ปีนี้เป็นระยะเวลาครบรอบ 60 ปีของเหตุการณ์ “วิกฤตการณ์จรวดที่คิวบา” ในปี 1962 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถือว่าโลกเข้าใกล้ “สงครามนิวเคลียร์” มากที่สุดนับจากการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิในปี 1945 แล้ว และสถานการณ์สงครามยูเครนในปัจจุบันดูจะเป็นการย้ำเตือนถึงโอกาสที่โลกอาจต้องเผชิญกับสงครามนิวเคลียร์ได้ไม่ยาก
หากย้อนอดีตเมื่อ 60 ปีที่แล้ว จุดที่วิกฤตที่สุดของวิกฤตการณ์นี้เกิดในวันที่ 27 ตุลาคม 1962 เมื่อเรือดำน้ำของสหภาพโซเวียตถูกติดตามจากฝูงบินปราบเรือดำน้ำและเรือพิฆาตของสหรัฐ เนื่องจากเรือดังกล่าวพยายามที่จะฝ่าแนวปิดล้อมทางทะเลที่สหรัฐกำหนดขึ้นในการปิดล้อมคิวบา … เรือดังกล่าวถูกล้อมทั้งทางทะเลและทางอากาศจากกำลังรบของสหรัฐ จนผู้บังคับการเรือดำน้ำนั้น เกือบตัดสินใจยิงตอร์ปิโดติดหัวรบนิวเคลียร์เพื่อฝ่าวงล้อมนี้ แต่สุดท้ายแล้ว การเฝ้าติดตามนี้เป็นเพียงการส่งสัญญาณให้เรือดำน้ำกลับออกไปจากพื้นที่ปิดล้อม ฝ่ายสหรัฐไม่ได้ต้องการเปิดการโจมตี จนในที่สุดเรือดำน้ำโซเวียตได้ถอยออกไปจากแนวปิดล้อมทางทะเลดังกล่าว
หากผู้บังคับการเรือโซเวียตตัดสินใจใช้หัวรบนิวเคลียร์ฝ่าการปิดล้อม หรือกำลังรบของสหรัฐตัดสินใจใช้อาวุธกับเรือดำน้ำดังกล่าวแล้ว สงครามนิวเคลียร์จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม เมื่อ 60 ปีที่แล้ว
โลกผ่านวันที่อันตรายที่สุดของสงครามนิวเคลียร์ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ดูเหมือนวันนี้เรากำลังย้อนกลับสู่สถานการณ์เช่นนั้นอีกครั้ง
สถานการณ์ปัจจุบันในวันที่ที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา อาจเทียบเคียงได้กับเหตุการณ์เมื่อ 60 ปีก่อน เมื่อเครื่องบินขับไล่ของรัสเซีย 2 ลำบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าทะเลดำ และหนึ่งในเครื่องบินรัสเซียตัดสินใจยิงจรวดใส่เครื่องบินลาดตระเวนของอังกฤษ ซึ่งทำการบินลาดตระเวนในพื้นที่นี้เช่นกัน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเหนือทะเลสากล จึงต้องถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น “น่านฟ้าสากล” ความโชคดีมีประการเดียวคือ จรวดดังกล่าวมีความผิดพลาด และเครื่องบินลาดตระเวนของอังกฤษสามารถทำภารกิจและเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการลาดตระเวนของอังกฤษในเขตน่านฟ้าของทะเลดำเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2019 แล้ว ไม่ใช่ภารกิจที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากการบุกยูเครนของรัสเซียแต่อย่างใด
หากสมมติลองมองในทางร้าย … จะเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์สงคราม ถ้าเครื่องบินลาดตระเวนของอังกฤษถูกเครื่องบินรัสเซียยิงตกด้วยจรวดในวันนั้น สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือ การ “ยกระดับสงคราม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจนำไปสู่สงครามที่เกิดจาก “ความเข้าใจผิด” ของผู้นำรัฐคู่กรณี จากการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ทหารในระดับล่าง จนนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่
แม้ทางการรัสเซียจะออกมาปฎิเสธว่า นักบินรัสเซียไม่ได้ตั้งใจที่ยิงเครื่องบินอังกฤษ แต่เกิดจากปัญหาของอุบัติเหตุที่เป็นเรื่อง “ความผิดพลาดทางเทคนิค”
แต่สำหรับทางฝ่ายอังกฤษแล้ว เห็นได้ชัดว่าคงไม่อาจเชื่อในคำอธิบายของทางรัสเซียได้ และสิ่งที่รัฐบาลอังกฤษทำคือ การตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากฝ่ายสหรัฐสำหรับการบินในอนาคต
อังกฤษยังคงยืนยันที่จะส่งเครื่องบินลาดตระเวนกลับสู่น่านฟ้าของทะเลดำอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ เครื่องบินของอังกฤษต้องมีอากาศยานติดอาวุธคุ้มครองด้วย ซึ่งหากเกิดการใช้อาวุธทางอากาศของรัสเซีย จะทำให้เกิดการตอบโต้ทางอากาศจากเครื่องบินรบของฝ่ายตะวันตกได้ทันท่วงที
แน่นอนว่า สัญญาณเช่นนี้บ่งบอกถึงแนวโน้มที่สงครามกำลังยกระดับขึ้นอย่างชัดเจน และสภาวะเช่นนี้อาจนำไปสู่โอกาสของการใช้อาวุธจากนายทหารที่ไม่ใช่ระดับนโยบายได้ไม่ยาก ซึ่งจะทำให้สถานการณ์สงครามมีความซับซ้อนในตัวเองมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฉะนั้น เหตุการณ์วันที่ 27 ตุลาคม 1962 เป็นเครื่องเตือนใจผู้นำรัฐมหาอำนาจว่า โอกาสที่โลกจะก้าวสู่สงครามนิวเคลียร์ดูจะอยู่แค่เอื้อม สมมติถ้าวันนั้นผู้บังคับการเรือดำน้ำโซเวียตตัดสินใจยิงหัวรบนิวเคลียร์จะเกิดอะไรขึ้น เท่าๆ กับเหตุการณ์การยิงเครื่องบินลาดตระเวนของอังกฤษเหนือทะเลดำ
วันนั้น ถ้าจรวดไม่มี “ความผิดพลาดทางเทคนิค” แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น … น่าสนใจเท่าๆ กับน่ากังวลใจในท่ามกลางความผันผวนของโลกปัจจุบัน
เหตุการณ์เมื่อ 60 ปีที่แล้ว เตือนใจเราอย่างดีว่า หายนะในสงครามอยู่ใกล้แค่เอื้อมเสมอ และหายนะนี้ใหญ่ขึ้นเมื่อเกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจนำไปสู่ “สงครามนิวเคลียร์” ได้ไม่ยาก … โลกวันนี้กำลังกลับมายืนบน “ปากเหว” ของสงครามนิวเคลียร์อีกครั้งในวาระครบรอบ 60 ปีของวิกฤตการณ์จรวดที่คิวบา!

