มื่อต้นเดือนตุลาคมนี้เกิดโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงขึ้นในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 ที่เกิดเหตุทหารกราดยิงประชาชนในห้างดังของจังหวัดนครราชสีมา แต่เหตุการณ์ในเดือนตุลาคมนี้ สะเทือนใจคนไทยไปทั่วประเทศเพราะเกิดกับเด็กตัวเล็กๆ คนร้ายซึ่งเป็นอดีตตำรวจเข้าไปทำร้ายเด็กวัยก่อนเข้าเรียนและครูพี่เลี้ยงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตลอดจนชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกหลายคน ทำให้สูญเสียชีวิตไปเกือบ 40 คน เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในประเทศยากจะรับได้ว่าจะเกิดขึ้นในแผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ คนใจดี และรักสงบ
หลายคนโยนความผิดไปให้ยาเสพติด บางคนก็คิดว่าเกิดจากพันธุกรรมที่ได้รับความกดดันจากสภาพแวดล้อม แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า โศกนาฏกรรมที่รุนแรงขนาดนี้น่าจะสามารถป้องกันได้หรือบรรเทาได้ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เหตุการณ์กราดยิงที่โคราช หนองบัวลำภู และอีก 2 ครั้งต่อมานั้นผู้ก่อเหตุต่างเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการใช้อาวุธเหมือนกัน เรื่องนี้คงไม่ใช่จะพยายามโยนความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลคือรักษาความปลอดภัยของชีวิตประชาชนโดยเฉพาะในที่สาธารณะ ซึ่งองค์กรอื่นก็ไม่สามารถมาทดแทนได้ รัฐบาลจึงควรถอดบทเรียนแล้วนำบทเรียนที่ได้ไปใช้อย่างจริงจัง
การศึกษาในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับชีวประวัติของผู้ก่ออาชญากรรมประเภทกราดยิงในสหรัฐอเมริกาโดย Dr.Jilian Peterson and Dr.James Densley นักจิตวิทยาและนักอาชญาวิทยา ตีพิมพ์ในลอสแอนเจลิสไทมส์ (4 สิงหาคม 2019) ที่ศึกษาประวัติฆาตกรฆ่าหมู่ตั้งแต่ ค.ศ.1966 และการกราดยิงตั้งแต่ ค.ศ.1999 พบว่า หนึ่ง ฆาตรกรมักจะเติบโตอยู่ในสถานการณ์ที่มีการใช้ความรุนแรงสูงซึ่งอาจจะเป็นการฆ่าตัวตายของบิดามารดา การล่วงละเมิดทางเพศ การถูกละทิ้งหรือการใช้ความรุนแรงในบ้าน หรือการถูกกลั่นแกล้ง (bullying) สังคมที่ใช้ความรุนแรงมักจะนำเยาวชนไปสู่ปัญหาทางจิตใจ ได้แก่ โรคซึมเศร้า การวิตกกังวล หรือการอยากฆ่าตัวตาย รวมทั้งฆ่าคนอื่นด้วย
ประการที่สอง ฆาตรกรที่กราดยิงเกือบทุกคนได้มักเข้าสู่จุดวิกฤตทางอารมณ์หลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนจะถึงวันที่กราดยิง ซึ่งจุดวิกฤตนี้เกิดจากการต้องเปลี่ยนงานหรือตกงาน การถูกทอดทิ้งโดยคู่รัก และจะตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การบ่นว่าอยากฆ่าตัวตาย หรือขู่ว่าจะทำสร้างความรุนแรงให้เป็นประวัติการณ์ซึ่งในกรณีของฆาตรกรที่หนองบัวลำภูตามข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ก็ได้เคยออกปากกับกำนันว่า “จะต้องทำให้ดังกว่าที่โคราช”
ประการที่สาม การกราดยิงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ซึ่งมีคลิปวิดีโอให้ดูได้ง่ายในสื่อออนไลน์ซึ่งทำให้การกราดยิงกลายเป็นพฤติกรรมที่ลอกเลียนได้ง่ายและสามารถติดต่อทางสังคมได้ (socially contagious) ซึ่งหมายความว่าต้องระมัดระวังวิธีแสดงข้อมูลทางสื่อไม่ให้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์อันสยดสยองเหล่านี้
ประการที่สี่ ฆาตรกรทุกคนมีเครื่องมือที่ใช้ดำเนินการได้นั่นก็คืออาวุธที่จะดำเนินการตามแผนของตนเอง คนเหล่านี้คิดว่าไม่อยากอยู่บนโลกต่อไปอีกแล้ว และการฆ่าคนอื่นจะเป็นวิธีการแก้แค้นชีวิตที่ดีที่สุด การมีอาวุธในมือเป็นโอกาสที่จะทำให้ดำเนินการตามแผนได้ ข้อนี้มีนัยยะถึงนโยบายการครอบครองและใช้อาวุธ
นักวิจัยพบว่าองค์ประกอบทั้งสี่ที่กล่าวมานี้มักจะเป็นองค์ประกอบร่วมที่พบในฆาตรกรยิงหมู่ งานวิจัยที่กล่าวถึงข้างบนนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จะประกอบอาชญากรรมกราดยิงมักจะแสดงสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้า เช่น อารมณ์แปรปรวนอย่างสุดโต่ง การแสดงออกถึงความอัดอั้น ความเครียด ความแค้นชิงชัง ดังนั้น ครอบครัว ครู เพื่อนร่วมงานที่ได้เห็นสัญญาณเหล่านี้น่าจะหาทางบรรเทาปัญหาได้ล่วงหน้า เช่น รับฟังปัญหา บรรเทาความเครียด นำไปรักษาพยาบาล หรือรัฐบาลควรมีศูนย์ดูแลปัญหาประเภทนี้และมีกิจกรรมที่มาช่วยปรับอารมณ์
ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามที่ว่า รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก
เรื่องแรกก็คือ เรื่องของการมีอาวุธไว้ในครอบครองซึ่งเท่าที่ผ่านมาผู้ที่ใช้อาวุธกระทำการรุนแรงมักเป็นผู้ที่สามารถครอบครองอาวุธได้ตามกฎหมาย และมีหน้าที่รักษากฎหมายด้วยซ้ำ เช่น เป็นทหารหรือเป็นตำรวจ บุคคลเหล่านี้นอกจากจะมีอาวุธของรัฐไว้ในครอบครองได้แล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายให้คนเหล่านี้สามารถมีอาวุธส่วนตัวราคาถูกด้วย กล่าวคือสามารถนำเข้าปืนซึ่งเรียกว่าปืนสวัสดิการในราคาถูก ทำให้ผู้รักษากฎหมายเมื่อเกษียณแล้วสามารถใช้ได้ นโยบาย “ปืนถูก” นี้น่าจะต้องเลิก (ยังไม่นับซื้อปืนถูกหลายกระบอกเพื่อนำไปขายภายหลัง) แต่อาจเป็นเงินกู้ผ่อนส่งไร้ดอกระยะยาว
ลำดับต่อไปก็คือ รัฐอาจต้องมีการตรวจสุขภาพจิตเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีการถือครองอาวุธทุกปี ส่วนบุคคลธรรมดาที่ต้องการถือครองอาวุธปืนก็ควรจะต้องไปตรวจสุขภาพจิตเมื่อต้องมีการต่อทะเบียนปืนทุก 2 ปีเป็นอย่างน้อย
เรื่องสำคัญถัดไปก็คือ จะต้องไม่ให้มีการเผยแพร่ การขาย หรือการประกอบอาวุธปืนเองในสื่อออนไลน์ ซึ่งในปัจจุบันมีการค้าขายปืนเถื่อน หรือแม้แต่ปืนที่ถูกกฎหมายในสื่อออนไลน์และมีการสอนวิธีประกอบอาวุธเหล่านี้ด้วย
ส่วนเรื่องการควบคุมการเผยแพร่ข่าวและข้อมูลเมื่อเกิดเหตุการณ์กราดยิง ยังต้องไม่ทำให้
ฆาตรกรกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งในสื่อดั้งเดิมและสื่อสังคม นอกจากนั้นจะต้องควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลและภาพโศกนาฏกรรม ซึ่งอาจจะเป็นต้นแบบของการทำเลียนแบบของอาชญากรในอนาคตได้แล้ว
ข้อสำคัญก็คือครอบครัวและสังคมต้องมีส่วนร่วมในการลดและป้องกันความรุนแรงซึ่งจะสะสมไปสู่จุดวิกฤต การศึกษาจาก Big data ของ รศ.ดร.อรุณี อินทรไพโรจน์ และคณะ ภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 พบว่า ปัญหาความรุนแรงมักเกิดจากคนรู้จักและคนในครอบครัว ลักษณะความรุนแรงที่กระทำมากที่สุดคือ การ
กระทำรุนแรงทางจิตใจ โดยความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นการกระทำแบบตั้งใจ ซึ่งครอบครัวและสังคมจึงต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยลดโอกาสการสร้างสถานการณ์ที่ไปกดดันเยาวชนให้เป็นฆาตกรฆ่าหมู่ในอนาคต
แต่เรื่องสำคัญที่สุดก็คือยาเสพติด เรื่องนี้ชาวบ้านบ่นกันมาหลายสิบปีแล้ว นอกจากจะไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังแล้ว ขณะนี้ยังรุนแรงและแพร่หลายไปแทบทุกหมู่บ้านแล้ว โดยที่ปัญหาส่วนหนึ่งก็ได้หยั่งรากลึกอยู่ในเครือข่ายผู้มีอำนาจ มีเงิน และผู้ที่ถือกฎหมายในมือแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านนายกฯต้องอาศัย
ฝีไม้ลายมือในการขุดรากถอนโคนแบบชายชาญต้องไว้ชื่อ จัดมาตรการป้องกัน ป้องปราม และเยียวยาผู้เสพอย่างเป็นระบบและบูรณาการ ก่อนที่ท่านจะเลิกลาจากการเมืองไป
พรรคการเมืองทั้งหลายก็ควรมีนโยบายที่ให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมไม่ใช่ว่ามีแต่มาตรการลดแหลก แจก แถม ไม่สนใจปัญหาสังคม สังคมจะตราหน้าว่าเป็นพรรคมารนะคะ!
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

