ภาพเก่าเล่าตำนาน : ‘ปราบฝิ่น’…ในสยามเมื่อราว 200 ปีที่แล้ว

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ‘ปราบฝิ่น’…ในสยามเมื่อราว 200 ปีที่แล้ว

สมัยกรุงศรีอยุธยา ในกฎหมายตราสามดวง มีความว่า…

“ผู้สูบฝิ่น กินฝิ่น ขายฝิ่นนั้น ให้ลงพระราชอาญาให้จงหนักหนา ริบราชบาทว์ให้สิ้น ทเวนบกสามวัน ทเวนเรือสามวัน ให้จำใส่คุกขังไว้กว่าจะอดได้ ถ้าอดได้แล้วให้เรียกเอาทานบนแก่มันญาติพี่น้องไว้แล้ว จึงปล่อยผู้สูบ ผู้ขาย ผู้กินฝิ่น ออกจากโทษ”

(ใช้ตัวสะกด ภาษาแบบเดิม : ผู้เขียน)

ฝิ่น มีตัวตน สร้างปัญหามานานหลายร้อยปี น่าจะก่อนสมัยอยุธยาก็มีการกล่าวถึง การเสพ การค้า ความพยายามที่จะจัดการ

Advertisement

(หากแต่ในบางชนเผ่า ใช้ในการรักษาโรค)

ยุคต้นรัตนโกสินทร์… แผ่นดินในหลวง ร.1 ไม่พบเอกสารใดๆ เกี่ยวกับฝิ่น

แผ่นดินในหลวง ร.2 มีกฎหมายห้ามซื้อฝิ่น ขายฝิ่น สูบฝิ่น

Advertisement

ข้อความในกฎหมายตั้งแต่อดีต ชัดเจนว่า… ฝิ่น คือ ภัยร้ายแรงต่อสังคมในแผ่นดินสยาม

ขยายตัว แพร่กระจายแบบน่าตกใจ ผู้ติดฝิ่น สร้างปัญหาโจรกรรม ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ฆาตกรรม

ราชสำนัก เข้าใจในอาการ “เสี้ยนยา” พยายามจัดการให้ชาวสยามเลิกเสพฝิ่นให้จงได้ …เด็ดขาด

คำว่า “ถอนพิษ” ซึ่งเกิดจากการ “อดฝิ่น” เป็นเรื่องยาก กำหนดมาตรการกระจ่างว่า… “จะอดได้ เมื่อไม่มีฝิ่นจำหน่าย” เท่านั้น

สมัยในหลวง ร.3 ฝิ่น คือความพินาศของแผ่นดิน ขี้ยาเกลื่อนเมืองไปหมด มีการลงโทษ บำบัด โดยลดปริมาณที่เสพลงทีละน้อย โดยเห็นแก่ความทุกข์ยากของราษฎร

โทษของการสูบฝิ่น ขายฝิ่น คือ ถูกเฆี่ยน 3 ยก (ยกหนึ่ง 30 ที) ตระเวนบก 3 วัน ตระเวนเรือ 3 วัน ถูกริบทรัพย์ ริบบุตรภรรยา …ต้องไปตะพุ่นหญ้าช้าง

ผู้ที่รู้เห็นเป็นใจให้มีการสูบและขายฝิ่นจะมีโทษถูกเฆี่ยน 2 ยก

ไม่ว่าจะกำหนดโทษหนักแค่ไหน “ขี้ยา” ก็พากเพียรหามาจนได้

พ.ศ.2369 รัฐบาลอังกฤษส่ง ร้อยเอกเฮนรี่ เบอร์นี เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ทำสัญญาการค้ากับสยาม ในขณะที่ฝิ่นเป็นปัญหาใหญ่หลวงในแผ่นดินจีนที่อังกฤษปกครอง

ชาวจีนที่อพยพ (บางส่วน) เข้ามาสยาม…มีฝิ่นติดตัวเข้ามา

ผู้เขียนคิดว่า… ต้องให้ “ความเป็นธรรม” ไม่ควรกล่าวหาชาวจีนอพยพว่าเป็นตัวแสดงหลัก เพราะทางภาคเหนือบนภูเขาสูง อากาศเย็น ชาวเขาปลูกฝิ่น ด้วยเป็นยารักษาโรค

ราชสำนักสยาม ตระหนักว่า…การขัดแย้งกับอังกฤษเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ยังคง “ระแวง” เรื่องการค้าฝิ่นที่ “แอบแฝง” มาในเรือสินค้า

สยามทำสนธิสัญญากับอังกฤษด้วยความสุขุม โดยขอ “ยกเว้น” การค้าฝิ่น โดยมีการระบุในสนธิสัญญาชัดเจนว่า…

“…ห้ามมิให้ลูกค้าเอาฝิ่น ซึ่งเป็นของต้องห้ามเข้ามาค้าขาย ณ เมืองไทยเป็นอันขาด ถ้าลูกค้าขืนเอาฝิ่นเข้ามาขายเมื่อใด ให้พระยาผู้ครองเมืองเก็บริบเอาฝิ่นเผาไฟเสียให้สิ้น…”

เป็นการประกาศให้ชาวตะวันตกและชาวต่างประเทศอื่นๆ เข้าใจอย่างชัดเจน

หากแต่การลักลอบค้าฝิ่น ทำเงิน ทำทองแบบเห็นหน้า-เห็นหลัง… นับวัน ลูกค้ายิ่งเพิ่มจำนวน…

ในอดีต… อังกฤษที่เป็นมหาอำนาจของโลก แล่นเรือไปล่าเมืองขึ้น ค้าขายทั่วโลก…แต่ขาดดุลการค้ากับจีนอย่างหนัก

อังกฤษ “ซื้อใบชา” จากจีนมหาศาล เอาไปขายในอังกฤษและยุโรป หากแต่จีนไม่ซื้อสินค้าอะไรจากอังกฤษ

อังกฤษวางแผน “แก้แค้น”… โดย ไปเอา “ฝิ่น” จากทางตอนเหนือของอินเดีย (อาณานิคมของอังกฤษ) ไปเผยแพร่ ขยายผลในจีน พร่ำบอกกับชาวจีนว่าเป็น “ยารักษาโรค”

ไม่ช้าไม่นาน ชาวจีนติดฝิ่นงอมแงม กลายเป็น “ชุมชนขี้ยา”

อังกฤษทำเงินมหาศาล ลืมตาอ้าปากได้เพราะขายฝิ่น

รัฐบาลราชวงศ์ชิง ทำหนังสือถวายถึงสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ขอร้องให้หยุดส่งฝิ่นไปขายที่เมืองจีนเพราะมันคือยาพิษ ทำลายสังคมให้อ่อนแอ

ในอังกฤษเองยังมีกฎหมาย…ฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

พ.ศ.2382 อังกฤษยังคงตะบี้ตะบันขอขายฝิ่นให้จีน จักรพรรดิจีนส่งกำลังไปปิดล้อมเรือสินค้าอังกฤษในทะเล โยนฝิ่นในเรือทิ้งทะเล อังกฤษประกาศสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (ตรงรัชสมัยในหลวง ร.3)

สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (พ.ศ.2382-2385) จีนรบแพ้อังกฤษ ถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญานานกิง

ที่เจ็บปวดที่สุด คือ จีนต้องยอมรับว่าการค้าฝิ่นเป็นเรื่อง “ถูกกฎหมาย” โดยถือว่าเป็นยารักษาโรค และทำได้โดยเสรี

เวลาผ่านไป… สังคมจีนอยู่ในสภาพอ่อนแอ เพราะประชากรทั้งหลายกลายเป็นไอ้ขี้ยา ไม่ทำงาน ขี้เกียจ

จีนต้องจ่ายค่าชดเชย เสียดินแดนเกือบหายไปจากแผนที่โลก

อีก 14 ปีต่อมา… เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (พ.ศ.2399-2403) รู้จักกันในชื่อ สงครามแอร์โรว์ (Arrow War) เป็นผลมาจากอังกฤษต้องการเจรจาแก้สนธิสัญญานานกิง เพื่อบี้จีนให้จนมุม ให้อังกฤษได้เปรียบมากขึ้นอีก ซึ่งจีนไม่ยอมทำตาม จึงต้องรบกัน…จีนแพ้อีก

ชาวจีนอพยพเข้ามาในภูมิภาค (สยาม มลายู สิงคโปร์ พม่า เขมร ลาว ฯลฯ) นับล้านคน

การค้าฝิ่น ทำกำไรแบบถล่มทลาย ถ้าได้เสพแล้ว จะถอนตัวไม่ขึ้น และยังไปชวนลูกค้ามาเพิ่มให้ไม่หยุด

ย้อนกลับมาคุยกันในสยามประเทศ…

ยุทธศาสตร์ “ปราบฝิ่น” ที่ไม่ค่อยมีใครทราบ…

พ.ศ.2382 ในหลวง ร.3 รับสั่งฯ ให้กวาดล้างการค้าฝิ่นครั้งใหญ่ ทั้งปราบปรามผู้เสพติดอย่างหนัก ริบได้ฝิ่นในปริมาณมาก ฝิ่นดิบ 3,700 หาบเศษ ฝิ่นสุก 2 หาบ รวมเป็นน้ำหนักฝิ่นถึง 222,120 กิโลกรัม

คิดเป็นราคาขาย ในขณะนั้น 18,590,000 บาท (สิบแปดล้านห้าแสนเก้าหมื่นบาท) มากกว่างบประมาณแผ่นดินหลายเท่า

18 เมษายน พ.ศ.2382 โปรดเกล้าฯ ให้นำฝิ่นมากองรวม เผาทำลายที่สนามไชย หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์

การเผาฝิ่นครั้งนั้น โปรดเกล้าฯ ให้จัดการเป็นพิธีใหญ่ มีการบวงสรวงประกาศแจ้งเทพาอารักษ์ ขออำนาจคุ้มครองปกป้องรักษาพระราชอาณาจักร

โปรดเกล้าฯ ให้นำ “กลักฝิ่น” จำนวนมากมาหลอมแล้วหล่อเป็นพระพุทธปฏิมา ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 1 วา 1 ศอก 1 คืบ ประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวราราม (ติดกับที่ทำการกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน)

ผู้คนในพระนครเรียก “พระกลักฝิ่น” ต่อมาในหลวง ร.4 ถวายพระนามว่า “พระพุทธเสรฏฐมุนี” แปลว่า “พระผู้ประเสริฐสุด”

ประวัติศาสตร์ชาติไทยที่บันทึกไว้ตรงนี้ เพื่อบอกลูกหลานไทยว่า บรรพบุรุษของเรา ต่อสู้ ทำสงครามกับสิ่งเสพติด ยาเสพติด ที่มอมเมาคนไทยมานานแล้ว เข้มข้น ดุเดือด

ลองอ่าน…ประกาศเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว ที่ไม่ต้องตีความ ไม่มีคำกำกวม …เป็นประกาศฉบับแรกในประวัติศาสตร์ที่ “พิมพ์”

27 เมษายน พ.ศ.2382 พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จ้างโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ มิชชันนารี ชาวอเมริกัน พิมพ์หมายประกาศห้ามสูบฝิ่น และทำฝิ่นจำนวน 90,000 ฉบับ นับเป็นหมายประกาศฉบับแรก ที่ทางราชการให้จัดพิมพ์ขึ้น… (ผู้เขียนขอคัดมาบางส่วนและจัดย่อหน้า)

ประกาศห้ามสูบฝิ่น

“ด้วยเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม รับพระราชโองการ ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสั่งว่า ตั้งแต่เสด็จขึ้นราชา
ภิเศกเสวยราชสมบัติ ตั้งพระทัยจะบำรุงพระบวรพุทธศาสนา รักษาแผ่นดิน ปกครองพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และราษฎรลูกค้าพาณิช จะให้ทำมาหากินปราศจากโทษ จะให้มีประโยชน์ทรัพย์สินอยู่เย็นเป็นสุข ทั่วไป โดยพระทัยตั้งต่อพระโพธิญาณ กอร์ปไปด้วยพระมหากรุณาแก่สรรพสัตว์เป็นอันมาก

ทรงพระราชดำริเห็นว่า คนสูบฝิ่นเป็นเสี้ยนหนามพระพุทธศาสนา ให้แผ่นดินจุลาจลต่างๆ ฝิ่นเป็นของชั่วห้ามปรามสืบต่อมาทุกแผ่นดิน โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีพระราชบริหารบัญญัติแจกประกาศไปแต่ก่อน ห้ามมิให้ผู้ใดๆ ซื้อฝิ่นขายฝิ่น ฝิ่นสุกฝิ่นดิบของผู้ใดมีให้เอามาส่งไว้ในพระคลังในซ้ายให้สิ้นเชิง

กว่าจะผ่อนเอาออกไปขายเสียได้นอกประเทศ อย่าให้เอาฝิ่นไว้กับบ้านเรือน ร้าน เรือแพ ลอบลักซื้อขายแก่กัน ถ้ามิฟัง มีผู้จับได้ ให้เอาฝิ่นตั้งปรับไหมเจ้าของฝิ่น 10 ต่อ ฝิ่นที่จับได้นั้น โปรดให้เอาไปขายเสียนอกประเทศ ได้ราคาเท่าใด ก็ให้หักเงินพินัยลงให้เจ้าของฝิ่น

ให้ข้าราชการตั้งกองปรับไหม โดยพระทัยจะทรมานคนโลภ ที่ซ่อนฝิ่นไว้ ซื้อขาย ให้เสียทรัพย์ค่าปรับไหม จะได้เข็ดหลาบ แลคนที่เห็นแก่แผ่นดิน มีกตัญญูรู้พระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว เอาฝิ่นมาส่งฝากไว้ตามกฎหมายพระราชบัญญัติก็มี

ที่เป็นคนพาลสันดานโลภ จะเอากำไรในการซื้อฝิ่นขายฝิ่น ก็ยังลักลอบซื้อขายอยู่ จนมีผู้จับได้ ต้องปรับไหมก็มากหลายราย แต่ให้ตั้งกองจับปรับไหมมาก็นานกว่าสิบปีแล้ว ก็ยังลอบลักรับซื้อ เอาฝิ่นเข้ามาขายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คนสูบฝิ่นกินฝิ่นก็ชุกชุมขึ้น หาเข็ดหลาบละเว้นเสียไม่

สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว จึ่งทรงพระปรารภจะระงับตัดรอนฝิ่น จะไม่ให้มีอยู่ในแผ่นดิน และฝิ่นนี้ก็ไม่มีพืชผลต้นลำอยู่ในแคว้นขอบขัณฑเสมา ฝิ่นนี้มาแต่นานาประเทศ ไม่มีคนรับรองซื้อหามา แล้วฝิ่นก็จะสิ้น

คนที่เคยสูบฝิ่นก็จะมิได้คบหากันสูบฝิ่นกินฝิ่นต่อไป แลทุกวันนี้ลูกค้าพาณิชในกรุงเทพมหานครที่มีสำเภา เรือเสา เรือใบ ไปค้าขายนอกประเทศ ยังซื้อฝิ่นซ่อนเร้นเข้ามาซื้อขายแก่กัน อีกอย่างหนึ่ง ลูกค้านอกประเทศรู้ว่า ลูกค้าในแว่นแคว้นกรุงเทพ จะลอบซื้อขายฝิ่นกันได้อยู่ จะบรรทุกฝิ่นมา

ลอบซื้อลอบขายอยู่เขตปลายแดน มีผู้รับซื้อส่งต่อกันเข้ามา ฝิ่นจึงมีเสมอ อยู่ในแผ่นดินไม่ขาด แล้วการลักลอบซื้อขายฝิ่นกันดังนี้ ก็ซื้อขายกันเป็นเงินทั้งสิ้น เงินทองในแผ่นดินออกไปนอกประเทศ เพราะค้าฝิ่นก็โดยมาก จำจะห้ามปรามจับกุม ทำให้เข็ดหลาบจงได้…

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหน่วย “สืบสวนจับฝิ่น”

…มีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งเจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม ให้สืบสวน คอยสกัดจับลูกค้า เจ้าของฝิ่นและผู้รับซื้อฝิ่น

ครั้น ณ เดือน ๔ ปีจอ สัมฤทธิศก เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม ออกไปส่งกองทัพ ณ ทะเล รู้ความว่า อ้ายจีนเรือพายเข้ามาจอดขายฝิ่นอยู่ที่สามมุขสองลำ บอกขึ้นมากราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาณรงค์ฤทธิโกศา พระยาวิเศษศักดิ์ดา คุมทหารปืนเมืองสมุทรปราการ ลงเรือรบออกไปติดตามจับจีนเรือพาย ได้ฝิ่น ๒๓ ปัก

อ้ายจีนเรือพายให้การว่า แวะเข้าบ้านแหลมขายฝิ่นให้ผู้มีชื่อที่บ้านแหลม ๘ ปัก จึงโปรดให้พระมหาเทพออกไปชำระ จับได้อ้ายจีนผู้รับซื้อเป็นหลายราย ซัดต่อกันไป

ได้ให้ข้าหลวงแยกกันไปชำระพวกซื้อฝิ่นตามหัวเมืองฝ่ายทะเลอยู่แล้ว แต่ในกรุงเทพ หัวเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวง ไทยจีนลูกค้าพาณิชก็ยังเอาฝิ่นซ่อนเร้นไว้ แอบซื้อขายแก่กันมีอยู่โดยมาก

…แต่ก่อนโปรดให้ข้าราชการตั้งกองชำระ แต่งคนสืบเสาะจับกุมเอาฝิ่นมาตั้งปรับไหม เป็นแต่ข้าราชการผู้น้อย ชำระสืบสาวจับฝิ่น หาได้ฝิ่นสิ้นไม่ ครั้งนี้ สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวจะทรงชำระ

สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาเมตตาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นอันมาก โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจะให้โอกาสแก่ผู้ซึ่งมีฝิ่นอยู่นั้น ให้เอาฝิ่นมาลุแก่โทษ จะยกโทษหลวงโทษปรับไหมพระราชทานให้…

โจรกำเริบลักช้างม้าโคกระบือ ปล้นสดมภ์ย่องเบาทรัพย์สิ่งของชุกชุม จะให้ตั้งกองจับโจรก็คงได้ตัว แต่จะต้องทำโทษประหารชีวิต เฆี่ยนตีจำใส่คุกไว้ตามกฎหมาย

ทรงเห็นว่าโจรทั้งนี้เป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะต้องทุกข์โทษชั่วนี้ ชั่วหน้า จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ประกาศป่าวร้องราษฎรผู้ใดกระทำโจรกรรมหยาบช้ามาแต่ก่อน ให้มาลุแก่โทษ บอกความจริงกับแม่กองผู้ชำระ พวกโจรทั้งปวงรู้สึกโทษตัว กลัวพระราชอาญา พากันเข้ามาลุแก่โทษเป็นอันมาก

โปรดให้ยกโทษ พระราชทานพระราชโอวาทสั่งสอนให้ได้สติรู้สึกตัว จะได้ละเสียซึ่งความชั่วอันกระทำมาแต่หลัง ถ้ากลับตัวได้ ตามคำโบราณว่า ต้นคดปลายตรง ก็คงจะเอาความสุขได้ในชั่วนี้ แลภายหน้า โดยพระทัยกอร์ปไปด้วยพระมหากรุณาเมตตา จะทรงสงเคราะห์ไพร่ฟ้าประชากรให้ได้ความสุขต่อไป…”

ผู้เขียน…ชื่นชม-ปลื้ม กับถ้อยคำ ภาษาที่ใช้ในประกาศเมื่อเกือบ 200 ปีที่แล้ว ไม่โยกโย้ ไม่เล่นโวหาร ไม่ต้องไปตีความ

พระวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลม มุ่งมั่น ตั้งแต่รัชสมัยในหลวง ร.3 ในการ “จัดการแบบผสมผสาน” นุ่มนวลแต่เฉียบขาด

วันนี้…มีหน่วยงานท่วมท้น คนเยอะแยะ งบประมาณมหาศาล ประชุมในประเทศ-ต่างประเทศตัวเป็นเกลียว ช่วยทำงานปราบปรามยาเสพติด…สิ่งเสพติด ที่ทำสังคมไทยป่วย… แสดงฝีมือกันหน่อย…

ทำอะไรดีๆ ให้ลูกหลานไทย…อย่าให้เป็น “ไอ้ขี้ยา”กันหมด

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image