กระบวนการเอาผิดกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา
ยังเดินหน้าต่อไปไม่หยุดยั้ง
15 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)
กล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมข้อมูลผู้ที่ต้องรับผิดชอบในโครงการรับจำนำข้าวอีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือของค่าเสียหาย จำนวน 140,000 ล้านบาท ว่า
คณะกรรมการสอบสวนมีการแบ่งกลุ่มคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มบริหารประกอบด้วย รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายข้าวประมาณ 2,000 รายชื่อ
กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มข้าราชการในกระทรวงที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย องค์กรที่ทำหน้าที่ปฏิบัติ ประมาณ 4,000 ราย
และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มผู้ประกอบการภาคเอกชน อาทิ โรงสี คลังข้าว
โดยใน 2 กลุ่มแรกรวม 6,000 รายไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบทั้งหมด
แต่มีส่วนเกี่ยวข้องเราจะต้องพิจารณากันอีกครั้งว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิด
จะร่วมกันดูรายละเอียดว่าใครจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ โดยจะพิจารณาตามเหตุผลแต่ละรายบุคคล
เพื่อรายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี รับทราบ
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการยังไม่ชัดเจนว่าไปเชื่อมโยงกับระดับผู้ปฏิบัติในส่วนอื่นหรือไม่
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบและรวบรวมรายชื่อโรงสีข้าวและคลังเก็บข้าว
ต้องรอกระทรวงมหาดไทยรวบรวมก่อน
“สรุปแล้วหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องมี 5 หน่วยงานที่เข้ามาทำงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง”
เฉพาะในส่วนของข้าราชการจำนวน 4,000 คน
จากฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนปี 2527
จำนวนข้าราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีคือ 6,274 คน
จำนวนข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังคือ 29,550 คน
จำนวนข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯคือ 34,182 คน
จำนวนข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยคือ 39,570 คน
จำนวนข้าราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์คือ 3,499 คน
และเหวี่ยง “แห” ของคดีแผ่กระจายออกไปกว้างขวางฉะนั้น
หน่วยงานอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวจะ “ลอดตาช้าง” ไปอย่างไร
จากฐานข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม
จำนวนพนักงานขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ผู้เอาประกันตนมีอยู่ทั้งสิ้น 347 คน
ขณะที่รายงานประจำปี 2557 ขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ระบุว่า
มีพนักงานทั้งสิ้น 375 คน และลูกจ้างประจำ 81 คน
วันเดียวกันนั้น
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็กล่าวย้ำกับข้าราชการในกระทรวงว่า
ถึงเวลาที่จะต้อง “ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริง” เพื่อแก้ไขปัญหาของชาวนาและเกษตรกรให้ได้
คำถามมีอยู่ว่าสั่งนั้นสั่งได้ แต่การปฏิบัติจริงจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในสถานการณ์อึมครึมข้างต้น
เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวมีอยู่จริง จะต้องมีการเอาผิดผู้กระทำผิดให้รับโทษตามกฎหมาย
และเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างมิให้ผู้อื่นริอ่านทำตาม
แต่คำถามที่ตามมาก็คือ
การดำเนินคดีในโครงการรับจำนำข้าวนั้นถูกต้องโปร่งใสเพียงใด
หลักฐานในการเอาผิดชัดเจนหรือไม่ กระบวนการดำเนินคดีเป็นอย่างโปร่งใสหรือไม่
แยกความผิดและการทุจริตโดยเจตนา
ออกจากความพลาดหรือความบกพร่องในการกำหนดนโยบาย-การบริหารราชการอย่างไร
เฉพาะประเด็นการดำเนินคดีกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันดังที่เห็นอยู่
ถ้าร่างแหของคดีแผ่กระจายเหวี่ยงออกไปถึงข้าราชการและนักการเมืองอีก 6,000 ราย
คำถามคือจะเกิดผลดีกับทั้งการดำเนินคดีและกับรัฐบาลดังที่หวังเอาไว้หรือไม่
เมื่อหนึ่งในฐานรองที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลทหารคือ รัฐราชการ
หากราชการไม่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเพราะกลัวผิด
หรือแค่เอามือซุกหีบ ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ
จะหวังความสร้างสรรค์จากไหน
จะผลักดันนโยบายอะไรและอย่างไร

