กรณีพระเอกชื่อดัง โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ทำกิจกรรมว่ายน้ำในแม่น้ำโขง รับเงินบริจาค เพื่อนำไปมอบให้โรงพยาบาลนครพนม เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
สาเหตุเพราะก่อนหน้านี้ โตโน่ ถูกมองว่ามีมุมมองทางการเมืองฝักใฝ่ผู้มีอำนาจ สวนทางกับความเห็นอีกฝ่าย ต้องการให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรัฐบาล
แม้ว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการทำเพื่อประโยชน์ให้กับสังคม และก็ได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย ได้รับเงินบริจาคล่าสุดเกือบ 70 ล้านบาท
แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์จากอีกฝ่ายอย่างหนัก
มีคำถามตามมาว่า เป็นเพราะอะไร ความขัดแย้งจะรุนแรงหนักขึ้นในอนาคตหรือไม่ และจะมีหนทางแก้ไขได้อย่างไร
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่คนมีชื่อเสียงจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล แล้วถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ก่อนหน้านี้ ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องชื่อดังก็เคยจัดกิจกรรมวิ่งรับบริจาค จากใต้สุดไปเหนือสุดของประเทศไทยมาแล้ว
แต่หลังจากนั้น เมื่อประชาชนได้รู้ว่ามีความเห็นทางการเมืองไปในทิศทางไหน เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักก็ตามมา
ทำให้การจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศลครั้งต่อมา ต้องจัดแบบเงียบๆ เช่นเดียวกับขณะนี้ กำลังวิ่งรับบริจาคช่วยโรงพยาบาลเบตงอยู่ก็ตาม
สิ่งที่น่ากังวลก็คือ สถานการณ์เช่นนี้จะยิ่งลุกลามรุนแรงต่อเนื่องไปอีกนานแค่ไหน
บรรยากาศของความร้าวฉานแตกแยกในสังคมไทยจะเรื้อรังไปจนถึงจุดไหน
ยิ่งเกิดเหตุการณ์ทำร้าย นายศรีสุวรรณ จรรยา เพราะไปร้องเรียนดำเนินคดีกับ โน้ส อุดม วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการแสดง เดี่ยว 13
ทำให้มีคนไม่พอใจนายศรีสุวรรณ ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และมีแนวร่วมจำนวนมาก เห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรมรุนแรงเช่นนี้
ยิ่งน่ากังวลว่าสังคมไทยจะยิ่งแตกแยกกันหนักขึ้นในอนาคตหรือไม่
แล้วจะอยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างไร
ในเมื่อใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เพราะถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็มีโอกาสโดนแบบนี้ได้ไม่ต่างกัน ในรูปแบบของการเอาคืน
ที่สำคัญเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ จะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรงติดตัวไปหรือไม่ เมื่อเห็นพ่อแม้ผู้ปกครองสะใจกับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ แล้วอนาคตจะวุ่นวายแค่ไหน
ล่าสุด เกิดเหตุรุนแรงซ้ำ เมื่อ นายคเณศพิศณุเทพ จักรภพมหาเดชา หรือ เค ร้อยล้าน บุกงานมหกรรมหนังสือ ทำร้ายล็อกคอ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ยิ่งเป็นการตอกย้ำการใช้ความรุนแรงกับคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง หนักข้อขึ้นไปอีก
ทางที่ดี เราควรช่วยกันคนละไม้ละมือ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกกรณี
ความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันได้ แต่ต้องมีความพอดี เพราะไม่อย่างนั้นสถานการณ์จะยิ่งย่ำแย่ไปกว่าเดิม
โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในบ้านเมือง จะต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน
ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ คนไทยต้องมาทำร้ายประหัตประหารกันเอง เหมือนอดีตที่ขมขื่น
เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขหรือหาทางป้องกันได้
โดยเฉพาะใกล้ถึงช่วงการเลือกตั้งใหญ่ จะยิ่งมีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่
ไหน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยประกาศว่า สาเหตุที่ทำรัฐประหาร ก็เพื่อต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข
ต้องการเข้ามาแก้ปัญหาความแตกแยก เพราะเกิดความเห็นแตกแยกรุนแรง ถ้าปล่อยไว้ บ้านเมืองจะวุ่นวาย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
ปัญหาความแตกแยกต่างๆ ก็ยังคงดำรงอยู่
แถมมีแนวโน้มว่าจะร้าวลึกยิ่งขึ้นไปอีก แล้วอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร
หรือว่าต้องแก้ที่ต้นเหตุ นั่นก็คือต้องแก้ที่ “ต้นไม้พิษ” นั่นก็คือการปฏิวัติ
เพราะการเกิดผลไม้พิษ อย่างเช่น การแตกแยกในสังคม เป็นเพราะเกิดมาจากต้นไม้พิษ
ประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับวิธีแก้ปัญหาแบบนี้
ดังนั้นถ้าจะสะสางให้ปัญหานี้บรรเทาเบาบางลง ก็คงต้องกลับมายึดกติกาตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด
โดยต้องไม่ใช้อำนาจพิเศษอีก มิฉะนั้นปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยจะยิ่งลุกลามยิ่งขึ้นไปอีก
แล้วอย่างนี้รุ่นลูกหลานจะอยู่กันอย่างไร
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

