การไปเยี่ยมชมสังเวชนียสถานในอินเดีย เป็นทั้งโอกาสการสักการะสถานที่สำคัญ และการตามรอยพุทธประวัติอันได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา (การหมุนกงล้อแห่งธรรมที่ประกอบเป็นพระรัตนตรัยเป็นครั้งแรก) และสถานที่ปรินิพพาน ไปพร้อมกัน ส่วนที่เป็นการตามรอยพระพุทธศาสนานั้น เราอาจจะแวะไปที่มหาวิทยาลัยนาลันทา แต่ก็จะเห็นเพียงสิ่งปรักหักพัง พอให้จินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ได้บ้าง แต่ในลุ่มน้ำคงคา จะหาโบสถ์ วิหาร ศาลาโถง กุฏิสงฆ์ที่ตั้งอยู่อย่างสมบูรณ์คงไม่ได้ กาลเวลาได้ลบร่องรอยของการสืบสานพระพุทธศาสนาในอนุทวีปไปเกือบหมดแล้ว
โชคดีที่ผมได้พบกับสง่า ลือชาพัฒนพรที่วัดลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขตเมื่อไม่นานมานี้ จึงได้รับหนังสือเล่มงามและมีค่า ชื่อว่า สำรวจพุทธสถานวิหารถ้ำ อินเดียใต้ มาเล่มหนึ่ง สง่าบอกว่าอยากให้คนไทยไปสำรวจพุทธสถานเหล่านี้ ซึ่งนอกจากจะได้เห็นพุทธศิลป์อันงามเลิศแล้ว ยังจะได้เห็นสถานที่ประกอบศาสนกิจและได้ตามรอยพระพุทธศาสนา ในยุคที่รุ่งเรือง ถดถอย ฟื้นฟู และร่วงโรยอีกด้วย เขากำชับให้ผมอ่านภาค 1 ภูมิหลัง และภาค 2 สารัตถะแห่งพุทธศิลป์ เป็นพิเศษ ก่อนที่จะอ่านภาค 3 ที่เป็นการสำรวจกลุ่มวิหารถ้ำในรัฐมหาราษฏระ จำนวน 5 กลุ่มถ้ำ ภาค 4 ที่เป็นการสำรวจกลุ่มวิหารถ้ำอชันตา และภาค 5 ที่เป็นการสำรวจกลุ่มวิหารถ้ำเอลโลราต่อไป
ศาสนสถานที่เป็นถ้ำนั้น มีทั้งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ เช่น ถ้ำสัตตบรรณคูหา ใกล้กรุงราชคฤห์ ที่ซึ่งหลังพุทธกาลเพียง 3 เดือน พระอรหันต์ 500 รูปได้มาประชุมกันเป็นเวลา 7 เดือน เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัยจนสำเร็จ กับถ้ำที่ขุดโดยฝีมือมนุษย์ ผลการสำรวจในปัจจุบันพบว่า อินเดียมีถ้ำที่ (เคย) ใช้เป็นศาสนสถานราว 1,200 ถ้ำ เป็นถ้ำในพระพุทธศาสนาราว 989 ถ้ำ อยู่ในกลุ่มถ้ำรวม 41 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในที่ราบสูงเดคแคน (Deccan) รัฐมหาราษฏระ เป็นถ้ำพราหมณ์-ฮินดูราว 160 ถ้ำ อยู่ในกลุ่มถ้ำ 10 แห่ง และเป็นถ้ำในศาสนาเชนราว 35 ถ้ำ อยู่ในกลุ่มถ้ำ 3 แห่ง
กลุ่มวิหารถ้ำในที่ราบสูงแดนใต้ของอินเดีย เป็นถ้ำที่มนุษย์ขุดลึกเข้าไปในหินผา บางแห่งขุดลึกหลายสิบเมตร หินในที่ราบสูงแห่งนี้เป็นหินบะซอลต์ (Basalt) ที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟหลายครั้ง จนมีการทับสะสมของหินละลายลาวาที่กินบริเวณกว้างไกลประมาณ 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร (ประมาณ 3 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย) มีความหนาเฉลี่ยมากกว่า 2,000 เมตร หินบะซอลต์แข็งแกร่ง ตันทึบ มีรอยแตกหรือสายแร่แทรกตัวน้อย ถ้ำที่ขุดในหินชนิดนี้จึงมั่นคงยืนยาวนับพันปี สามารถสลักเสลารายละเอียดได้เต็มที่ แต่ความแข็งของหินทำให้ขุดเป็นโพรง เป็นถ้ำ เป็นเสา เป็นรูป ได้ยากลำบาก ต้องการความวิริยะอุตสาหะและความศรัทธาเป็นอันมาก บางถ้ำกว่าจะสร้างเสร็จก็หลายชั่วอายุคน กินเวลานับร้อยปี
ประมาณ 1,000 ปีก่อนพุทธกาล ชนเผ่าอารยันอพยพมาจากทางตะวันตก ผ่านเทือกเขาฮินดูกุซทางช่องเขาไคเบอร์ เข้ายึดลุ่มน้ำสินธุและลุ่มน้ำคงคา โดยนำลัทธิความเชื่อตามคัมภีร์พระเวทมาด้วย มาพร้อมทั้งระบบวรรณะและเทพเจ้า แล้วลดสถานะของเทพท้องถิ่นลงเป็นเพียงพาหนะของมหาเทพอารยัน เช่น โคกลายเป็นพาหนะพระศิวะ ครุฑพาหนะพระนารายณ์ และหงส์พาหนะพระพรหม
ในส่วนของพุทธศิลป์ ในสมัยแรกเริ่มของพุทธศาสนาเถรวาท จนถึงประมาณ 3 ศตวรรษหลังพุทธกาล คติความเชื่อคือพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว เหลือแต่คำสอนและพระธรรม กับคณะสงฆ์เพื่อสืบทอดและเผยแผ่พระธรรม สมัยนั้นจึงใช้พระสถูปแทนพุทธปรินิพพาน พระธรรมจักรแทนการเทศนาธรรม ในภาพสลักที่เล่าพุทธประวัติ จะไม่มีการสลักพระพุทธเจ้า เช่น ในภาพเจ้าชายสิทธัตถะออกจากวัง ม้ากัณฐกะก็ไร้ผู้ขับขี่ ในภาพมารวิชัย โพธิบัลลังก์ก็ไร้ผู้นั่ง ในภาพเสด็จลงจากดาวดึงส์ ก็ใช้ต้นโพธิ์แสดงพระพุทธองค์ เป็นต้น
สิ้นรัชสมัยพระจักรพรรดิอโศก (พ.ศ. 298) พราหมณ์ปุษยมิตรก่อรัฐประหาร สถาปนาราชวงศ์ศุงคะขึ้น ตลอดเวลา 112 ปีของราชวงศ์นี้ ศาสนาพุทธเถรวาทถูกกวาดล้างอย่างหนักจนสูญสิ้นไปจากลุ่มน้ำคงคา พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในที่ราบสูงทางใต้ แล้วย้ายไปตั้งหลักบนเกาะลังกา ก่อนที่จะส่งทอดพระพุทธศาสนามายังแดนสุวรรณภูมิในอีกหลายศตวรรษให้หลัง ตลอดเวลาประมาณสองศตวรรษครึ่ง (จนถึงประมาณ พ.ศ. 550) ชุมชนพุทธเถรวาทได้รับการอุปถัมภ์โดยราชวงศ์ที่ถือศาสนาพุทธ จึงสามารถสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันล้ำค่าในรูปของวิหารถ้ำ ให้อนุชนสามารถชื่นชมได้ในอีกประมาณสองพันปีต่อมา
ชาวพุทธอีกส่วนหนึ่งได้ลี้ภัยจากราชวงศ์ศุงคะไปตั้งหลักแหล่งตามเทือกเขาในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และก่อร่างพุทธศาสนามหายานขึ้นในแคว้นคันธาระ และเมื่อกษัตริย์มิลินท์ (Melander) ผู้มีเชื้อสายอินเดีย-กรีก (ครองราชย์ประมาณปี พ.ศ. 383 ถึง พ.ศ. 413) หันมานับถือพุทธศาสนามหายาน ศิลปินจึงเริ่มที่จะสร้างพระพุทธรูปขึ้นบูชา พระพุทธรูปยุคคันธาระมีกลิ่นอายของประติมากรรมกรีกอยู่อย่างเห็นได้ชัด พระเกศาหยักศก พระนาสิกโด่ง จีวรมีริ้วรอยและพระสรีระเหมือนจริง พระพุทธศาสนามหายานปรับตัวเข้ากับบริบทของสังคมได้ดี จึงค่อย ๆ ขยายคืนสู่พุทธภูมิลุ่มน้ำคงคา มาถึงราชวงศ์คุปตะ (พ.ศ. 800-1100) พุทธศิลป์ได้พัฒนาไปเป็นอย่างมาก พระพุทธรูปยุคคุปตะหรือร่วมสมัย มีพระพักตร์ พระสรีระ พระจีวรคลี่คลายเป็นเรียบง่าย สู่อุดมคติ
ในรัชสมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะ พุทธศาสนามหายานรุ่งเรืองมาก คล้ายความรุ่งเรืองของเถรวาทในสมัยจักรพรรดิอโศก ในราว พ.ศ. 1183 เมื่อพระถังซำจั๋งได้จาริกแสวงบุญมาถึงมหาวิทยาลัยนาลันทาและได้ลงใต้ไปเยี่ยมวิหารถ้ำอชันตา (สร้างราว พ.ศ. 900 ถึง 1200) ก็ได้เป็นสักขีพยานของความรุ่งเรืองนี้ แต่พระถังซำจั๋งไม่ได้เดินทางไปแสวงบุญที่วิหารถ้ำเอลโลรา ซึ่งสร้างในราว พ.ศ. 1100 ถึง 1350
ในอินเดียใต้ภัยคุกคามพุทธศาสนาเริ่มปรากฏ กองทัพมุสลิมอาหรับเริ่มรุกรานเข้ามาจากทางตะวันตกในราว พ.ศ. 1300 ประกอบกับอาทิศังกราจารย์ นักเทววิทยาอินเดียคนสำคัญ ได้ฟื้นฟูลัทธิบูชายัญและระบบวรรณะ และพยายามกลมกลืนพุทธศาสนาโดยสอนว่า พระพุทธองค์เป็นอวตารองค์หนึ่งของพระนารายณ์ พระพุทธศาสนาจึงเริ่มเสื่อมลง เมื่อมหาวิทยาลัยนาลันทาถูกเผา และราชวงศ์โมกุลเข้ายึดครองที่ราบสูงทางใต้ พระพุทธศาสนาในพุทธภูมิก็มาถึงกาลอวสาน
อย่างไรก็ตาม อัมเบดการ์ (Ambedkar) ผู้นำคนหนึ่งที่ร่วมกอบกู้เอกราชของอินเดียจากการยึดครองของอังกฤษ เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย และเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวรรณะจัณฑาล ต้องการปลดชาวจัณฑาลจากแอกของวรรณะ จึงนำพาผู้คนวรรณะจัณฑาลประมาณห้าแสนคน ร่วมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามะกะ คนไทยที่ไปเยี่ยมสังเวชนียสถาน ไม่ควรประหลาดใจถ้าพบเห็นชาวอินเดียมาเยี่ยมที่นั่นด้วย พวกเขาคือชาวพุทธที่เพิ่งเข้ารับศาสนา และเป็นความหวังว่าจะนำพุทธศาสนากลับคืนสู่พุทธภูมิได้อีกครั้งหนึ่ง
ขอสรุปเป็นกาลานุกรม (timeline) โดยสังเขปดังนี้
– พุทธศตวรรษที่ 3-5 สร้างวิหารถ้ำที่เรียบง่ายไร้พระพุทธรูปตามคติเถรวาท
– พุทธศตวรรษที่ 6-8 วิหารถ้ำถูกทิ้งร้าง
– พุทธศตวรรษที่ 9-12 สร้างวิหารถ้ำตามคติมหายาน ปรับปรุงวิหารถ้ำเถรวาทโดยเติมแต่งด้วยจิตรกรรมภายใน แกะสลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ และขุดแต่งพื้นที่ว่างนอกถ้ำ
– พุทธศตวรรษที่ 11-13 สร้างวิหารถ้ำตามคติมหายานและวัชรยาน สร้างวิหารถ้ำตามคติพราหมณ์-ฮินดู เช่น สร้างวิหารไกรลาศเป็นเทวาลัยลอยตัว ขุดโดยรอบลึกลงไป จนได้เป็นเทวาลัยสูง 30 เมตรที่ตั้งสง่าอยู่ตรงกลาง หลุม โดยใช้เวลาขุดสร้าง 150 ปี
– พุทธศตวรรษที่ 14-16 สร้างวิหารถ้ำตามคติศาสนาเชน
– ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ไม่มีการสร้างวิหารถ้ำ
– พ.ศ. 1839 สุลต่านแห่งเดลีเข้ายึดครองที่ราบสูงแดนใต้ วิหารถ้ำหลายแห่งกลายเป็นที่พักพิงของประชาชนผู้ทำความเสียหายแก่วิหารถ้ำไว้ไม่น้อย ยกเว้นวิหารถ้ำอชันตาที่อยู่ห่างไกลและถูกป่าปกคลุม
– พ.ศ. 2202 กองทัพฮินดูเข้ายึดคืนที่ราบสูงแดนใต้
– พ.ศ. 2361 อังกฤษยึดอินเดียเป็นอาณานิคม
ข้อสันนิษฐานถึงมูลเหตุการสร้างวิหารถ้ำมีดังนี้
1) งานก่อสร้างและแกะสลักหินเป็นรากฐานอารยธรรม เพราะช่วยให้รู้สึกถึงความยั่งยืน การขุดสร้างถ้ำหินเป็นเหมือนการระดมพลของช่างหินที่อาศัยศรัทธาเป็นเครื่องยึดโยง
2) มีพระราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะยามที่อาณาจักรรุ่งเรืองทางการค้า กษัตริย์มีการคลังที่ดีพอที่จะอุดหนุนศาสนศิลป์ได้
3) ในแง่ภูมิศาสตร์ ลุ่มน้ำคงคาเป็นพื้นที่เขียวชอุ่ม พระสงฆ์หาสัปปายะสถานได้ง่าย ต่างจากที่ราบสูงทางใต้ที่ขาดสถานที่ร่มรื่น สงบ วิเวก ไม่มีถ้ำธรรมชาติ การขุดถ้ำจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง
4) เมื่อสังฆะฝ่ายเถรวาทย้ายฐานการเผยแพร่พระศาสนา จำเป็นต้องหาพื้นที่ปลอดภัยและยั่งยืนรองรับ
การจัดแบ่งหน้าที่ของถ้ำในกลุ่มถ้ำ
อาจมีการจัดแบ่งแต่ละถ้ำของกลุ่มถ้ำที่ทำหน้าที่ต่างกันได้ดังนี้
1) เจติยะคูหา ถือเป็นองค์ประธานของกลุ่มถ้ำ ภายในมีสถูป (เจติยะ) ที่แทนพระพุทธองค์ตามคติเดิมของฝ่ายเถรวาท คูหานี้มีองค์ประกอบของพระพุทธ (สถูป) พระธรรม (เสียงสวดพระปาฏิโมกข์) และพระสงฆ์ (ที่นั่งประชุมอยู่พร้อมหน้ากัน)
ในด้านโครงสร้าง เจติยะคูหาที่ฝ่ายเถรวาทสร้างไว้ไม่ถูกฝ่ายมหายานมาเปลี่ยนแปลง แม้จะมีระยะเวลาเว้นว่างระหว่างกันถึง 400 ปี
ในด้านการประดับ ฝ่ายมหายานเพิ่มจิตรกรรมซึ่งมักแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ส่วนประติมากรรมจะมีพระพุทธเจ้าเป็นพระประธาน อีกทั้งมีภาพสลักที่แสดงอดีตพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์ประจำซ้าย-ขวา องค์ที่อยู่ด้านขวาของพระประธาน (ด้านซ้ายเมื่อเรามอง) คือพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี (พระอวโลกิเตศวร) มือถือดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แห่งความกรุณา ด้านซ้ายของพระประธานคือพระโพธิสัตว์วัชรปาณี มือถือวัชระหรือสายฟ้า สัญลักษณ์แห่งปัญญา ภารกิจของพระโพธิสัตว์ทั้งสองคือรับฟังเรื่องทุกข์ร้อนของผู้มาสักการะ แล้วแก้ไขให้พ้นจากอุปสรรค ทุกข์โศก โรคภัย รวมทั้งประทานพรให้เดินไปสู่จุดหมายคือดินแดนพุทธเกษตรสุขาวดี ซึ่งวิหารถ้ำบางแห่งจะมีแบบจำลองแดนสุขาวดีไว้ด้วย ส่วนพระคัมภีร์มหายานที่ถูกยกให้มีความสำคัญอย่างยิ่งได้แก่คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร (Lotus Sutra) ดังนั้น ในวิหารถ้ำ จึงมักมีประติมากรรมแสดงนัยแห่งพุทธประวัติ เมื่อครั้งแสดงสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนยอดเขาคิชฌกูฏไว้ด้วย
ในด้านการประดับ ฝ่ายวัชรยานให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ รวมทั้งแก่เทพีตาราที่เป็นศักติ (มเหสี) ของพระโพธิสัตว์ เช่น มีภาพสลักพระพุทธองค์ในอดีต พระศากยมุนี และพระพุทธองค์ในอนาคต เรียงเป็น 3 องค์ไว้ในแถวบน ส่วนแถวล่างเป็นภาพสลักของพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี พร้อมเทพีศักติประทับอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา เป็นต้น
2) วิหารคูหา สำหรับพระภิกษุสงฆ์พักอาศัย
3) ถูปาคูหา เป็นถ้ำสถูปขนาดเล็ก สันนิษฐานว่าเป็นอาจาริยะเจติยา สำหรับอดีตอริยสงฆ์ผู้ล่วงลับ
4) อุทกคูหา สำหรับเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
กำเนิดแห่งมหายาน
มหายานไม่ปฏิเสธพระนิพพาน เพียงเห็นว่าการมุ่งมั่นจะเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นหนทางคับแคบ มหายานจึงมุ่งมั่นช่วยเหลือคนหมู่มากโดยอาศัยอุดมการณ์โพธิสัตว์เป็นที่ตั้ง มรรคานี้จึงเป็นวิถีแห่งปัญญาที่เปี่ยมด้วยความกรุณา ผ่านการสะสมบารมีธรรมทั้ง 6 ได้แก่
1) ทาน การเสียสละช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ร้อนโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
2) ศีล การรักษากาย วาจา ใจ ไม่ทำร้ายคนอื่น
3) ขันติ ความอดทน ใจกว้าง ยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่าง
4) วิริยะ ความพากเพียรที่จะดำเนินวิถีพระโพธิสัตว์อย่างไม่ท้อแท้
5) สมาธิ การตั้งจิตมั่นที่จะทำงานรับใช้ด้วยใจเบิกบาน
6) ปัญญา การเข้าถึงความว่างแห่งโพธิจิต
ในแง่มุมหนึ่ง มหายานได้กลายเป็นศาสนาเทวนิยม แต่อีกด้านหนึ่ง มหายานก็มีปัญญาญาณที่ล้ำลึก ให้ความสำคัญแก่อุบายธรรม (อุปายโกศล) ในการปลุกศักยภาพแห่งการรู้แจ้งให้ปรากฏ โดยสะท้อนความอบอุ่นที่ผู้คนจะช่วยเหลือกัน และการเข้าถึงพุทธภาวะที่เปิดกว้างแก่ทุกคน
กำเนิดแห่งวัชรยาน
ในระบบคิดแห่งพราหมณ์-ฮินดู เกิดนิกายศักติที่บูชาอุมาเทวี มเหสีแห่งพระศิวะขึ้น เพื่อดึงพลังเร้นลับแห่งสตรีมาเสริมสร้างศรัทธาและปัญญา นิกายศักติมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านิกายตันตระ ฝ่ายวัชรยานมีความเชื่อในพลังอันลี้ลับคล้ายนิกายตันตระ และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีโพธิจิตติดตัวมาแต่กำเนิด วัชระหรือสายฟ้าเป็นสัญลักษณ์แห่งทางลัดสู่นิพพาน ผ่านการฝึกฝนโดยคุรุผู้มีประสบการณ์ ผ่านพิธีกรรมอภิเษกอันศักดิ์สิทธิ์ ประกอบกับมนตราที่สามารถหักล้างกฎแห่งกรรม ตั้งมุทราด้วยกายและจิตบนมณฑลพิธีที่เป็นเสมือนแผนภูมิลี้ลับแห่งจักรวาล เปิดเส้นทางลัดสู่พระนิพพาน
การปรากฏเทพศักติเคียงข้างพระโพธิสัตว์ เป็นเครื่องบ่งชี้ยุคสมัยแห่งวัชรยานในงานศิลป์ของวิหารถ้ำเอลโลราที่เด่นชัด
ปัจจุบันมีการถ่ายทอดคำสอนวัชรยานสู่ประเทศไทย และได้มีการตั้งกลุ่มปฏิบัติต่าง ๆ อาทิ
กลุ่ม รังจุง เยเช ประเทศไทย (Rangjung Yeshe Thailand)
กลุ่ม ศูนย์กลางข้อมูลพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน (ริโวเชธรรมสถาน)
กลุ่ม ชัมบาลา สายปฏิบัติชัมบาลา เน้นคำสอนของตรุงปะ รินโปเช
มูลนิธิวัชรปัญญา สืบสายการปฏิบัติตรุงปะ รินโปเชเช่นเดียวกับสายชัมบาลา แต่ผ่านคุรุทางจิตวิญญาณชาวอเมริกันชื่อ เรจินัลด์ เรย์ (Reginald Ray)
มูลนิธิพันดารา มีสถานภาวนาขทิรวันที่อำเภอหัวหิน
ศูนย์อนัมคาราเพื่อปัญญาเมตตาและสันติสุข สอนการทำสมาธิพระวัชรสัตว์เพื่อชำระล้างอดีตกรรม การทำสมาธิโพวา การทำทองเลน และการสวดภาวนา
บทความนี้นอกจากจะหวังเชิญชวนผู้อ่านให้สนใจไปเยี่ยมชมวิหารถ้ำอันวิจิตรงดงามที่อินเดียใต้ โดยเฉพาะวิหารถ้ำอชันตาแห่งมหายาน และวิหารถ้ำเอลโลราแห่งวัชรยานแล้ว ยังหวังให้ผู้อ่านสนใจคำสอนของมหายานและวัชรยาน อันเป็นการเปิดมุมมองที่เริ่มจากเถรวาทให้กว้างออกไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้การเยี่ยมชมวิหารถ้ำในอินเดียใต้จึงจะเปี่ยมด้วยความสุนทรีและความศรัทธา
โคทม อารียา

