ผมจำแทบไม่ได้แล้วว่าผมเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือครั้งแรกเมื่อไหร่
แต่จำได้ว่าเคยเห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกเมื่อสักประมาณปลายทศวรรษที่ 2520 บนรถประจำตำแหน่งของคุณพ่อของเพื่อน เพราะท่านอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่เกี่ยวเนื่องกับการติดต่อสื่อสารขององค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีความสำคัญด้านการบินของประเทศไทย
ในสมัยก่อนนั้นไม่ต้องพูดเรื่องของโทรศัพท์มือถือหรอกครับ เอาแค่โทรศัพท์บ้านนี่ก็ยากเย็นเต็มทน บ้านของผมโชคดีที่คุณพ่อท่านไปทำอีท่าไหนไม่ทราบได้ ดันมีโทรศัพท์เป็นบ้านแรกของซอย
ขนาดเจ้านายของพ่อที่อยู่บ้านติดกันยังต้องมาขอใช้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือโทรศัพท์สาธารณะที่เป็นตู้ๆ ต้องกำเหรียญไปหยอด มีคนต่อแถว มานั่งคิดถึงวันนี้ความสกปรกของเครื่องน่าจะให้หลายคนไม่อยากจะติดต่อใครแน่
แถมราคาค่าโทรทางไกลทั้งจากโทรศัพท์บ้านและสาธารณะก็แพงมาก จำได้ว่าเวลาจะต้องโทรหาญาติจากต่างจังหวัดนี่ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว
ยุคถัดมาก็คือเครื่องส่งสัญญาณติดตามตัว ที่เหมือนจะทำให้เกิดการสื่อสารไร้สายได้ง่ายขึ้น แต่เอาจริงก็ต้องวิ่งหาโทรศัพท์ โดยเฉพาะโทรศัพท์สาธารณะเพื่อที่จะโทรติดต่อกัน แต่ก็ถือว่าก้าวหน้าที่สุดในเวลานั้น
และก็ไม่ลืมว่าเมื่อสักยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น ราคาที่ต้องจ่ายรายเดือนสำหรับบริการเครื่องมือสื่อสารติดตามตัวนั้นก็หลักหลายร้อยอยู่ เจ้าที่แพงก็ครองตลาด เจ้าที่ถูกก็คุณภาพไล่เรียงกันไป
มาเข้าสู่ยุคโทรศัพท์มือถือที่เริ่มแพร่หลายขึ้น ก็จำได้ว่ามีสองเรื่องที่สำคัญในฐานะผู้บริโภค หนึ่งคือเรื่องของราคาค่าโทรศัพท์ที่ไม่ถูก แต่ก็มีทางเลือกว่ามีเจ้าหนึ่งที่ถูกแต่คุณภาพตามราคา อีกเจ้าหนึ่งก็เหนือกว่าทางเทคโนโลยีแต่ก็แลกมาด้วยราคาที่แพงกว่าอย่างชัดเจน
กับอีกเรื่องหนึ่งคือความปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือ หมายถึงยุคนั้นคือยุคที่โทรศัพท์ยังไม่มีซิม ดังนั้นโอกาสที่จะถูกจูนเครื่องไปใช้ คือ อยู่ดีๆ ค่าโทรศัพท์ก็แพงขึ้นมาเพราะมีคนสวม (รอย) เบอร์ของเราซะงั้น
จําได้เมื่อมีเจ้าที่สามเข้ามานั้น การแข่งขันไม่ได้แข่งกันเรื่องเทคโนโลยีสักเท่าไหร่ เจ้าที่สองที่ว่าห่วยในระดับหนึ่ง ถ้าไม่ได้อยู่ใน กทม. เจ้าที่สามเมื่อเข้ามาก็แย่กว่าไปอีก แต่จูงใจด้วยการโยงไปกับสัญญาเครื่องซึ่งทำให้ราคาของเครื่องโทรศัพท์มือ ถือถูกลง
ส่วนความประทับใจเดียวที่มีคือมีช่วงที่แข่งกันหนักมากจนเกิดการที่ประชาชนเองพยายามที่จะพลิกแพลงสร้างประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุดผ่านเรื่องของการใช้โปรโมชั่นในการโทร แบบที่โทรต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯนี่เหลือแค่ประมาณไม่กี่บาท คนที่ไม่มีมือถือก็ไปยืนเข้าคิวที่หน้าตลาด หน้ามหาลัยต่างจังหวัด ที่จะมีโต๊ะหลายเจ้าในการที่เราจะโทรกลับบ้านในราคาที่ถูกประเภทนาทีละบาทสองบาท แต่ใช้ได้ไม่นานก็หายไป บางรายที่ไปซื้อโทรศัพท์มาเริ่มกิจการยังไม่ได้ทุนคืนก็มี
เขียนมาให้ยืดยาวตามประสาคนแก่ แต่อยากจะสรุปประเด็นในสัปดาห์นี้แบบตีหัวเข้าบ้านง่ายๆ ว่า สำหรับผมแล้ว ผมไม่เคยรู้สึกว่า การมีระบบองค์กรสาธารณะที่มากำกับดูแลการสื่อสารในประเทศเราจะสามารถทำอะไรได้มากนัก
อยู่ไปประชาชนก็ไม่เชื่อมั่นศรัทธา และกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนรู้สึกว่าต้องมานั่งจ่ายเงินให้คนพวกนี้กินเงินเดือนไปวันๆ
เอาตั้งแต่คลื่นวิทยุโทรทัศน์นี่แหละ ฟุ้งกันมาตั้งแต่แรกว่าคลื่นความถี่จากองค์กรราชการต่างๆ จะต้องกลายเป็นของสาธารณะ จนมาถึงวันนี้ก็เท่านั้นแหละ คนมีอำนาจที่ผูกขาดทรัพยากรก็เอาตัวรอดที่จะสร้างความมั่งคั่งต่อไป เปิดประมูลต่อสัญญาล่วงหน้าเอาไว้แล้วไม่รู้กี่เจ้า
ผมไม่ได้คิดว่าเพราะเราโชคร้าย ที่การเปลี่ยนแปลงระบบโทรคมมาคม และระบบการควบคุมตรวจสอบดันมาเกิดในช่วงที่ประชาธิปไตยของไทยลุ่มๆดอนๆ
ถามจริงๆ ว่าถ้าไม่มีรัฐประหาร ผมก็ไม่แน่ใจว่าระบบการกำกับตรวจสอบใน ช่วงที่ผ่านมาจะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้จริงๆ
ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญที่ผมเชื่อมั่นกว่าก็คือ ระบบเทคโนโลยีมันต่อสู้กันเอง และทำให้พังไปเองและรอดมาเอง เทคโนโลยีใหม่ๆ มันก็จะเข้ามาแทนที่ของเก่าที่หมดไป
สิ่งที่เราเห็นมากก็คือทุกครั้งที่มีเรื่องแบบนี้ จะมีองค์กรรัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่เรื่องของการส่งเสริมให้มันดีขึ้น เท่ากับการหาประโยชน์ การเชื่อมต่อกับกลุ่มทุนใหญ่ และความเคลือบแคลงสงสัยที่ประชาชนมีกับการตัดสินใจและการกำกับดูแลจากองค์กรของภาครัฐ ตั้งแต่สมัยเป็นระบบราชการที่ใครๆ ก็รู้ว่าล้าหลังและไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าตกลงทำเพื่อตัวเอง หรือเพื่อประชาชนมากกว่ากัน
ตลอดจนถึงองค์กรอิสระที่สุดท้ายก็กลายเป็นระบบราชการเช่นกัน แถมมีเงื่อนไขการดำรงอยู่ทางการเมืองบางอย่างที่รู้ๆ กันว่าใครบ้างที่จะเข้ามาได้ และคนที่เหมือนจะฝากความหวังได้ก็กลายเป็นคนส่วนน้อย ในการตัดสินใจ จนประชาชนอาจจะไม่ได้เห็นอกเห็นใจเท่ากับถามว่า เห็นแบบนี้แล้วจะอยู่ต่อไปทำไม ออกมาเลยดีกว่าไหม
ในยุคสมัยหนึ่งคนเสื่อมศรัทธากับการทำงานของระบบราชการ การทำงานของระบบการเมือง มาในช่วงหลังคนเสื่อมศรัทธาในองค์กรอิสระที่กำกับดูแลกิจการสาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมอยากรู้ว่าเราจะอยู่กับเรื่องแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
ทุกวันนี้คำตัดสินของหลายองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนรู้สึกตกใจแบบคาดหมายเอาไว้แล้ว
คำถามที่หลงเหลืออยู่กลายเป็นว่าโอโห้ กล้า ขนาดนี้เลยเหรอ
(จนเขาแอบถามกันว่า กล้า นี่เหมือนหรือต่างกับ กล้าหาญ แค่ไหน)
คือกล้าขนาดนี้เลย ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะไม่คาดหวัง หรือคาดหวังว่าคงไม่หนีไปจากนี้หรอก
ในสมัยก่อนเวลาที่เราพูดถึงเรื่องของความเชื่อมั่นศรัทธา และ ความชอบธรรมเราอาจจะพูดเรื่องของความเชื่อมั่น ไม่เชื่อมั่น ความชอบธรรม หรือไม่ชอบธรรมของรัฐบาล
วันนี้มันชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคำว่ารัฐบาลไม่น่าจะครอบคลุมสิ่งที่เราหมดหวังและหมดศรัทธา เท่ากับคำว่า ระบบ (the system) กับ ระบอบ (regime) ซึ่งหมายถึงทั้งตัวการทำงานของสถาบันต่างๆรวมไปถึงคำอธิบายที่ยังหล่อเลี้ยงว่าทำไมเราจะต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มันดำรงอยู่
แต่รัฐบาล ระบบ และระบอบ เหล่านี้ไม่สามารถจะล้มลงง่ายๆ การทำให้มันล้มลงมีต้นทุนที่สูงอยู่
พอๆ กับการปล่อยให้มันดำรงอยู่ไปแบบนี้
เวลาที่เราบอกว่าเราสิ้นหวัง หรือหมดศรัทธากับเรื่องราวเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่ายอมจำนน
พอๆ กับความเชื่อมั่นว่าเราจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ภายในไม่กี่อึดใจ
สังคมที่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้น มีบ่อยขึ้น มันจะอยู่ด้วยกันได้ยาก ทุกเรื่องจะเปราะบาง
ความล่มสลายอาจไม่ได้เห็นได้ในเร็ววัน แต่ที่เห็นและเป็นอยู่นี่ก็เหมือนกับมันพังทลาย หรือเสื่อมไปเสียจนคำว่าความล่มสลายไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เท่ากับความรู้สึกว่าสิ่งที่คิดว่ายิ่งใหญ่และมีค่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายเสียมากกว่า
ความหวังของผมไปอยู่ที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและการดิ้นรนของผู้คนที่จะเอาคืนในการใช้งานจริงเสียมากกว่า
และเดี๋ยวจะได้เห็นกันไปอีกหลายยกว่า เมื่อเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นคุณกับประชาชน และประชาชนดิ้นรนพลิกแพลงการใช้งานให้ได้ประโยชน์สูงสุดท่ามกลางความได้เปรียบและเอาเปรียบของบริษัทยักษ์ใหญ่
ก็จะได้รู้กันว่าองค์กรอิสระที่กำกับดูแลนั้นจะดิ้นรนอย่างไร และดิ้นรนให้ใครอยู่รอดกันแน่
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

