สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ ริมฝั่งโขง

24.10.22 | 09:33 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ริมฝั่งโขง เมื่อพิจารณาที่ “พิธีกรรมรายรอบ

สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ความศักดิ์สิทธิ์’ริมฝั่งโขง

เมื่อพิจารณาที่ “พิธีกรรมรายรอบ-ข้างเคียง” ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากการว่ายน้ำรับบริจาคเงินของ “อีเวนต์โตโน่”

นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ ซึ่งดารา-คนมีชื่อเสียงจากส่วนกลางเดินทางเข้าไปประกอบกิจกรรมที่สวมทับเข้ากับความเชื่อ หรือลัทธิพิธีเรื่องการบูชาพญานาคริมโขงของผู้คนท้องถิ่น

กิจกรรมทำนองนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ

การนับถือพญานาคของคนอีสานริมฝั่งโขงไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างน้อยก็มีนักวิชาการหลายคนที่ศึกษาประเด็นนี้มานานหลายทศวรรษแล้ว

Advertisement

ทว่า ณ จุดตั้งต้นของการศึกษา ดูเหมือนความเชื่อ หรือลัทธิพิธีว่าด้วยพญานาค จะมีสถานะเป็นวิถีปฏิบัติของคนท้องถิ่น เช่น “พญานาค” อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างภาวะสมดุลระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศริมโขง

ถ้าจะมีอำนาจรัฐ หรือส่วนกลางเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงปัจจัยภายนอก ที่เป็นหนึ่งในคู่สนทนาของลัทธิพิธีซึ่งดำเนินไปโดยคนท้องถิ่น

พูดง่ายๆ คือ หากย้อนไปหลายสิบปีก่อน ลัทธิพิธีเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคริมโขง คล้ายจะเป็นพิธีกรรมที่มีชาวบ้านท้องถิ่นเป็น “ตัวแสดงหลัก” เพียงกลุ่มเดียว โดยยังไม่มี “คนจากส่วนกลาง” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากนัก

ปฏิสัมพันธ์แรกๆ ระหว่างความเป็นสมัยใหม่จาก “ส่วนกลาง” กับ “ท้องถิ่น” ริมฝั่งโขง ในประเด็นที่ข้องเกี่ยวกับ “พญานาค” น่าจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ “บั้งไฟพญานาค”

เมื่อคนส่วนกลางมองเข้าไปยัง “ลูกไฟ” เหล่านั้นด้วยสายตาของความตื่นเต้นแปลกประหลาดใจ แล้วร่วมสร้าง “อีเวนต์ท่องเที่ยวใหญ่” ในทุกๆ วันออกพรรษา แต่คนจากส่วนกลางอีกกลุ่มก็ถ่วงดุลกระแสดังกล่าว ผ่านการพยายามพิสูจน์ปรากฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” ด้วยหลักวิทยาศาสตร์

อุตสาหกรรมบันเทิงไทยเข้ามามีบทบาทน่าสนใจ ณ จุดนี้ เมื่อภาพยนตร์เรื่อง “15 ค่ำ เดือน 11” (2545) โดย จิระ มะลิกุล พยายามสวมบทคนกลาง-ฝ่ายประนีประนอม

ด้วยท่าทีที่ว่า “บั้งไฟพญานาค” อาจเป็นเรื่องที่อธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และเป็นวัฒนธรรมที่เพิ่งประดิษฐ์สร้างโดยมนุษย์ ทว่า นี่ก็อาจเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ ที่อธิบายไม่ได้ด้วยชุดความรู้สมัยใหม่ หากเป็นนามธรรมบางอย่างที่ทรงคุณค่าความหมายในจิตใจของมนุษย์บางกลุ่มเช่นกัน

นั่นคือหมุดหมายสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่าง “วงการบันเทิงส่วนกลาง” กับ “พญานาคริมโขง” ในช่วงกลางทศวรรษ 2540

ที่ “คนบันเทิง” เข้าไปพูดแทน “นักวิทยาศาสตร์” และ “นักมานุษยวิทยา” รวมถึงแสดงตนเป็น “นักไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง” แต่ยังมิได้เข้าไปร่วมสร้าง “ลัทธิพิธี” ใดๆ

ภาพการบูชาพญานาคริมฝั่งโขง ในฐานะลัทธิพิธีขนาดมหึมาที่สามารถดึงผู้คน-พลังศรัทธา-เม็ดเงินจากกรุงเทพฯ ได้อย่างมหาศาล ดูจะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่เกินทศวรรษมานี่เอง

เมื่อความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิม ผสมผสานเข้ากับความโด่งดังของละครเรื่อง “นาคี” (2559) โดย พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, การใส่ความหมาย-คุณค่า-มูลค่าบางอย่างเข้าไปในพื้นที่บางแห่งเช่น คำชะโนด หรือถ้ำนาคา, ตลอดจนการพยายามปลุกกระแสเพิ่มเติมของภาคธุรกิจท่องเที่ยว

มาถึงจุดนี้ ประเด็นที่ผมไม่แน่ใจ ก็คือ นอกจากองค์ประกอบที่เอ่ยไปข้างต้น ยังมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่? ที่ช่วยกระพือให้ความศรัทธาในพญานาคริมโขงพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีหลัง?

ทำไมจู่ๆ คนมีฐานะทางเศรษฐกิจ มีสถานะทางสังคม จากกรุงเทพฯ จึงหลั่งไหลไปบูชาพญานาคที่ภาคอีสาน?

ในยุคหนึ่ง คนชั้นกลางกรุงเทพฯ ก็เคยมี “ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5” (ตามการวิเคราะห์ของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์) รวมถึงลัทธิพิธีอื่นๆ ที่สามารถตอบสนองปัญหาของตนเองได้ในพื้นที่เมืองหลวง แต่ทำไม ณ ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้ถึงต้องเคลื่อนตัว-เดินทางไกลไปประกอบลัทธิพิธีบูชาพญานาคที่จังหวัดริมแม่น้ำโขง?

เชื่อว่าในระยะอันใกล้ คงมีผู้ที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ (หรือมากกว่านี้) ได้อย่างเป็นระบบ

ปราปต์ บุนปาน