หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : ขงเบ้ง สุมาอี้ 2 ขุนพล เผชิญ ‘ศึก’ รู้ ‘เขา’ รู้ ‘เรา’

20.10.22 | 12:20 น.

ภาพของสุมาอี้ หรือ ซือหม่าอี้ ไม่ว่าจะมองจากมุมของโจโฉ ไม่ว่าจะมองจากมุมของเว่ยถ่งเลี่ยงเป็นภาพที่ไม่น่าไว้วางใจ

นั่นก็เนื่องจากความหวาดระแวง

แต่เป็นความหวาดระแวงที่แม้กระทั่งโจโฉเองก็ต้องดึงเข้ามาอยู่ใกล้ๆ

ดังที่ปรากฏผ่านสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฝ่ายโจโฉครั้นได้สุมาอี้มาเป็นที่ปรึกษา และสุมาอี้นั้นเป็นบุตรสุมาทอง เจ้าเมืองโฮโล่

ขณะที่หากอ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย

Advertisement

จะกล่าวทางฝ่ายโจโฉได้ใช้อำนาจถอดขุนนางใหญ่ 3 คนออกจากตำแหน่งแล้วเข้าว่าราชการในตำแหน่งทั้งสามด้วยตัวเอง

จึงตั้งให้เหมาเจ๋อเป็นเลขานุการฝ่ายตะวันออกกับซ่ยเหยียนเป็นเลขานุการฝ่ายตะวันตก และตั้งสุมาอี้เป็นเลขานุการฝ่ายวรรณกรรม ด้วยเหตุนี้แลโจโฉจึงมีชื่อเสียงว่ามีฝีปากเลิศทางวรรณกรรม

อาจเห็น “นาม” แต่ไม่ได้ประจักษ์ใน “ลีลา”

ตัดฉากจากหลอกว้านจงเข้าไปอ่าน “ความลับแห่งสามก๊ก” ภาคมังกรซมซาน อัน “เม่นน้อย” แปลมาจากต้นฉบับของ Ma Bo Yong

ก็จะเห็นภาพการเคลื่อนไหวในพื้นที่ของอำเภอเวิ่นเซี่ยน

เป็นภาพของเด็กหนุ่มชื่อซือหม่าอี้ควบม้านำหน้าขบวน ชื่อรองจ้งต๋า บุตรชายคนรองของซือหม่าฝาง

เป็นการควบม้าในรัชศกเจี้ยนอันปีที่ 4 ตอนอายุ 20 ปี

อยู่ในวัยฮึกเหิม เปี่ยมด้วยพละกำลัง หากอยู่ในยุคสันติ มันคงอาศัยอำนาจของสกุลเข้าสอบคัดเลือกเขตเมือง เขตมณฑล รับตำแหน่งเป็นขุนนาง หลังจากรับราชการที่ส่วนกลาง 2-3 ปี อาจรั้งอยู่ในราชสำนักหรือไปเป็นนายอำเภอหรือรองเจ้าเมืองในท้องถิ่น

หากโชคดีได้เข้าเป็น 9 เสนาบดี ก่อนอายุ 40 ได้รับการอวยยศ นำชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลไม่สิ้นสุด

น่าเสียดายที่บัดนี้ใต้หล้าวุ่นวาย ราชสำนักต้าฮั่นเหลือเพียงกษัตริย์อ่อนแอ

หาก Ma Bo Yong คนแผ่นดินใหญ่พยายามมองย้อนกลับไปยังภาพของซือหม่าอี้เมื่ออายุ 20 ปี
หวังอี๋ซิง คนฮ่องกง ยิ่งย้อนไปยังภาพเมื่อเยาว์วัย

ดังปรากฏผ่านสำนวนแปล ม.ประภา ในชุด “หงสาจอมราชันย์ ภาคพิเศษ เล่ม 1” ตอนว่าด้วยเอ๊กเต๊ก (เตียวหุย)

สุมาอี้เกือบลืมไปแล้ว

ช่วงฉลองวันสารท ผู้อาวุโสพาไปยังเคหาสน์ที่ดอกท้อกำลังบานสะพรั่งขอให้จิตรกรที่กำลังโด่งดังเขียนภาพเหมือนให้

จิตรกรผู้นี้ชำนาญทั้งการเขียนภาพผู้คนและทิวทัศน์

ผู้คนที่รอแออัดในห้องโถงจึงมีอย่างน้อยก็ครึ่งร้อย กว่าจะถึงรอบก็คงถึงยามตะวันตกดิน

ตาก็แทบจะปิดแล้ว

มันไม่อยากนั่งนิ่งรอหลายชั่วยามจึงช่วงชิงโอกาสที่ผู้ใหญ่เผลอแอบตกลงกับจิตรกรเขียนภาพว่าข้าจะช่วยประหยัดเวลาท่าน

เพื่อให้ข้าได้กลับบ้านไปนอนเร็วๆ

แล้วมันก็โดดลงจากเก้าอี้วิ่งไปเบื้องหน้าของจิตรกร สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ พลันจุ่มหน้าตูมลงไปในถาดหมึกของจิตรกร พ่นฟองอากาศออกมาเล็กน้อย

จากนั้นเอาใบหน้าน้อยๆ ทาบลงไปบนกระดาษ

ได้ยินว่าต่อมาจิตรกรโกรธปานฟ้าผ่า แม้ก่อนกลับจิตรกรได้ใช้ฝีพู่กันแต่งแต้มทำให้ภาพหมึกพิมพ์ใบหน้าที่ดูคล้ายผีเสื้อตัวน้อยบังเกิดเป็นภาพประหลาดกลับดำเป็นขาว

ต่อมาผู้อาวุโสในสกุลพร่ำบ่นเมื่อเห็นภาพนี้

“นี่ใช่ภาพต๋งต๊ะของเราซะที่ไหน มันภาพหมาป่าชัดๆ นี่มันภาพลูกหมาป่าดำแท้ๆ นี่มันใช้ได้ที่ไหน”

เมื่อโตขึ้นข้าถึงได้แตกตื่น

ยามพบว่าภาพลักษณ์หมาป่าที่แม้ตัวข้าเองยังไม่ทันสังเกต กลับถูกเขาเปิดเผยออกมาอย่างง่ายดายตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว

ภาพของ “หมาป่า” จึงได้รับการจำหลักอย่างหนักแน่นแทบจะทุกก้าวแห่งการเคลื่อนไหวของสุมาอี้

แม้กระทั่งเมื่อทำศึกกับ “ขงเบ้ง” ที่เขากีสาน

มีหนังสือส่งจากขงเบ้ง มาพร้อมกับผ้าซับในกางเกงหญิง (สำนวนแปลเจ้าพระยาพระคลังหน) ผ้ารัดเกล้าของหญิงและเสื้อแพรขาวของหญิงตัวหนึ่งใส่หีบ (สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย)

“ผ้าซับในกางเกงผู้หญิงใส่หีบ” (สำนวนแปล บุญศักดิ์ แสงระวี)

จดหมายระบุว่า “สุมาอี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่เมืองลั่วหยาง ยกกองทัพออกมาทำสงครามด้วยเราเหตุใดจึงนิ่งอยู่แต่ในค่ายช้านานมิได้ออกรบพุ่งให้รู้จักฝีมือ

อันธรรมดาเป็นชาติทหารแล้วมิได้ออกมาจากค่ายฉะนี้ก็เหมือนหนึ่งผ้าซับในกางเกงของผู้หญิงซึ่งเราให้ไปนั้น และเราทำการมาทั้งนี้หวังจะให้สุมาอี้อัปยศแก่ทหารทั้งปวงจะได้มีมานะออกรบพุ่งด้วยเรา”

สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย บรรยายว่า

สุมาอี้อ่านจบแล้วให้โกรธแค้นยิ่งนักแต่แสร้งทำเป็นหัวเราะสนุกสนาน พลางว่า “ขงเบ้งเห็นข้าพเจ้าเป็นหญิงเสียแล้วหรือ”

จึงรับมอบหีบห่อผ้านั้นไว้แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงทหารขงเบ้ง

ระหว่างเลี้ยงโต๊ะ สุมาอี้ถามทหารขงเบ้งว่า “ทุกวันนี้ท่านขงเบ้งกินอยู่หลับนอนเป็นปกติอยู่หรือ”

ทหารขงเบ้งตอบว่า

“ท่านสมุหนายกของเราทำงานหนักมาก ตื่นแต่เช้านอนก็ดึก การพิจารณาลงโทษทหารตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปท่านจะต้องร่วมพิจารณาด้วย การกินข้าวก็น้อยเพียงไม่กี่เซินเท่านั้นเอง”

ครั้นเสร็จการแล้วทหารขงเบ้งจึงอำลากลับมายังค่ายอู๋จั้ง

แลรายงานขงเบ้งว่า “สุมาอี้รับเอาเครื่องแต่งกายหญิงไว้ เมื่ออ่านหนังสือของท่านจบแล้วมิได้แสดงความโกรธเคืองแต่อย่างใด ถามแต่เพียงว่าท่านสมุหนายกกินอยู่หลับนอนเป็นปกติดีอยู่หรือ

สุมาอี้ก็ว่า กินข้าวน้อย ทำงานมาก อายุจะยืนยาวได้สักเท่าไร”

เมื่อรับทราบ “รายงาน” การเดินทางไปพบสุมาอี้ของทหารโดยละเอียด ขงเบ้งถอนใจใหญ่ออกมาแล้วว่า
“สุมาอี้รู้เล่ห์ของเราดี”

บทสรุปที่ว่า “สุมาอี้รู้เล่ห์ของเราดี” อาจจะยังกำกวม แต่ถ้าอ่านสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
ก็จะยิ่งประจักษ์

นั่นก็เห็นได้จาก เมื่อขงเบ้งได้ฟัง (รายงาน) ดังนั้น จึงว่า “สุมาอี้มีสติปัญญาล่วงรู้สุขแลทุกข์เรา”

แน่นอน ที่สุมาอี้ไม่สำแดงความโกรธออกมา ตรงนี้เด่นชัดยิ่งอย่างที่ขงเบ้งสรุป “สุมาอี้รู้เล่ห์ของเราดี”

แต่ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งกลับเป็น “สุมาอี้ล่วงรู้สุขแลทุกข์เรา”

หลี่ปิงเอี้ยน ซุนจิ้ง ผู้เขียน “กลศึกสามก๊ก” สรุปกลยุทธ์ทั้งหมดที่ปรากฏว่า แท้จริงแล้วล้วนอยู่ในพรมแดน “รู้เขา รู้เรา”

ที่ว่า “รู้เขา” เห็นได้แก่คำแต่ละคำที่เอียวหูว่าแก่ขงเบ้ง

“ท่านคิดการทั้งปวงเห็นจะเหนื่อย เอาเหงื่อต่างน้ำอดกินอดนอนจนซูบผอมถึงเพียงนี้ข้าพเจ้าเห็นจะต้องคำสุมาอี้ว่า”

ยิ่งเมื่อขงเบ้งร้องไห้และยอมรับ

“ทุกวันนี้ใช่เราไม่รู้หรือ ซึ่งเราทำการทั้งปวงนี้เพราะคิดถึงคุณพระเจ้าเล่าปี่ ครั้นจะละเลยก็หาผู้ใดที่จะไว้ใจมิได้ เราจึงอุตส่าห์มาทำการศึกหวังจะปราบปรามศัตรูแผ่นดิน”

ทหารทั้งปวงได้ฟังก็กลั้นน้ำตาไม่ได้ ร้องไห้รักขงเบ้งสิ้นทุกคน

ยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสลด ไม่สบายของขงเบ้ง ก็ประจักษ์ในสภาวะให้ป่วยอยู่ในอกดังหนามยอก มิได้คิดออกไปรบพุ่งเป็นหลายวัน

ยิ่งทำให้สัมผัสได้อย่างลึกซึ้งถึงความเป็นจริง

1 เป็นสภาพที่สุมาอี้รับรู้อย่างละเอียดภายในกระบวนการบริหารจัดการของขงเบ้ง 1 เป็นความรับรู้จากผลสะเทือนภายในกระบวนการของขงเบ้งว่าทำให้ชีวิตความเป็นอยู่รวนเรและกระทบต่อสุขภาพ

นี่ย่อมเป็นการ “รู้เขา” ของสุมาอี้

เมื่อสามารถ “รู้เรา” ได้อย่างถ่องถ้วน เมื่อสามารถ “รู้เขา” ได้อย่างบริบูรณ์ตั้งแต่ต้นจบจบ

“ชัย” จึงเป็นของสุมาอี้ในที่สุด