อย ไม่มีบุญวาสนา จึงต้องมีเวรมีกรรมลำบากเป็นไพร่ฟ้าหน้าหมอง
สมัยนี้ยังสืบเนื่องความเป็นคนไม่เท่ากัน
รัฐราชการวมศูนย์ คือเจ้าขุนมูลนาย เกณฑ์แรงงานในรูปภาษีอากรจากประชาชน
ไพร่บ้านพลเมืองคือประชาชน ต้องจ่ายภาษีอากรตามกฎหมายให้รัฐราชการรวมศูนย์เอาไปใช้จ่ายบริหารประเทศ และบริหารจัดการน้ำหลาก–น้ำแล้ง
แต่เมื่อเกิดภาวะน้ำหลากท่วมบ้านเรือนไร่นาของประชาชน กลับถูกโอ้โลมด้วยคำทักทายปราศรัยให้อดทนและรอเวลาน้ำลด หมายถึงเรื่องน้ำท่วมประชาชนแก้ไขด้วยตนเองและหาอยู่หากินเอง ส่วนประชาชนต้องยอมจำนนรับสภาพตามนั้น
ผู้มีอำนาจในรัฐราชการรวมศูนย์ล้วนเคยผจญน้ำท่วมมาก่อน เพราะน้ำท่วมมีประจำฤดูกาลตั้งแต่ก่อนมีประเทศไทย
แต่ผู้มีอำนาจในรัฐราชการรวมศูนย์เหล่านั้นไม่กระตือรือร้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อลดน้ำท่วมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
สิ่งที่ผู้มีอำนาจทำคือแสดงตนเป็นมูลนายไปเยี่ยมยามความทุกข์ร้องของราษฎร แล้วโปรยทานเป็นอาการสังคมสงเคราะห์ด้วย “ถุงยังชีพ” ส่วนเรื่องน้ำท่วมปล่อยไปตามธรรมชาติ และราษฎรต้องยอมจำนนอดทนไปด้วยการแก้ไขด้วยตนเอง
สำนึกเจ้าขุนมูลนายมิได้หายไปไหน? ยังดำรงอยู่ในสังคมดิจิทัลซึ่งเห็นได้จากน้ำหลากในฤดูนี้และน้ำแล้งในฤดูหน้า
