หน้าแรก คอลัมนิสต์ เลือกตั้งทีละ...

เลือกตั้งทีละครึ่ง (ที่เมืองมะกัน) โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

1.11.22 | 13:30 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้กลับไปเยือนสหรัฐอเมริกาด้วยภารกิจของการไปประชุมวิชาการและถือโอกาสได้เยี่ยมเยือนมิตรสหาย ทั้งในเมืองที่อยู่ในส่วนกลางประเทศตอนบน ที่เรียกว่า (ด้านตะวันตกตอนกลาง) และส่วนที่เรียกว่าฝั่งตะวันตก

นำไปสู่ความตื่นตาตื่นใจกับเรื่องของการรณรงค์เล็กๆ กับเรื่อง การเลือกตั้งครึ่งเทอม (mid-term election) ที่ผมแอบมาเรียกแซวว่าเป็นการเลือกตั้งทีละครึ่งนั่นแหละครับ

ที่แซวเพราะเห็นมีนักการเมืองไทยเสนอสูตรเลือกตั้งคนละครึ่งรอบหน้าให้ตู่เป็นสอง และให้ป้อมเป็นอีกสอง (อาจจะลืมไปว่าป้อมอาจจะขอยืมน้องมาอีกสองก็ได้ ฮาๆ)

การเลือกตั้งครึ่งเทอมคืออะไรในเมืองมะกัน? 

การเลือกตั้งครึ่งเทอมหมายถึงการเลือกตั้งรัฐสภาของสหรัฐ ทั้งสภาสูง (วุฒิสภา) และสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดี (ปธน.) ได้มีการเลือกไปแล้วเมื่อสองปีก่อนนี้

Advertisement

คือเขาไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปในความหมายของบ้านเรา คือทุกสี่ปี (เว้นแต่เมื่อรัฐประหารไปแล้วไม่ให้เลือกสักทีแบบคราวที่แล้ว) 

การเลือกตั้งในสหรัฐค่อนข้างจะคงที่ เพราะจะมีการเลือกตั้ง ปธน.ทุกสี่ปี และครึ่งหนึ่งของทั้งสภาสูงและสภาล่างจะเลือกพร้อมกับ ปธน. 

อีกครึ่งหนึ่งก็จะเลือกสองปีหลังจากนั้น จึงเรียกว่าการเลือกตั้งครึ่งสมัยนั่นแหละครับ

การเลือกตั้งสภานั้นมีความสำคัญ แม้ว่าเราคนนอกมักจะสนใจข่าวของการเลือกตั้ง ปธน.เป็นหลัก

อย่าลืมว่าสภานั้นมาจากประชาชนจริงๆ ขณะที่ระบบประธานาธิบดีมีความซับซ้อนของธรรมเนียมของประเทศเขา เพราะเลือกผ่านคณะผู้เลือกตั้งของมลรัฐ ซึ่งคณะผู้เลือกตั้งบางมลรัฐแม้ผู้สมัครชนะกันแค่เสียงเดียวก็สามารถได้คะแนนทั้งมลรัฐได้ (คือคะแนนทิ้งน้ำเสียเยอะ)

สภาล่างของสหรัฐนั้นทำหน้าที่ออกกฎหมาย มีอายุสองปี 

วุฒิสภาต้องเป็นผู้ที่ผ่านกฎหมายหรือไม่ผ่านกฎหมาย นอกจากนั้นยังต้องรับรองหรือไม่รับรองเจ้าหน้าที่ระดับสูงและองค์กรอิสระที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้ง รวมทั้งสามารถตรวจสอบเอาผิดประธานาธิบดีได้ด้วย สภาล่างนั้นมาจากสัดส่วนของประชากร ขณะที่วุฒิสภานั้นมลรัฐใหญ่และเล็กมีเท่ากันคือสองคนและมีอายุหกปี 

ในรอบนี้กลายเป็นว่าสภาล่างหมดอายุทั้งหมด และวุฒิสภาหมดอายุหนึ่งในสาม

นอกจากนี้ บางมลรัฐยังมีการเลือกผู้ว่าการรัฐใหม่ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอีกบางตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ในประสบการณ์ที่ผมเคยอยู่ในเมืองมะกัน ผมเห็นว่าการเลือกตั้งในปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมันสุด (เว้นแต่อาจมีในอดีตที่เกิดลาออกเสียก่อน อาจจะเหลื่อมกัน)เพราะจะมีเรื่องของพวกข้อเสนอในท้องถิ่นที่เรียกว่า preposition เข้ามาร่วมด้วย เช่น จะแก้กฎหมายท้องถิ่นบางข้อ อาทิ ให้มีสถานการพนันในมลรัฐได้ไหม

แต่ในรอบนี้เขาก็มองกันว่าการเลือกตั้งครึ่งเทอมย่อมจะมันหยดเช่นกัน เพราะในวุฒิสภา รีพับลิกันครองเสียงไป 50 เดโมแครต 48 และผู้สมัครอิสระอีก 2 อธิบายง่ายๆ ว่ารอบนี้การเปลี่ยนออกไปหนึ่งในสามย่อมมีความสำคัญต่อการครองอำนาจในวุฒิสภา

ส่วนในสภาล่าง 435 เสียงนั้น เดโมแครตครองไป 220 รีพับลิกัน 212 เสียง และมีตำแหน่งว่างอยู่ 3 ดังนั้น การเลือกตั้งรอบนี้ย่อมสำคัญ 

จากการทำนายของสำนักข่าวอย่าง BBC ที่แม้ว่าจะเป็นสำนักข่าวอดีตเมืองแม่ แต่ย่อมสอดรู้สอดเห็นการเมืองอเมริกันได้อย่างถึงใจ เพราะเอาเข้าจริงสำนักข่าวในอเมริกาเองต่างก็มีจุดยืนอย่างโจ่งแจ้งเรื่องของการสนับสนุนแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว

BBC ทำนายว่ารอบนี้มันหยดแน่นอน เพราะว่าสองปีที่ผ่านมานั้น ไบเดนออกจะได้เปรียบที่ทั้งสภาล่าง และวุฒิสภานั้นมาจากเดโมแครตเหมือนไบเดน 

แต่ในรอบนี้ BBC ทำนายว่าสภาล่างจะตกเป็นของรีพับลิกัน และเดโมแครตจะยังคงรักษาเก้าอี้หนึ่งในสามที่จะปี๊บใหม่ของวุฒิสภาได้ ซึ่งเอาจริงก็น่าหวั่นใจทั้งนั้นแหละครับ เพราะว่าถ้าเสียอะไรไปบ้างแบบนี้ ก็จะเป็นการนับถอยหลังให้กับไบเดนและเดโมแครตในการรักษาเก้าอี้ ปธน.ในอีกสองปีข้างหน้าเอาไว้

โดยในส่วนของสภาล่างนั้น พื้นที่ที่จะตัดสินก็คือพื้นที่ชานเมืองของมลรัฐเพนซิลเวเนีย แคลิฟอร์เนีย โอไฮโอ และนอร์ทแคโรไลนา

ส่วนสามสิบห้าเก้าอี้ของวุฒิสภานั้นพื้นที่ระดับศึกวันทรงชัย น่าจะอยู่แถว เนวาดา แอริโซนา จอร์เจีย และเพนซิลเวเนีย

ในแถบแคลิฟอร์เนียผมเห็นการแข่งขันค่อนข้างจะเข้มข้นมากในสภาล่าง เพราะป้ายเลือกตั้งปักกันเต็มไปหมด แต่ของอเมริกามักจะใช้ป้ายเล็กๆ ปักบนสนามหญ้า โดยเฉพาะแถบชานเมือง ส่วนที่แมดิสันซึ่งเป็นพื้นที่เมืองหลวงของมลรัฐวิสคอนซิน ผมเห็นป้ายน้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่เป็นการรณรงค์ให้ไปเลือกตั้งเสียมากกว่า

สำหรับประเด็นหลักในการเลือกตั้งในรอบนี้จากการวิเคราะห์ของ BBC เห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องของนโยบายต่อผู้อพยพของคนเข้ามาในอเมริกา การปราบปรามอาชญากรรม และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดูจะไปเข้าทางของสายรีพับลิกันมากกว่า (ผมคิดว่าเขาอยู่ในตำแหน่งค้าน ดังนั้น เกมนี้เขาเก็บแต้มได้ง่ายกว่า) แม้ว่าเดโมแครตจะมีเรื่องให้เก็บแต้มในเรื่องของเสรีภาพในการยุติการตั้งครรภ์ แต่เหมือนว่าทางรีพับลิกันจะออกแนวถล่มเดโมแครตที่ครองเสียงสภาและฝ่ายบริหารได้มากกว่า

ความสำคัญของการเลือกตั้งครึ่งเทอมหรือครึ่งสมัย (ปธน.) ในรอบนี้มาอยู่ตรงที่ไบเดนเองได้รับความนิยมต่ำกว่าร้อยละห้าสิบมานานแล้ว พูดง่ายๆ คือความนิยมของไบเดนคงไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนักในเกมที่รัฐบาลและสภาที่อยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลแต่เสียงแบบชนะปริ่มน้ำดังที่เป็นมาเมื่อสองปีที่แล้วนั้นจะรอดไปได้ง่ายๆ

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ถ้ารีพับลิกันชนะ ไบเดนและเดโมแครตจะเจองานหินในการผลักดันประเด็นที่มีในเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อน การขยายระบบสวัสดิการสุขภาพของรัฐ การปกป้องสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ และการเข้มงวดในเรื่องของการควบคุมอาวุธปืน

แต่ถ้ารีพับลิกันกลับมา สิ่งที่น่ากลัวกว่าความล่าช้าที่เดโมแครตและไบเดนจะต้องเจอที่กล่าวมาแล้ว ยังจะรวมไปถึงเรื่องของการยุติการสืบสวนกรณีที่อดีต ปธน.ทรัมป์สร้างความวุ่นวายด้วยการระดมมวลชนเข้ามาในงานการเข้ารับตำแหน่ง ปธน.ของไบเดนด้วย

และอาจจะเปลี่ยนไปเล่นเรื่องอื้อฉาวของลูกชายไบเดนที่มีดีลกับนักธุรกิจจีน หรือยุติการส่งทหารไปอัฟกานิสถาน และเรื่องของการเปลี่ยนทิศทางนโยบายที่มีต่อสงครามยูเครนกับรัสเซีย

และยังหมายถึงฝันร้ายของไบเดนในการแต่งตั้งองค์กรอิสระอย่างศาลสูง ถ้าถูกรีพับลิกันครองอำนาจในวุฒิสภา

ในระดับการเลือกตั้ง ปธน.ในอีกสองปีข้างหน้า ความมันจะอยู่ตรงที่ถ้ารีพับลิกันชนะ ทรัมป์มีสิทธิกลับมาแข่งใหม่แบบมีแววชนะในระดับหนึ่ง แถมรอบนี้มีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐซึ่งทั้งฟลอริดา และเท็กซัส ดินแดนของรีพับลิกันนั้นถ้าผู้ว่าสองคนนั้นกลับมานอกจากรีพับลิกันจะรักษาฐานเสียงได้ แต่สองคนนี้ก็มีสิทธิมาลุ้นกับทรัมป์ได้อีก

ในขณะที่ของเดโมแครตฐานที่มั่นสำคัญในรอบนี้คือ มิชิแกน วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนีย ถ้ายังรักษาที่นั่งในสภาได้ ก็มีลุ้นจะปูเส้นทางให้ไบเดนกลับมาเป็น ปธน.ได้อีกครั้งหนึ่ง  

อีกเกร็ดเล็กๆ ที่น่าสนใจในช่วงนี้คือเรื่องราวที่ BBC นำเสนอนั่นก็คือเรื่องของความเปลี่ยนแปลงในเรื่องส่วนตัว ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของส่วนรวมหรือการเมืองนั่นแหละครับ

ผมหมายถึงว่า มีการค้นพบจากงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาว่าการเมืองมีผลต่อการเลือกคู่ คือทั้งคู่รักและคู่ครองมากขึ้นในสหรัฐอเมริกา (เหมือนที่เราเคยเห็นการ์ตูนของคุณไข่แมวเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อน)

BBC กล่าวถึงเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นสายรีพับลิกันขนานแท้ ที่มองว่าตัวเองเป็นอนุรักษนิยม คือ สนับสนุนเสรีภาพในการครองอาวุธ นับถือคริสต์อย่างจริงจัง และสนับสนุนทรัมป์ เธอบอกว่าหลังจากที่หย่าร้างไปแล้วมาเดตกับคู่เดตใหม่ ก็ต้องเลิกกันในสามเดือนเมื่อเธอพบว่าเขาคนนั้นเป็นพวกเดโมแครตตัวแสบ (freaking Democrat) 

การเลิกรานั้นมีก่อนการเลือกตั้งใหญ่เมื่อสองปีก่อนไม่ถึงเดือน เมื่อเธอไปค้นเจอในกูเกิลว่าคู่เดตของเธอลงทะเบียนโหวตให้กับเดโมแครต

ตัวอย่างเล็กๆ นี้สอดคล้องไปกับการสำรวจของ YouGov/Economist ที่ชี้ว่าร้อยละ 86 ของคนอเมริกันคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากขึ้นในการเดตกับคนที่สนับสนุนพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม 

และงานวิจัยจากสถาบัน Pew ก็ชี้ว่าความแตกต่างทางอุดมการณ์ของสองพรรคใหญ่ในสหรัฐในวันนี้ถือว่าแตกแยกและแตกต่างกันมากที่สุดในรอบห้าสิบปี 

ขณะที่โพลของสำนักข่าว CBS พบว่าต่างฝ่ายไม่มองกันว่าเป็นเพียงต่างพรรคกัน แต่มองว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูของพวกเขา 

กล่าวอีกอย่างก็คือเรื่องของการเมืองนั้นมีความสำคัญมากขึ้นในการจะรักใครสักคน 

และความรุนแรงของปัญหานี้นอกจากจะมากขึ้นแล้ว ยังมีในทุกช่วงวัยด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความโน้มเอียงทางการเมืองของกลุ่มคนที่รู้สึกว่าเป็นชนกลุ่มน้อยทางการเมืองในพื้นที่นั้น

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือบรรดาคนที่ทำงานให้กับทรัมป์นั้นก็จะประสบปัญหากับการหาคู่เดตในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งนอกจากเป็นเมืองหลวงแล้วยังเป็นเมืองที่เป็นฐานคะแนนของพวกเดโมแครต ซึ่งมองว่าเปิดกว้างกว่าพวกรีพับลิกันที่เป็นอนุรักษนิยม 

ตัวอย่างที่กล่าวถึงในบทความนั้นโหดร้ายกับฝ่ายอนุรักษนิยมเช่นกัน เมื่อหนึ่งในทีมงานของทรัมป์นั้นโดนสาวเทอย่างฉับพลันทันที ทั้งที่นัดกันได้ไม่นาน เมื่อเธอไปค้นเจอว่าชายโชคร้ายคนนั้นทำงานให้ทรัมป์ 

BBC ตามติดปรากฏการณ์นี้จนค้นพบว่าในบรรดาฝ่ายขวา หรืออนุรักษนิยมในอเมริกาสุดท้ายก็แก้ปัญหานี้ด้วยนวัตกรรมใหม่คือการสร้างแอพพลิเคชั่นที่ชื่อ The Right Stuff ที่ทำให้ฝ่ายขวานั้นได้มีโอกาสพบปะกัน โดยเฉพาะบรรดาขวาหรืออนุรักษนิยมที่อยู่ในพื้นที่ก้าวหน้า (ผมชอบโฆษณาในแอพพ์มาก เขาบอกว่านี่คือแอพพ์เดตติ้งที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองมากที่สุด ฮาาาา) 

ในเว็บไซต์ดังกล่าวนอกจากผู้เข้าร่วมจะต้องกรอกความสูง และเพศ เหมือนแอพพ์หาคู่ทั่วไปแล้ว ยังมีการกรอกความเห็นที่สะท้อนตัวตนบางอย่างลงไป เช่น การพูดถึงสิ่งที่ตัวเองชอบเกี่ยวกับสังคมอเมริกา สิ่งที่ชื่นชอบมากที่สุดในคำโกหกของพวกก้าวหน้าหรือพวกเสรีนิยม หรืออะไรคือคำคมของฝ่ายอนุรักษนิยม 

รวมไปถึงการให้ความเห็นถึงเหตุการณ์ 6 .. ว่าหมายถึงอะไร (คือวันบุกเมืองของคอนเซเวทีฟในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของไบเดน ที่อาคาร Capitol หรืออาคารรัฐสภาของสหรัฐ) 

ในรายงานข่าวยังไม่มีการรายงานถึงนวัตกรรมแอพพ์หาคู่ของฝ่ายเดโมแครต แต่มีตัวอย่างปัญหาที่เดโมแครตเจอในรัฐที่เป็นอนุรักษนิยมอย่างไอดาโฮ ที่ท้ายที่สุดสุภาพสตรีท่านหนึ่งตัดสินใจแต่งงานกับคนอพยพเชื้อชาติโรมาเนีย หลังจากให้โอกาสผู้ชายรีพับลิกันแล้วมั่นใจว่าเมื่อถึงเรื่องการเมืองนั้นคงไปกันไม่ไหว 

ความกังวลเรื่องของการหาคู่ในอเมริกานั้นเข้าขั้นรุนแรงขึ้นนอกจากผลการวิจัยจากการสำรวจทรรศนะหลายหน่วยงานมีผลตรงกัน และยังหมายถึงการทำนายว่าสถานการณ์นี้ดูจะรุนแรงขึ้น เพราะคู่ที่มาจากอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันก็จะส่งต่ออุดมการณ์ไปให้ลูกหลานช่วงวัยต่อไป และพวกเขาจะอยู่ในเครือข่ายทางสังคมของพวกเขาเองมากขึ้น ความแตกแยกและแตกต่างก็จะมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผมเองในฐานะคนนอกที่พอจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมมะกันมาหลายปี ก็คิดว่าคงไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นในแง่ของตัวเลขของสองพรรคที่สูสีกันมาตลอด แต่คิดว่าคงจะมีผลในระดับท้องถิ่นไม่น้อยไปกว่าเรื่องของอคติสีผิวที่ดูจะรุนแรงมากขึ้น

และในอีกด้านหนึ่งก็คิดถึงประสบการณ์ในเมืองไทยที่ม็อบเยาวชนเองก็เกิดจากคนรุ่นอนุรักษนิยม แต่แตกต่างไปจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเขาไม่น้อย

คงต้องมีการศึกษาและคำอธิบายอะไรอีกมากมายในเรื่องนี้ ทั้งในเรื่องของผลของการเลือกตั้งครึ่งสมัยของสหรัฐในตอนต้นเดือนพฤศจิกายน และในเรื่องของประเทศไทยในช่วงเวลานี้ก่อนจะถึงการเลือกตั้งใหม่ (ที่คาดว่าจะมี) ในปีหน้าครับ

(หมายเหตุดูแอพพ์จาก www.daterightstuff.com และข่าวการเลือกตั้งครึ่งสมัยจาก “What are the US midterms? A simple guide.” BBC.com. 14 Oct 2022. และ J.Armesto. Politics increasingly a deal-breaker on US dating scene. BBC.com. 26 Oct 2022.)