มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา
แล้ว “พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565” หลังได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็น พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติในรอบ 18 ปี ที่ออกมาแทนฉบับเดิม
เป็นผลผลิตในรอบ 8 ปีตั้งแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ตั้งสภาปฏิรูป แห่งชาติ (สปช.) ในปี 2557 ก่อนที่ สปช.จะตั้งกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
และคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ จนออกมาเป็น พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้
สาระสำคัญที่พอจะเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่อยู่บ้าง
อย่าง มาตรา 33 ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดย ย่อว่า “ก.พ.ค.ตร.” ประกอบด้วย กรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
บทบาทสำคัญคือ ทำหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจ ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจแล้ว ซึ่งจะเป็นการถ่วงดุลกับคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ
มาตรา 43 ให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจคณะหนึ่ง หรือ “ก.ร.ตร.” มีหน้าที่และอำนาจพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชนจากการกระทำหรือไม่กระทำการของข้าราชการตำรวจอันมิชอบ หรือการประพฤติปฏิบัติ ไม่เหมาะสม และเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำรวจ กระทำผิดวินัย หรือละเมิดประมวลจริยธรรม และจรรยาบรรณของตำรวจ ประกอบด้วย ประธาน ก.ร.ตร. และกรรมการ ก.ร.ตร. โดยนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งจากบุคคล อีก 9 คน
ในจำนวนนี้ มีทนายความ ซึ่งสภาทนายความ คัดเลือกจำนวนหนึ่งคน
และผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวนสองคน ซึ่งที่ประชุมในระดับชาติ ของสภาองค์กรชุมชนตำบลคัดเลือก
ทั้ง 9 คน เป็นผู้แทนหน่วยงานภายนอก และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาตัดสิน
ส่วนประเด็นเรื่องการแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง ในท้ายประกาศ พ.ร.บ.เน้นย้ำ ว่า การกำหนดกระบวนการในการแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งไว้ให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ความสามารถ
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับนี้ถูกคาดหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง ลบภาพจำที่ไม่ดีในแวดวงสีกากี
แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่อยู่ในกระบวนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ว่าไม่ได้เป็นการปฏิรูปวงการตำรวจอย่างแท้จริง
อย่างมุมมองของ “พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร” เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ให้ความเห็นผ่านรายการ ทางสถานีไทยพีบีเอส ก่อนนี้ หลังสภาผู้แทนโหวตวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ว่า
“ทุกวันนี้ประชาชนเดือดร้อนจากตำรวจ อย่างการไม่รักษาหน้าที่ ไม่รักษากฎหมาย ไม่รับแจ้งความ ไม่รับร้องทุกข์ และเรื่องอื่นๆปัญหามี 100 ส่วน แต่ พ.ร.บ.นี้แก้ปัญหาเพียง 10% เท่านั้นพ.ร.บ.ที่ออกมายังไม่เป็นการปฏิรูปตำรวจ อีกทั้งยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนส่วนการเข้าสู่ตำแหน่งของตำรวจ ถือว่าลดความรุนแรงระดับหนึ่ง การโยกย้ายข้ามภาคจะทำเหมือนในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้ อย่างไรก็ตามการจะปฏิรูปตำรวจได้นั้นต้องได้รัฐบาลที่ใจถึง มองเห็นปัญหา”
จากนี้คงต้องรอดูว่าประชาชนอย่างเราๆ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับวงการสีกากี
สุพัด ทีปะลา

