ถ้าผู้อ่านสนใจว่า เกิดอะไรขึ้นที่ประเทศยูเครนและลองถาม Google ดู ก็จะพบคำอธิบายหลากหลายมากมาย ว่ายูเครนถูกรัสเซียรุกรานอย่างไร้เหตุผลและมนุษยธรรม นี่คือมุมมองของโลกตะวันตก เพราะนี่คือสงครามของตะวันตกที่ต้องการกำราบหรือเอาชนะรัสเซีย และเนื่องจากตะวันตกครอบครองสื่อที่ผมพอเข้าถึงได้เกือบทั้งหมด ผมจึงเป็นเสียงข้างน้อย ไม่กล้าวิจารณ์ตะวันตกมากไปเพราะจะกลายเป็นเข้าข้างรัสเซีย ซึ่งก็ไม่ใช่ การรุกรานยูเครนของรัสเซียเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน และไม่ใช่ครั้งแรก สหภาพโซเวียตเคยรุกรานอัฟกานิสถานมาก่อนแล้ว (ค.ศ. 1979-1989) ก่อนที่ประเทศนาโตจะรุกรานอัฟกานิสถานนานถึง 20 ปี (ค.ศ. 2001-2021)
ผมสงสัยว่า อะไรคือความต้องการพื้นฐาน (basic needs) ของรัสเซียที่เขาคิดว่าจะต้องได้มาด้วยวิธีใด ๆ รวมทั้งการทำสงคราม ถ้าตะวันตกตอบสนองความต้องการนั้น แม้เพียงบางส่วน (เพราะต้องไม่ลืมความต้องการของยูเครนด้วย) ทั้งสองฝ่ายจะยอมหยุดยิงและหันมาใช้วิธีทางการทูตแทนการสงครามได้ไหม ผมเปรย ๆ เรื่องนี้ที่โต๊ะอาหารระหว่างการประชุมเรื่องสันติภาพ เพื่อนร่วมรับประทานอาหารได้แต่ยิ้ม ๆ บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหยุดยิงในเวลานี้ แม้แต่วิทยากรเองก็พูดเรื่องภูมิรัฐศาสตร์มากหน่อย พูดเรื่องสันติภาพหรือทางออกเพียงเล็กน้อย
กระนั้น ผมได้รับเอกสารจากที่ประชุม เป็นจดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 ลงนามโดยพลเมืองและนักวิชาการชาวเกาหลีและญี่ปุ่น 113 คน เรียกร้องให้อังตอนิยู กูแตรึซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ดำเนินการให้เกิดการหยุดยิงเพื่อยุติการเข่นฆ่าและทำลาย รวมทั้งตกลงที่จะจัดให้มีเขตปลอดทหารที่สหประชาชาติสามารถเข้าไปรักษาสันติภาพได้ ทั้งนี้ เพื่อปูทางไปสู่การเจรจาหาข้อตกลงอย่างเป็นทางการต่อไป ชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่นกลุ่มดังกล่าวเห็นว่า รัฐบาลของหลายประเทศ อาทิ ตุรเกีย อิตาลี ฝรั่งเศสได้เสนอแผนรูปธรรมของการหยุดยิงและพร้อมที่จะมีบทบาทในการไกล่เกลี่ย (mediation role) แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ไม่ค่อยพูดถึงการล้มรัฐบาลปูตินแล้ว ประธานาธิบดีไบเด็นเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม มีความข้อหนึ่งว่า “ท้ายที่สุด สงครามนี้จะยุติลงอย่างสิ้นเชิงได้ ก็โดยอาศัยการทูตเท่านั้น” พวกเขาจึงเสนอว่าถึงเวลาที่องค์การสหประชาชาติจะพยายามอีกครั้งหนึ่งในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยให้มีการหยุดยิง
ในการสัมมนาที่ผมได้ร่วมรับฟังนั้น มีวิทยากรชาวอินเดียคนหนึ่งที่พูดชัดถ้อยชัดคำ ผมที่หูตึงจึงพอจับใจความได้บ้างดังนี้
1) สงครามยูเครนนั้น ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่ประเทศมหาอำนาจรุกราน (ละเมิดอธิปไตย) ประเทศที่เล็กกว่า ไม่ต้องย้อนไปถึงยุคสมัยการล่าอาณานิคมก็ได้ ในยุคสงครามเย็น ประเทศมหาอำนาจหลีกเลี่ยง “สงครามร้อน” จึงสนับสนุนประเทศที่เล็กกว่าให้เป็นผู้ทำสงครามตัวแทน (proxy war) อนึ่ง ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีศักยภาพที่จะส่งหน่วยราชการลับ เข้าไปแทรกแซงการเมืองในหลายประเทศ กรณีที่เห็นได้ชัดคือการล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี ซัลบาดอร์ อาเยนเด แห่งชิลีในปี ค.ศ. 1973
2) เมื่อรุกรานประเทศที่เล็กกว่าแล้ว ประเทศมหาอำนาจไม่เดือดร้อนอะไรมาก ดังตัวอย่างของสงครามเวียดนาม อัฟกานีสถาน และอิรัก และการแทรกแซงที่ล้มรัฐบาลมูอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย (ปี ค.ศ. 2011) และความพยายามล้มรัฐบาลของบัชชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย (ปี ค.ศ. 2011 – ปัจจุบัน)
3) เมื่อล้มรัฐบาลไม่ได้ สหรัฐอเมริกาจะใช้มาตรการคว่ำบาตร มีผู้สันนิษฐานว่าจุดมุ่งหมายของการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจคือให้ประชาชนเดือดร้อนและโกรธเคืองรัฐบาลที่ถูกคว่ำบาตรที่เป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนนั้น จนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลของตน แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ไปในทางตรงกันข้ามว่า มีประชาชนจำนวนมากกว่าที่คิดว่าผู้คว่ำบาตรคือผู้ที่ทำให้เขาเดือดร้อน จึงยืนยันที่จะสนับสนุนรัฐบาลของตนต่อไป ปัจจุบัน ประเทศที่ถูกตะวันตกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากที่สุดคือรัสเซีย (5,581 รายการ) ตามด้วยอิหร่าน (3,615 รายการ), ซีเรีย (2,608 รายการ), และเกาหลีเหนือ (2,077 รายการ)
4) ที่ผ่านมา เมื่อประเทศมหาอำนาจรุกราน/แทรกแซงประเทศที่เล็กกว่า มักจะไม่มีใครทำอะไรได้เพราะเกรงกลัวอำนาจ แล้วทำไมคราวนี้ รัสเซียจึงถูกต่อต้านหนักจากนานาประเทศ วิทยากรชาวอินเดียเสนอความเห็นว่า การกระทำของรัสเซียคราวนี้มีผลกระทบกว้างไกล เพราะรัสเซีย + ยูเครนเป็นผู้ผลิตอาหารที่สำคัญ (ผลิตข้าวสาลี และข้าวโพดเลี้ยงดูโลก) และผลิตปุ๋ยจำนวนมาก ขณะนี้การส่งออกถูกกระทบจากภัยสงคราม ทำให้ราคาสินค้าการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น การลดการส่งออกก๊าซและน้ำมันจากรัสเซียสู่ยุโรป ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น หมายความว่าสงครามครั้งนี้มีผลกระทบทางเศรษฐกิจกว้างขวาง สินค้าบางชนิดขาดแคลน เกิดภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ เพราะเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการพึ่งพิงกันสูงกว่าที่ผ่านมานั่นเอง
5) การที่ตะวันตกกดดันประเทศต่าง ๆ ให้มาต่อต้านรัสเซียอาจมีผลในเชิงการเมือง เช่น การออกเสียงประณามรัสเซียในสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ แต่จะได้ผลน้อยในทางปฏิบัติ เพราะแต่ละประเทศต่างก็คำนึงถึงผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง ดังจะเห็นได้จากการตัดสินใจลดปริมาณการผลิตก๊าซและน้ำมันของกลุ่มผู้ผลิตและส่งออกปิโตรเลี่ยม (OPEC) แม้สหรัฐฯจะกดดันอย่างหนักให้เพิ่มการผลิต เพื่อไม่ให้ราคาของพลังงานในโลกตะวันตกต้องเพิ่มสูงขึ้นตามกลไกตลาด ผลที่ตามมาคือความบาดหมางใจระหว่างสหรัฐฯกับซาอุดีอาระเบีย
6) อินเดียย่อมอยากให้สงครามสงบโดยไว แต่คงไม่เข้าไปหนุนช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่มีโอกาสทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไปอีกนาน
ผมโชคดีที่งามศุกร์ รัตนเสถียร ส่งหนังสือมาให้อ่านอยู่เนือง ๆ เล่มล่าสุดเล่มหนึ่งที่ผมได้รับชื่อ “ยุคคนเดือด: ประวัติศาสตร์ปัจจุบัน” (Age of Anger: A History of the Present) เขียนโดยปังกัช มิชรา (Pankaj Mishra) แปลโดยเกษียร เตชะพีระ แต่ที่จะขอนำมาเล่าต่อในบทความนี้มาจากบทสัมภาษณ์ของปังกัชที่ให้ไว้แก่ The Shift เพราะเป็นเรื่องที่เขาพยายามเจาะเข้าไปในความคิดและจิตใจของชาวรัสเซีย ปังกัชเป็นคนอเมริกันเชื้อสายอินเดียที่เป็นนักเขียนและนักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งของสหรัฐฯในปัจจุบัน The Shift พาดหัวข้อบทสัมภาษณ์ของเขาว่า “การพังพินาศของศรัทธาที่มีต่อสหรัฐอเมริกา” ซึ่งฟังดูน่าตกใจ ในบทสัมภาษณ์ ปังกัชให้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงคัดค้านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจซึ่งมีผลกระทบต่อคนยากจนมากกว่าจะกระทบต่อคนที่สมมุติให้เป็นกลุ่มเป้าหมายของการคว่ำบาตร เขามองในเชิงจิตวิทยาว่าชาวรัสเซียรู้สึกว่าชาวตะวันตกทำให้พวกเขารู้สึกอับอาย (humiliated) ในขณะเดียวกัน ชนชั้นนำและนักยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ก็ครุ่นคิดและกังวลโดยเฉพาะเกี่ยวกับจีน
หลังการแตกสลายของสหภาพโซเวียต ในคริสต์ทศวรรษ 1990s ที่ตามมา รัสเซียใฝ่ฝันที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก ตามแนวทางที่นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญ ๆ ของอเมริกาเสนอแนะ ความฝันจบลงอย่างน่าอับอาย ด้วยหายนะทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยมาตรฐานการครองชีพที่ตกต่ำและระบบสาธารณสุขที่ทรุดโทรม ปูตินผู้เข้าสู่อำนาจในตอนท้ายของช่วงเวลาการเลียนแบบอเมริกาที่ล้มเหลว มาพร้อมกับคำสัญญาว่าจะฟื้นฟูความเป็นระเบียบและความภาคภูมิใจ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ชนะใจชาวรัสเซียส่วนใหญ่จนทุกวันนี้
ปังกัชคิดว่า ทุกวันนี้ตะวันตกกล่าวถึงการช่วยยูเครนให้ได้ชัยเหนือรัสเซีย ไม่ว่ายูเครนเองจะได้รับความเสียหายมากเพียงใด เราอาจจำคำกล่าวของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศมาเดอแลน อัลไบร์ต เมื่อครั้งที่อเมริกาคว่ำบาตรอิรักได้ เมื่อนักข่าวถามเธอว่าการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอาจทำให้เด็กห้าแสนคนต้องเสียชีวิต เธอตอบว่า “เราคิดว่านั่นเป็นราคาที่คุ้ม” (“We think the price is worth it”) อย่างไรก็ดี แม้ว่ายูเครนได้ชัย นั่นอาจเป็นเพียงชัยชนะระยะสั้นท่ามกลางความเสียหายระยะยาว ตะวันตกกำลังทำสงครามตัวแทนโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ทั้งต่อประเทศในยุโรปเองและต่ออีกหลาย ๆ ประเทศที่จะเกิดภาวะเงินเฟื้อ และเผชิญกับภาวะอดหยาก เพราะการค้าข้าวสาลีและปุ๋ยซึ่งปกติพึ่งพายูเครนกับรัสเซียต้องหยุดชะงักลง แต่กรอบคิดสงครามเย็นยังคงมีสถานะครอบงำ
เมื่อปังกัชยังเป็นหนุ่ม เขาพบว่าสังคมหลังยุคอาณานิคมไม่ได้ทำตามสัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเสมอภาคหรือเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูศักดิ์ศรีแห่งชาติหรือสวัสดิการสังคม เขาและคนในยุคเดียวกันจึงโอบรับอุดมการณ์ของอเมริกา ได้แก่อุดมการณ์ปัจเจกนิยมที่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง (meritocracy) ซึ่งช่างต่างจากอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของสังคมลำดับชั้น เขาเคยคิดว่าโลกาภิวัตน์เป็นเรื่องที่วิเศษ แต่แล้วอุดมการณ์ของอเมริกาก็ล่มสลายลงในทศวรรษที่เพิ่งผ่านมา และถูกแทนที่ด้วย “อุดมการณ์พื้นบ้าน” (indigenous ideology) เช่น ลัทธิหลงใหลฮินดูของอินเดีย ลัทธิการครองอำนาจเหนือของจีน หรือลัทธิจักรวรรดินิยม (ตกค้าง) ของรัสเซีย (การหวนหาสหภาพโซเวียตรูปแบบใหม่)
ตะวันตกยังคงมีกรอบคิดแบบสงครามเย็น ส่วนกรอบคิดของรัสเซียอาจเป็นเรื่องความอับอายที่ได้หลงตามอเมริกาหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และความหวังที่จะฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ที่มีแต่เดิม ด้วยเหตุนี้กระมังที่ยูเครนต้องเดือดร้อนแสนสาหัส และสงครามต้องยืดเยื้อ เลือดจะไหลรินต่อไป จนถึงวันหนึ่งที่ความปวดร้าวทำให้ชัยชนะไม่หอมหวลอีกแล้ว และถึงเวลาที่จะหยุดโศกนาฏกรรมเสียที แต่เรื่องคงไม่ง่าย ทั้งสองประเทศมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลายประเทศอยากขอแบ่งปันหรือช่วงชิง อุดมการณ์เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนผลประโยชน์ซึ่งรวมถึงทรัพยากรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ
เมื่อรัสเซียดำเนินการให้มีการลงประชามติในพื้นที่ยึดครอง 4 ภูมิภาค ได้แก่ภูมิภาคโดเนตสก์ และลูฮันสก์ทางตะวันออก รวมถึงภูมิภาคแคร์ซอน และซาปอรีเชียทางใต้ ซึ่งมีพื้นที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของดินแดนทั้งหมดของยูเครนนั้น ผู้ออกเสียงประชามติเห็นด้วยกับการไปอยู่กับรัสเซียอย่างท่วมท้น เพราะพลเมืองที่อยู่อาศัยในทั้ง 4 ภูมิภาคนี้ ส่วนใหญ่มีเชื้อสายรัสเซียหรือนิยมรัสเซีย อย่างไรก็ดี ตะวันตกประกาศชัดเจนว่า การลงประชามติครั้งนี้จอมปลอม ไร้ความชอบธรรม และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (is a sham and illegal)
ผมเดาว่าในการผนวกดินแดนดังกล่าว รัสเซียเตรียมหาทางลง ตามปกติเมื่อรบกันเสร็จและหยุดยิง ก็จะมีเส้นแบ่งการควบคุม (Line of Control, LoC) ทหารของฝ่ายใดควบคุมดินแดนส่วนไหน ก็ถือว่าเป็นดินแดนยึดครอง ตัวอย่างเช่น LoC ระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน หรือระหว่างอินเดีย-จีน ซึ่งในทางนิตินัยไม่ยอมรับว่าเป็นพรมแดนระหว่างประเทศ แต่ในทางพฤตินัยก็คือพรมแดนนั่นแหละ คราวนี้ก็รอการสู้รบครั้งใหม่หรือการเจรจาจนได้ข้อตกลง ซึ่งอาจคงไว้หรือเปลี่ยน LoC ใหม่ให้เป็นพรมแดนตามกฎหมาย
แต่ยูเครนรับไม่ได้กับการสูญเสียภูมิภาคไป 4 ภูมิภาค จึงระดมกำลังทหารและอาวุธที่ได้รับจากตะวันตก เข้าสู้รบโดยหวังได้ดินแดนคืน รัสเซียจึงเปลี่ยนยุทธวิธีจากรุกเป็นรับ บางครั้งก็ยอมถอยเพื่อถนอมกำลังพล พร้อมกันนั้นก็เรียกทหารกองหนุนเข้าประจำการประมาณ 3 แสนคน คล้ายกับจะเข้าสู่สงครามสึกกร่อน (war of attrition) ที่ยืดเยื้อ ใครอึดกว่าย่อมได้เปรียบในระยะยาว ยุทธวิธีตั้งรับในระยะประชิดของรัสเซียนั้น ถูกเสริมด้วยยุทธวิธีเชิงรุกในระยะทางไกล เหมือนกับจะบอกยูเครนว่า ถ้ารุกหนักจนเกินไปจะเจอดี เราจึงได้ข่าวการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนระเบิดตัวเอง (kamikaze drone) ที่มุ่งโจมตีจุด “ยุทธศาสตร์” ทางทหาร แต่ก็รวมไปถึงแหล่งผลิตพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานและสถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจด้วย หากยูเครนยิงจรวดต่อต้านอากาศยานเพื่อทำลายโดรน ก็เสี่ยงที่จะ “เปิดตัว” ว่าซ่อนจรวดไว้ที่ไหน รัสเซียก็จะยิงขีปนาวุธหรือโดรนไปทำลายจุดนั้น พูดง่าย ๆ คือโดรนเป็นตัวแสบ เพราะช่วยนำร่องยุทธวิธีสองชั้นนั่นเอง ตะวันตกจึงรีบชี้ว่ารัสเซียซื้อโดรนจากอิหร่าน อิหร่านรีบปฏิเสธคำกล่าวหานี้ อาจเป็นเพราะไม่อยากโดนคว่ำบาตรเพิ่มเติม หรือปฏิเสธตามความเป็นจริงก็ไม่รู้
ผมอ่านคอลัมน์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งให้ข้อมูลว่า หน่วยรบผสม ทหารราบ-ยานเกราะ-รถถัง พ่วงด้วยการสนับสนุนจากปืนใหญ่ รถยิงจรวดไฮมาร์สที่แม่นยำ บวกกับข่าวกรองการรบจากสหรัฐฯและชาติตะวันตก ยูเครนจึงช่วงชิงภูมิภาคคาร์คีฟกลับมาได้ครบถ้วน จากนั้นเริ่มบุกไปทางตะวันออกและใต้ และขอความช่วยเหลือจากตะวันตกเพิ่มเติม แต่เจ้ามือใหญ่คือสหรัฐฯ กำลังจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. 435 ที่นั่ง และ ส.ว. 35 ที่นั่ง ในวันที่ 8 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สำคัญและสูสีกันมาก สหรัฐฯพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมในขณะนี้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะเริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่า “สหรัฐฯต้องมาก่อน”
พัฒนาการล่าสุดของสงคราม คือการที่กองทัพยูเครนรุกเข้าโจมตีภูมิภาคแคร์ซอนทางตอนใต้ ก่อนหน้านี้เมื่อรัสเซียเป็นฝ่ายบุก ตะวันตกเคยสนับสนุนการอพยพพลเรือนออกจากดินแดนทางใต้เพื่อหลีกเลี่ยงภัยจากการสู้รบ มาคราวนี้ ฝ่ายรัสเซียเองประกาศว่าจะอพยพชาวแคร์ซอนวันละประมาณ 10,000 คนไปอยู่ในแคว้นไครเมียซึ่งรัสเซียได้ผนวกเป็นดินแดนของตนเมื่อปี ค.ศ. 2014 กะว่าจะใช้เวลาอพยพประมาณ 6 วัน หลังจากนั้นกองทัพรัสเซียพร้อมจะสู้รบอย่างเต็มที่กับกองทัพยูเครนที่เตรียมบุกเข้ามา
สงครามยังคงพลิกผันไปเรื่อย ๆ ผลัดกันรับผลัดกันรุก ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีโดยหวังความได้เปรียบทางการทหาร ทั้งสองยังมุ่งเอาชนะ การสู้รบจึงอาจถูกยกระดับ (escalation) ได้อีก แต่อนิจจา ต่างฝ่ายต่างสูญเสีย ต่างฝ่ายต่างแพ้ และไม่รู้ว่าแสงสว่างปลายอุโมงค์จะมีมาเมื่อไร ขณะนี้เป้าหมายของทั้งสองขัดกันอย่างชัดเจน คือรัสเซียต้องการผนวกดินแดน ยูเครนต้องการยึดดินแดนคืน สงครามอิรัก-อิหร่านที่เกิดจากการแย่งชิงดินแดนในปี ค.ศ.1980 ถึง 1988 ก็มีการรุก-การรับเช่นนี้อยู่เกือบ 8 ปี พลเรือนเสียชีวิตประมาณหนึ่งแสนคน ทหารเสียชีวิตหลายแสนคน เมื่อสงครามยุติลงโดยมติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ไม่มีประเทศใดได้ดินแดนเพิ่ม
การใช้มติสภาความมั่นคงของสหประชาชาติในกรณีของสงครามยูเครน-รัสเซียอาจได้ผล แต่สิ่งที่ควรเริ่มทำคือการลดระดับวาทกรรมชวนเชื่อ ซึ่งถือเป็นความรุนแรงทางวาจาที่ทำให้เราตกอยู่ในบ่วงวาทกรรมนั้นเอง สหประชาชาติควรเริ่มจัดประชุมสานเสวนาโดยรับฟังความเห็นจากประเทศที่ได้รับผลกระทบ และฟังความเห็นจากนักวิชาการที่มีข้อมูลและมีความคิดอ่านตรงไปตรงมา ภูมิภาคทั้ง 4 ภูมิภาคที่กำลังถูกผนวกอยู่ในขณะนี้ จะมีการปกครองอย่างไรจึงไม่เป็นภัยคุกคามต่อพลเรือนในพื้นที่และไม่เป็นฐานปฏิบัติการทางการทหารของฝ่ายใด จะจัดให้เป็นภูมิภาคจัดการตนเองแบบเอกเทศ (autonomous region) ได้หรือไม่และอย่างไร จะให้สหประชาชาติเข้าไปบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่านคล้ายข้อตกลงสันติภาพปารีส ค.ศ. 1991 ได้ไหม ฯลฯ คงมีคำถามอีกหลายข้อที่จะต้องพยายามหาคำตอบ โดยอาจใช้หลักการ 3 ประการของจอห์น พอล เลเดอรัค นักแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง ดังนี้ 1) ใช้ความอยากรู้อย่างย้อนแย้ง 2) ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และ 3) ยอมรับการเสี่ยง ทั้งนี้ เพื่อให้ความขัดกันของเป้าหมายแปลงเปลี่ยนไปสู่เส้นทางสันติภาพ โดยอาศัยพลังธรรมแห่งจินตนาการ
โคทม อารียา

